538.jpg
สะเทือนอีกครั้ง สหรัฐจ่อฟันภาษีนำเข้า 60 ประเทศทั่วโลก ไทยติดโผโดนรีดอัตราสูงสุด

สะเทือนอีกครั้ง สหรัฐจ่อฟันภาษีนำเข้า 60 ประเทศทั่วโลก ไทยติดโผโดนรีดอัตราสูงสุด

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 18.21 น.

3 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลทรัมป์เสนออัตราภาษีใหม่ 10%  หรือ  12.5% ​​ สำหรับสินค้านำเข้าจาก 60 ประเทศ และเขตเศรษฐกิจทั่วโลก หลังจากพบว่าอัตราภาษีดังกล่าวไม่สามารถยับยั้งการค้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ ซึ่งข้อสรุปนี้ถูกนักนิติบัญญัติอาวุโสของสหภาพยุโรปกล่าวว่าเป็น "เรื่องไร้สาระอย่างสิ้นเชิง"

ข้อเสนอจากสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ซึ่งออกเมื่อช่วงดึกวันอังคาร (ตามเวลาท้องถิ่น) มาจากการสอบสวนการค้าที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 301 ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยฟื้นฟูมาตรการภาษีฉุกเฉินของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่ถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ เพิกถอนไป เมื่อเดือนกุมภาพันธ์


สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ประกาศการตัดสินใจภายใต้มาตรา 301  แห่งกฎหมายการค้าปี 1974 ระบุว่า การดำเนินการ นโยบาย และแนวปฏิบัติของ 60 เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ที่ล้มเหลวในการสั่งห้ามและบังคับใช้กฎหมายต่อต้านการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการกระทำที่ "ไม่สมเหตุสมผล" และเป็นอุปสรรคหรือจำกัดการพาณิชย์ของสหรัฐ

ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แถลงว่า การที่พันธมิตรทางการค้าที่สำคัญที่สุดของเรา ล้มเหลวในการจัดการกับการนำเข้าสินค้าที่ผลิตด้วยแรงงานบังคับเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ สิ่งนี้สร้างกลไกที่บีบให้แรงงานชาวอเมริกันต้องแข่งขันในเวทีโลกบนสนามที่ไม่เท่าเทียม 

เราจะไม่ยอมทนต่อความเหลื่อมล้ำนี้อีกต่อไป พันธมิตรแต่ละรายต้องทำมากกว่านี้ เพื่อให้แน่ใจว่าการค้าจะไม่ไปส่งเสริมและตอกย้ำการใช้แรงงานบังคับให้ฝังรากลึกในระดับโลก

โดยรายงานระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นความพยายามของรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการฟื้นฟูกำแพงภาษีฉุกเฉินขึ้นมาใหม่ หลังจากมาตรการภาษีเดิมถูกศาลฎีกาสหรัฐฯ ตัดสินให้เป็นโมฆะเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยการประกาศครั้งนี้มีขึ้นก่อนที่มาตรการภาษีชั่วคราว 10% กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 24 กรกฎาคมนี้

จากการสอบสวนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม ยูเอสทีอาร์ ได้แยกกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวออกเป็น 2 กลุ่ม เพื่อเสนออัตราภาษีเพิ่มเติม 

โดยกลุ่มที่ 1 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 10% รวม 15 เขตเศรษฐกิจ ประกอบด้วยกลุ่มประเทศที่มีมาตรการสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอยู่บ้าง หรือมีข้อผูกพันที่จะบังคับใช้ผ่านข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน เช่น ข้อตกลง USMCA ได้แก่ แคนาดา, เอกวาดอร์, สหภาพยุโรป, อินโดนีเซีย, เม็กซิโก, ปากีสถาน, อาร์เจนตินา, บังกลาเทศ, กัมพูชา, เอลซัลวาดอร์, กัวเตมาลา, มาเลเซีย, ไต้หวัน และสหราชอาณาจักร

และ กลุ่มที่ 2 เสนอจัดเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% รวม 45 เขตเศรษฐกิจ รวมถึงไทย เป็นกลุ่มประเทศที่ล้มเหลวทั้งในการออกข้อบัญญัติสั่งห้าม และขาดการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ไทย, จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, สิงคโปร์, ออสเตรเลีย, นิวซีแลนด์, ฮ่องกง, นอร์เวย์, สวิตเซอร์แลนด์, รัสเซีย, แอฟริกาใต้, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บราซิล และเวียดนาม 

ยูเอสทีอาร์ ยังระบุเหตุผล 4 ประการที่ทำให้พฤติกรรมของประเทศเหล่านี้ไม่สมเหตุสมผล คือ ...

1. ทำลายเป้าหมายสากลในการขจัดแรงงานบังคับ 

2.เปิดทางให้บริษัทที่ใช้แรงงานบังคับสามารถผลิตสินค้าในราคาที่ต่ำกว่า ส่งผลให้กลไกตลาดบิดเบือน 

3.ทำลายความสามารถในการทำกำไรของบริษัทที่ไม่ใช้แรงงานบังคับ 

4.มีส่วนช่วยให้เกิดการลักลอบหลีกเลี่ยงกฎหมายสั่งห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับที่มีอยู่ในปัจจุบัน

อีกทั้ง สหรัฐฯ จะมีการยกเว้นภาษีเพิ่มเติมให้กับสินค้าบางประเภทตามที่ระบุในภาคผนวก อาทิ สินค้ากลุ่มพลังงาน แร่ธาตุหายาก รวมถึงโลหะบางประเภท เนื้อวัว กาแฟ ผัก ผลไม้บางชนิด ยา สารเคมีอินทรีย์ ชิ้นส่วนเครื่องบิน และ ยังได้เสนอ กลไกสำหรับสินค้าสิ่งทอ  ซึ่งจะอนุญาตให้นำเข้าเสื้อผ้าและสิ่งทอในปริมาณที่กำหนดจากบางประเทศเข้าสู่ประเทศได้ในอัตราภาษีมาตรา 301 ที่ต่ำกว่าปกติ เพื่อลดผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภายในประเทศ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top