542.jpg
แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7

แบไต๋ก่อนวันศุกร์ ดีลลับยุติสงครามเป็นแค่เอกสารหน้าครึ่ง ทรัมป์ ลั่นข่าวดีกลางประชุม G7

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 07.55 น.

17 มิถุนายน 2569 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเจ.ดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเปิดเผยข้อตกลงเบื้องต้นเพื่อยุติสงครามกับอิหร่านก่อนวันศุกร์นี้ (19 มิ.ย.) หลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า "ข้อตกลงดังกล่าวได้ลงนามไปแล้ว"

นายเจ.ดี แวนซ์ ได้บอกว่าบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านว่า "มีเพียงหน้าครึ่ง" และเป็นเอกสาร "ทั่วไปมาก" ที่มีเนื้อหากว้างเพื่อกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างสองฝ่าย


เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ เริ่มให้รายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับข้อตกลงนี้แล้ว โดยแจ้งว่าช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดอีกครั้งในวันศุกร์ (19 มิ.ย.) ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่ลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการในเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ทางด้านนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ยืนยันว่าการเจรจารอบใหม่เพื่อบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายกับสหรัฐฯ จะเริ่มต้นขึ้นในสวิตเซอร์แลนด์ในวันเดียวกันนั้น

การเปิดเผยนี้เกิดขึ้นในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดกลุ่ม G7 ในฝรั่งเศส ซึ่งจะมีการประชุมพิเศษเกี่ยวกับอิหร่าน โดยมีผู้นำจากอียิปต์ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เข้าร่วม ระหว่างการเจรจากับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ทรัมป์กล่าวว่า "ผมยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะบอกว่าข้อตกลงได้ลงนามแล้ว ข้อตกลงทั้งหมดได้ลงนามเรียบร้อยแล้ว" ซึ่งหมายถึงข้อตกลงเบื้องต้น

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวได้รับการลงนามทางอิเล็กทรอนิกส์โดยทรัมป์ , เจ.ดี แวนซ์ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน 

โดยภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว คาดว่าการเจรจาด้านเทคนิคเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านจะเริ่มขึ้นภายในสัปดาห์นี้ โดยการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตร หรือการปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัด จะขึ้นอยู่กับการที่อิหร่านปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลง

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซี นิวส์ ว่า ผู้ตรวจสอบนิวเคลียร์จาก ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA)จะได้รับอนุญาตให้กลับเข้าไปตรวจสอบในอิหร่านอีกครั้งตามข้อตกลง ซึ่งหนึ่งในหัวใจสำคัญของข้อตกลง คือสหรัฐฯ และ IAEA จะช่วยให้อิหร่านทำลายคลังยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง ซึ่งเป็นประเด็นที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในเอกสาร

เอกสาร MOU ระบุ ให้อิหร่านให้คำมั่นเรื่องสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค รวมถึงยุติการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย และให้คำมั่นที่สามารถตรวจสอบได้ว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ และย้ำว่ารายละเอียดหลายประเด็นยังต้องถูกกำหนดระหว่างการเจรจาทางเทคนิคในอนาคต 

โดยข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยขยายระยะเวลาหยุดยิงออกไปอีก 60 วัน เพื่อเปิดทางให้ทั้งสองฝ่ายหารือเกี่ยวกับข้อตกลงถาวร

ทั้งนี้ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน ซึ่งมีบทบาทเป็นคนกลางในการเจรจา ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงนี้ครอบคลุมการยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอนด้วย 

ขณะที่กระทรวงต่างประเทศอิหร่าน ระบุว่า แม้จะมีข้อตกลง แต่เตหะรานยังคงไม่ไว้วางใจอย่างลึกซึ้ง ต่อสหรัฐฯ และมองว่าข้อตกลงนี้เป็นเพียงก้าวแรกเพื่อลดความตึงเครียดเท่านั้น 

ส่วนทางด้านอิสราเอล นายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ระบุว่า อิสราเอลจะยังคงรักษาสถานะทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์ของเลบานอน ซีเรีย และกาซา ตราบเท่าที่เห็นว่าจำเป็น และย้ำว่า อิสราเอลจะไม่ยอมให้อิหร่านครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ไม่ว่าจะมีข้อตกลงใดใดหรือไม่ก็ตาม

ซึ่งประเด็นสำคัญที่ยังเป็นข้อขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย คือ โครงการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่าน ความต้องการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรของอิหร่าน และการปลดล็อกทรัพย์สินจากรายได้ด้านน้ำมันที่ถูกระงับมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ ซึ่งยังต้องจับตาว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถบรรลุข้อตกลงที่ยังคงเป็นปัญหาทั้งหมดนี้ได้หรือไม่

เรียบเรียงจาก : BBC

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top