วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
กองทุนศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ร่วมกับ มูลนิธินิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงานสัมมนารับประเทศไทยในยุค 4.0 ในหัวข้อเรื่อง “Fintech & Cryptocurrencyvs. Law Enforcement”ณ ห้องเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 22 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม 2561 ภายในงานได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญมาร่วมปาฐกถาและร่วมอภิปราย อาทิ ศ.กิตติคุณ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี, ศ.พิเศษ เข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด, ดร.วิรไท
สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย,รพี สุจริตกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ, ดร.สุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ., ศ.พิเศษ เดชอุดม ไกรฤทธิ์ กรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, ปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย,เจษฏา สุขทิศ นายกสมาคมฟินเทคประเทศไทย, พันเอก ดร.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ รองประธานกรรมการ กสทช., ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการสำนักงาน ก.ล.ต., บัญชา มนูญกุลชัย ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเทคโนโลยีทางการเงิน ธปท., มุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักประธานศาลฎีกา, พันตำรวจโทพัฒนะ ศุกรสุต ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ DSI และ วิทยา นีติธรรม เลขานุการกรม สำนักงาน ปปง.
โดยงานสัมมนาวิชาการทางกฎหมายเรื่อง Fintech & Cryptocurrency vs. Law Enforcementได้รับเกียรติจาก ศ.กิตติคุณ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดการสัมมนาและปาฐกถาพิเศษ ได้กล่าวว่า CRYPTOCURRENCY(สกุลเงินดิจิทัล) มีข้อดีคือ ความรวดเร็ว ทันใจไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนของทางการ และอัตราดอกเบี้ย เมื่อมีการยอมรับจากผู้เล่นแต่มีข้อเสียคือ เมื่อผู้เล่นเข้าสู่ธุรกรรมของ 4 คริปโตเคอเรนซี อาจถูกหลอกลวงได้ง่าย เกิดการทุจริต และนำไปสู่การโจรกรรมหรือแฮกข้อมูล “คริปโตเคอเรนซี” ถือเป็นระบบการลงทุนที่สร้างสรรค์และเหมาะสำหรับผู้ลงทุนกลุ่มสตาร์ทอัพ ส่วนโทษต้องรู้เท่าทันความเสี่ยง โดยที่ผ่านมาได้รับรายงานจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่เตือนว่าให้ระวังเรื่องการทำธุรกรรมคริปโตเคอเรนซี เพราะอาจส่งผลให้เกิดปัญหาการฟอกเงิน การเอาเงินที่ผิดกฎหมายจากการค้ายาเสพติดและต่างๆ มาฟอกเงินผ่านการลงทุนในคริปโตเคอเรนซีได้ โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ใกล้จะมีการเลือกตั้ง อาจจะมีการนำเงินเข้าใช้ในการซื้อเสียงผ่านรูปแบบของบิตคอยน์ และอีกหลายประเทศมีการแจ้งเตือนว่าคือการก่อการร้ายข้ามประเทศ ส่วนตัวมองว่าคริปโตเคอเรนซีจะมีการพัฒนาอีกเยอะในอนาคต ซึ่งไทยจะต้องมีความพยายามในการรู้กลไกต่างๆ ที่เติบโตมากขึ้น เพื่อนำมาพัฒนากฎหมายที่กำกับดูแลให้สอดคล้องและเหมาะสมกับสถานการณ์ และไม่ให้เป็นอุปสรรคในการทำธุรกรรมชนิดนี้ ทั้งนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ (ก.ล.ต.) กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ ได้ออก พ.ร.ก.ประกอบสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม 2561 โดยได้มีการศึกษาโมเดลจากหลายประเทศ และพิจารณาอย่างเหมาะสม
รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัจจุบันในทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยเตรียมการเข้าสู่ยุค 4.0 ซึ่งมีกลไกสำคัญในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมทั้งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบการจัดเก็บและส่งข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ในทุกรูปแบบ และทุกรัฐบาลได้ออกกฎหมายบังคับใช้เกี่ยวกับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ทั้งในด้านงานเอกชนกับธุรกิจ เอกชนกับราชการ และธุรกิจกับราชการ ซึ่งมีผลสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้ชีวิตในสังคมปัจจุบันและเปลี่ยนแปลงธุรกรรมทางธุรกิจไปอย่างมากมาย โดยการสัมมนาในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการวางกรอบความคิดในการพัฒนาการศึกษาวิชานิติศาสตร์และปรับปรุงตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันให้ทันกับการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และสารสนเทศที่มีอยู่รอบตัวในปัจจุบัน โดยเฉพาะจะเป็นประโยชน์แก่นักศึกษากฎหมายและนักศึกษา ICT ในรุ่นต่อไปที่จะก้าวเข้าสู่สังคมดิจิทัลอย่างเป็นผู้มีความรู้ทางกฎหมายที่รองรับธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในทุกรูปแบบ อันจะเป็นผลให้มีการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรม สอดรับกับแนวทางของการพัฒนากฎหมายสากลทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี