วันศุกร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569
จากการศึกษา ปัจจุบันพบว่า เด็กๆ ใช้เวลาเล่นหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งลดลงถึง 71% เมื่อเทียบกับเด็กในเจเนอเรชั่นก่อน สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของพ่อแม่ในยุคนี้ที่ใช้ชีวิตกว่า 90% ไปกับกิจกรรมอินดอร์ ไม่เว้นแม้แต่การเลี้ยงลูกที่เลือกสื่ออิเล็กทรอนิกส์มาเป็นพี่เลี้ยง เพราะมีเวลาจำกัด หรือบางท่านอาจคิดว่าจะช่วยเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ให้ลูกน้อย เด็กๆ จึงมักใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่แต่ในห้องเพื่อเรียนรู้อยู่หน้าจอ แต่การปล่อยให้เด็กเล่นแต่คอมพิวเตอร์ แท็บเลต สมาร์ทโฟน หรืออยู่กับจอเป็นเวลานานๆ ตั้งแต่เล็กๆ กลับกลายเป็นการปิดกั้นโอกาสพัฒนาทักษะสำคัญๆ จนทำให้มีพัฒนาการช้ากว่าปกติ
รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า“การใช้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วยในการเลี้ยงลูก เพื่อหวังส่งเสริมให้ลูกเป็นเด็กเก่งและฉลาดเป็นค่านิยมที่เข้าใจผิด เพราะความฉลาดหรือสติปัญญาเป็นสิ่งที่เกิดจากกระบวนการการเรียนรู้ ซึ่งต้องอาศัยหลายปัจจัยร่วม ในการสร้างให้เกิดขึ้น เทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเปิดโลกให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆแต่ก็จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลและคำแนะนำของพ่อแม่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วง2 ขวบปีแรก ที่ไม่ควรให้เด็กได้เรียนรู้จากหน้าจอ การใช้เทคโนโลยีเลี้ยงลูกและปล่อยให้ลูกท่องโลกผ่านจอเป็นเวลานานๆ เพียงลำพังเป็นความเสี่ยงอย่างมากต่อการพัฒนาอย่างรอบด้านของเด็ก ทำให้เด็กไม่ได้รับโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาทักษะสำคัญในชีวิต”
ไม่ว่าจะเป็นทักษะการเคลื่อนไหว การปรับตัวเข้ากับสังคมรอบข้าง การคิดและการพัฒนาสติปัญญา การควบคุมอารมณ์ ขาดทักษะในการใช้ภาษาและการสื่อสารแบบสองทาง ด้อยทักษะด้านการเข้าสังคม การปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ รอบตัว ทักษะด้านจริยธรรม ทักษะด้านการสร้างสรรค์ รวมถึงผลกระทบในด้านอื่น เช่น ภาวะสายตาสั้นเทียม ความแข็งแรงของร่างกายลดลง ภาวะโรคอ้วน หรือโรคภูมิแพ้ เป็นต้น

รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์
รศ.นพ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวว่า “พ่อแม่อาจภาคภูมิใจว่า ลูกสามารถเรียนรู้ผ่านการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างคล่องแคล่ว โดยลืมไปว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กขาดความสนใจในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งรอบข้าง พ่อแม่จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกแม่กุญแจที่มีชื่อว่า “พัฒนาการเด็ก” ให้พัฒนาไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยการกำกับและควบคุมความเหมาะสมของการใช้อุปกรณ์เทคโนโลยี ให้เป็นไปอย่างยืดหยุ่นและมีความสมดุลในตัวเอง ให้ความสำคัญกับการเลือกสื่อที่ผลิตมาสำหรับเด็กให้เขาเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย ให้เวลาและคำแนะนำอยู่ข้างๆ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไม่เกิน 1-2 ชั่วโมงในแต่ละวัน เพื่อจะได้เหลือเวลาไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่มีประโยชน์บ้าง”
“การละสายตาจากจอออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านผ่านการเล่นเลอะเทอะจะช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้ดียิ่งขึ้น การหยิบจับห้อยโหน วิ่งเล่นกับเพื่อนๆ นอกจากจะได้ความสนุกตามวัยแล้ว กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ยังได้รับการกระตุ้นให้แข็งแรง การพูดคุยแลกเปลี่ยนทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนๆ จะทำให้เด็กเรียนรู้การทำงานร่วมกัน การรู้จักแบ่งปัน การแก้ปัญหาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการจัดการกับอารมณ์ของตนเองไม่เพียงแต่จะช่วยให้เกิดการพัฒนาระบบความคิด ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของการปรับตัวเข้าสังคมเท่านั้น แต่ยังช่วยให้เด็กได้ค้นพบตัวเอง ได้ซึมซับทักษะต่างๆ เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง และได้รับการพัฒนารอบด้านอย่างแท้จริง”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี