แพทย์เตือนภัยหน้าฝน ระวังโรคไข้เลือดออก

แพทย์เตือนภัยหน้าฝน ระวังโรคไข้เลือดออก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

หน้าฝนเป็นช่วงที่ต้องดูแลสุขภาพมากเป็นพิเศษ เพราะโรคที่แฝงมากับสายฝนนั้นมีมากมายทั้งจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้มีความชื้นสูงถือเป็นการบ่มเพาะเชื้อโรคให้เจริญเติบโตได้ดี จึงควรดูแลใส่ใจสุขภาพของเราอย่าให้เจ็บไข้ได้ป่วยเป็นดีที่สุด “ไข้เลือดออก” เป็นอีกโรคหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างมากในช่วงฤดูกาลนี้ยุงลายตัวเมียเป็นพาหะตัวร้ายในการแพร่เชื้อไวรัสสายพันธุ์ “เด็งกี” เพราะทันทีที่ยุงลายกัดและดูดเลือดผู้ป่วยที่อยู่ในระยะไข้ซึ่งเป็นระยะที่มีเชื้อไวรัสอยู่ในกระแสเลือดมาก เชื้อไวรัสจะเข้าสู่ตัวยุงและจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว พร้อมปล่อยเชื้อเข้าสู่คนที่ถูกกัดต่อไป ที่สำคัญยุงลายที่มีเชื้ออยู่ 1 ตัว ออกลูกได้ทีละ 500 ตัว ดังนั้นการแพร่กระจายเชื้อไข้เลือดออกจึงแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

ล่าสุดกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาย้ำเตือนถึงสถานการณ์การระบาดของโรคไข้เลือดออกในปีนี้ว่าค่อนข้างน่าเป็นห่วงเนื่องจากปกติโรคไข้เลือดออกจะระบาดในช่วงฤดูฝน แต่เนื่องจากปีนี้ฝนมาเร็วทำให้อากาศร้อนชื้นจึงพบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงกว่าปกติ สถิติตั้งแต่เดือนมกราคม-พฤษภาคม 2561 พบผู้ป่วยด้วยโรคไข้เลือดออกแล้วจำนวน 13,164 ราย เสียชีวิต 19 ราย ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อพบว่าตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นมา มีจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงเกินกว่าอัตราค่าเฉลี่ยของอัตราผู้ป่วยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเลยทีเดียว กรมควบคุมโรคได้คาดการณ์จำนวน
ผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในปีนี้น่าจะสูงถึง 75,000 รายและยังคาดว่าจะทำให้อัตราผู้ป่วยเสียชีวิตสูงกว่าปกติอีกด้วย โดยกลุ่มเสี่ยงที่สําคัญยังคงเป็นกลุ่มที่มีอายุระหว่าง 15-24 ปี


แพทย์หญิงวิไลรัตน์ หล้ามาชน กุมารแพทย์คลินิกเด็ก โรงพยาบาลหัวเฉียว กล่าวถึง ความน่ากลัวของไข้เลือดออก ว่า ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกโดยเฉพาะทำได้เพียงการรักษาประคับประคองตามอาการอย่างใกล้ชิด หากมีไข้สูงมากและปวดหัวรุนแรง เบื้องต้นจะใช้ยาระงับอาการ คือ พาราเซตามอล ซึ่งเป็นยาแก้ปวดและลดไข้ ในกรณีที่ผู้ป่วยอาเจียนและอ่อนเพลียจากไข้ แพทย์จะให้น้ำเกลือเพื่อชดเชยการเสียน้ำในร่างกาย นอกจากนี้จะเป็นการรักษาตามอาการที่ป่วยและเฝ้าระวังการเกิดอาการแทรกซ้อน และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินโดยเด็ดขาด เพราะอาจกระทบต่อภาวะที่มีเลือดออกซึ่งทำให้อาการแย่ลงไปอีก

“อาการเบื้องต้นของผู้ป่วยไข้เลือดออกให้สังเกตอาการมีไข้คล้ายกับไข้หวัดทั่วไปแต่ผู้ป่วยไข้เลือดออกจะมีอาการแสดงที่รุนแรงกว่าคือ มีไข้สูงมาก ปวดหัวมาก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อทั่วลำตัว ในบางรายอาจคลื่นไส้อาเจียน อาจพบผื่นแดงหรือจ้ำเลือดใต้ผิวหนังทั่วตัว หรือมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา อาทิ มีเลือดออกตามเนื้อเยื่อในร่างกาย ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้กับผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากมีไข้สูงเกิน 3 วัน ควรไปพบแพทย์เพื่อเจาะเช็คผลเลือดและความดัน หากเกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร ก็คาดการณ์ได้ว่าจะเป็นไข้เลือดออกชนิดรุนแรง เพราะในคนปกติจะมีเกล็ดเลือดประมาณ 150,000-400,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นของเลือดอยู่ที่ 36-40 g/dl ฉะนั้นหากเกล็ดเลือดต่ำกว่า
100,000 ต่อลูกบาศก์มิลลิเมตร และมีความเข้มข้นมากถึง 42-45 g/dl ต้องเริ่มเฝ้าระวังอาการช็อกโดยด่วน อย่างไรก็ตามแม้โรคไข้เลือดออกจะเป็นโรครุนแรง แต่โอกาสรักษาให้หายก็มีสูงเมื่อได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่แรก”

สำหรับระยะของโรคไข้เลือดออกมีทั้งหมด 3 ระยะ คือ ระยะไข้ ซึ่งเป็นระยะไม่อันตราย สังเกตได้จากการมีไข้สูงลอย 2-7 วันแม้จะเช็ดตัวและกินยาไข้ก็ไม่ลดลง นอกจากนี้จะมีอาการปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระบอกตา และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ในบางรายอาจจะมีผื่นตามตัวได้

ระยะช็อก จะมีอาการหลังไข้ลด 1-2 วัน ทั้งนี้การช็อกของผู้ที่เป็นไข้เลือดออกส่วนใหญ่เกิดจากภาวะเลือดข้น คือความเข้มข้นของเลือดสูงมาก เลือดจึงมีความหนืด ไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ยาก ถ้าหากปล่อยไว้นานเกินไปอาจจะมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไตวายตับอักเสบ กินอาหารแล้วคลื่นไส้ อาเจียนตลอด หนักเข้าถึงขั้นที่อวัยวะต่างๆ ในร่างกายที่ขาดเลือดไปเลี้ยงไม่ทำงานและเสียเป็นจุดๆ จนต้องตัดทิ้ง ดังนั้นผู้ป่วยในระยะนี้ต้องเข้ารับการรักษาให้ทันท่วงทีในโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียอวัยวะอื่นๆ ตามมา นอกจากนี้ยังมีภาวะช็อกจากอาการเลือดออกเพราะผู้ป่วยที่เป็นไข้เลือดออกเกล็ดเลือดจะต่ำ ทำให้เลือดออกง่าย บางคนมีเลือดปนออกมาในขณะอาเจียน เมื่อเลือดออกเรื่อยๆ ก็จะเกิดอาการช็อกจากการขาดเลือด แต่บางคนอาจไม่มีอาการช็อกเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรงหรือไม่รุนแรงและการเฝ้าระวังในระยะนี้เพียงพอหรือไม่

ระยะหาย เป็นระยะสุดท้ายของไข้เลือดออก ผู้ป่วยจะเริ่มอยากอาหาร ปัสสาวะบ่อย เริ่มมีผื่นคัน และชีพจรเต้นช้าลง

“ความรุนแรงของไข้เลือดออกอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงของผู้ป่วยตามระยะต่างๆ จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นแพทย์จะดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนจากขั้นที่ 2 มาขั้นที่ 3 ควรจับชีพจรวัดความดันโลหิต และอาจต้องตรวจหาความเข้มข้นของเลือดโดยการเจาะเลือดตรวจฮีมาโตคริต และตรวจนับคำนวณเกล็ดเลือดเป็นระยะๆ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนของโรคไข้เลือดออก โรคไข้เลือดออกเป็นโรครุนแรง แต่โอกาสรักษาให้หายก็มีสูงเมื่อได้รับการตรวจรักษาตั้งแต่แรก หากไม่ได้รับการรักษาผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 50% จากการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ไตวาย สมองทำงานผิดปกติหากอยู่ในระยะช็อกคุณหมอจะให้กินเกลือแร่ เพราะเมื่อเกล็ดเลือดต่ำความสามารถในการห่อหุ้มน้ำเลือดของหลอดเลือดจะลดลง ทำให้น้ำเลือดไหลซึมออกมาได้เป็นสาเหตุที่ทำให้ความเข้มข้นของเลือดสูงเมื่อกินเกลือแร่เข้าไปจะสามารถทดแทนน้ำเลือดที่ซึมออกไปได้ แต่หากเป็นระยะที่มีความผิดปกติมาก มีอาการช็อก หรือผู้ป่วยไม่สามารถทานเกลือแร่ได้จะให้น้ำเกลือชนิดพิเศษสำหรับไข้เลือดออกโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อเข้าสู่กระแสเลือดแล้วจะรั่วซึมออกมาช้าลง เพื่อช่วยบรรเทาอาการ”แพทย์หญิงวิไลรัตน์กล่าวในที่สุด

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top