แพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล .. สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง

แพทย์จุฬาฯ ก้าวไกล .. สร้างนวัตกรรมการรักษามะเร็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ทีมแพทย์จุฬาฯ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ, รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์, ศ.ดร.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์,อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

โรคมะเร็ง เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลก เมื่อประชากรมีอายุยืนขึ้น การสาธารณสุขดีขึ้น หลายโรคที่เคยคร่าชีวิตมนุษย์เป็นอันดับต้นๆ ก็มีการรักษาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น โรคติดเชื้อโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคมะเร็งจึงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งแซงหน้าโรคหัวใจมานานกว่า 10 ปี ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องมีแผนระดับชาติในการต่อสู้กับโรคมะเร็งอย่างจริงจัง ไม่เช่นนั้นโรคมะเร็งจะก่อให้เกิดการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์อย่างรุนแรงในเวลาอันใกล้


ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทย กล่าวว่า คณะแพทยศาสตร์จุฬาฯและ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีความพร้อมและความเชี่ยวชาญ ในด้านการเรียนการสอนการวิจัยและการบริการด้านโรคมะเร็ง โดยมีการจัดตั้งศูนย์มะเร็งครบวงจรและศูนย์ความเป็นเลิศด้านต่างๆ ขึ้น และยังได้ร่วมเป็นสถาบันพันธมิตร กับM.D. Anderson Cancer Centerมหาวิทยาลัยเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นสถาบันการแพทย์ด้านมะเร็งวิทยาชั้นนำของโลก นอกจากนี้เรายังได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและร่วมมือทำวิจัยกับสถาบันที่มีชื่อเสียงระดับโลกอีกจำนวนมากเพื่อสร้างผลงานวิจัยนวัตกรรมที่โดดเด่นสามารถเป็นต้นแบบในการดูแลรักษาโรคมะเร็งที่สมบูรณ์ โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2560 เป็นต้นมามีเป้าหมายในการผลิตต้นแบบของการใช้ภูมิคุ้มกันบำบัดในการรักษาโรคมะเร็งหลายชนิดในประเทศไทย ปัจจุบันยังมีการทำงานที่ต่อเนื่องเพื่อถ่ายทอดงานวิจัยมาสู่การทดลองการรักษาให้กับผู้ป่วยโดยเร็วที่สุด

รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์

รศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคมะเร็งครบวงจร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางการแพทย์ทำให้การต่อสู้กับโรคมะเร็งมีการพัฒนาในทิศทางที่ดีขึ้นอย่างมาก ได้แก่ การรักษาโรคมะเร็งด้วยยาโดยเฉพาะยาเคมีบำบัด ต่อมามีการพัฒนาการรักษาโดยใช้ยามุ่งเป้า (targeted therapy) และความก้าวหน้าที่สำคัญที่สุดทางการแพทย์ในการรักษาโรคมะเร็งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาพบว่า แท้จริงแล้วร่างกายของผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนหนึ่ง มีการสร้างภูมิต้านทานมะเร็งด้วยเม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T cells)ได้ แต่เซลล์มะเร็งมีการส่งสัญญาณต่อต้านการทำงานของทีเซลล์ด้วยกลไกหลายๆ อย่าง จากความรู้ดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีการพัฒนาการปรับระบบภูมิต้านทานมะเร็งด้วยการใช้ยาหรือพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวต้านมะเร็งของผู้ป่วยแต่ละราย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายผู้ป่วยมาต่อสู้กับมะเร็งได้ดีขึ้นมีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาด้วยยามุ้งเป้าและยาเคมีบำบัด และผู้ป่วยที่ตอบสนองมักจะตอบสนองได้นาน แต่มีข้อจำกัดคือ ไม่ได้ผลกับมะเร็งทุกชนิด ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นผู้ที่สนใจควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชนเพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยาดังกล่าวมีราคาจำหน่ายที่แพงมาก โดยเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 150,000 ถึง 300,000 บาทต่อการรักษา 1 ครั้ง และอาจต้องให้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาถึง 2 ปี ทำให้การเข้าถึงยากลุ่มนี้สำหรับประชาชนทั่วไปเป็นไปได้ยากหรือเป็นไปไม่ได้เลย โรคมะเร็งที่มีข้อมูลว่าสามารถรักษาด้วยภูมิคุ้มกัน บำบัดได้ผลดีมากได้แก่ มะเร็งไฝดำของผิวหนัง (melanoma), มะเร็งปอดชนิดที่ไม่ใช่เซลล์เล็กที่มีโปรตีน PD-L1 ซึ่งใช้ยับยั้งการทำลายจากเซลล์ภูมิคุ้มกันบนผิวเซลล์มากกว่า 50% เมื่อได้รับยาเพื่อปลดปล่อยการต้านภูมิคุ้มกันของร่างกายจากโปรตีน PD-L1 มีผู้ป่วยมากถึง 50%ที่มีชีวิตยืนยาวกว่า 5 ปี นอกจากนี้มีหลักฐานจากการศึกษาวิจัยในผู้ป่วยโรคมะเร็งหลายชนิด ได้แก่ มะเร็งส่วนศีรษะและคอ มะเร็งเต้านมชนิดที่ไม่มีตัวตอบรับฮอร์โมนและ HER2 มะเร็งเยื่อบุทางเดินปัสสาวะ มะเร็งตับ สามารถที่จะมีการตอบสนองต่อยาต้าน PD-1 หรือ PD-L1

ส่วน อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุลหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าตนเองได้รับการสนับสนุนจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2558 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากโครงการแผนพัฒนาวิชาการ จุฬาฯสร้างเสริมพลังจุฬาฯ ก้าวสู่ศตวรรษที่ 2ทั้งช่วงที่หนึ่งและช่วงที่สอง ซึ่งทำให้สามารถสร้างศูนย์วิจัยพัฒนาแอนติบอดีที่มีความทันสมัยในระดับนานาชาติขึ้นมาได้ โดยเราต้องสร้างยาแอนติบอดีรักษามะเร็งขึ้นเองในประเทศไทยเนื่องจากขณะนี้เราต้องนำเข้ายาแอนติบอดีรักษามะเร็งจากต่างประเทศ 100% ดังนั้นยากลุ่มนี้จึงมีราคาแพงมาก ค่าใช้จ่ายในการรักษาผู้ป่วยสูงกว่า 8 ล้านบาทต่อราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง เบิกไม่ได้ การผลิตยาใช้เองในประเทศจะทำให้สามารถควบคุมราคาค่ารักษาให้ต่ำกว่ารายละ 1 ล้านบาทสามารถเพิ่มโอกาสให้คนไทยทุกคนเข้าถึงยาแอนติบอดีรักษามะเร็งที่มีราคาถูกลงได้

ในขณะนี้ทางศูนย์วิจัยสามารถผลิตยาแอนติบอดีต้นแบบได้แล้วหนึ่งตัว ขณะนี้เรากำลังเร่งผลิตยาต้นแบบเพิ่มอีกหลายตัวเพื่อเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จและกำลังก้าวเข้าสู่เฟสที่สองซึ่งเป็นการพัฒนายาแอนติบอดีต้นแบบที่ผลิตจากเซลล์หนูทดลองให้มีความคล้ายคลึงกับแอนติบอดีของมนุษย์ ในเฟสที่สองนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการประมาณ 1 ปีและต้องการเงินลงทุนประมาณ 10 ล้านบาท ในเฟสที่สามจะเป็นการผลิตยาในโรงงานเพื่อให้ได้ยาใน

ปริมาณมากซึ่งจะใช้ระยะเวลาในขั้นตอนนี้ประมาณ 18 เดือนและต้องการเงินลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท หลังจากนั้นในเฟสที่สี่จะเป็นการทดสอบยาในสัตว์ทดลองเพื่อดูประสิทธิภาพและผลข้างเคียงซึ่งต้องใช้เวลาทดสอบประมาณสองปีและต้องการเงินลงทุนประมาณ 100 ถึง 200 ล้านบาท ในขั้นสุดท้ายเฟสที่ห้าจะเป็นการทดลองในมนุษย์ซึ่งต้องใช้เวลาในการดำเนินการ 4-5 ปี และต้องการเงินลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top