วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ผู้หญิง
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : พระราชพิธีเบื้องปลาย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : พระราชพิธีเบื้องปลาย

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag : พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเบื้องปลาย
  •  

“พระราชพิธีเบื้องปลาย” ประกอบด้วยการเสด็จออกมหาสมาคม สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ เสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร และเสด็จฯเลียบพระนคร

อนึ่ง “พระราชพิธีเบื้องปลายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ละรัชกาลมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป” เช่น เดิมการเสด็จออกมหาสมาคมโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับการถวายราชสมบัติจากนั้นท้าวนางกราบบังคมทูลถวายสิบสองพระกำนัล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดให้ยกเลิกพิธีส่วนนี้ มีเพียงการถวายพระพรชัยมงคลจากขุนนางฝ่ายหน้าและข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเท่านั้น


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระแท่นราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยมหาดเล็กเชิญเครื่องบรมอิสริยราชูปโภคตามตำแหน่ง เสด็จออกมหาสมาคม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ท้องพระโรง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

ในรัชกาลที่ 6 โปรดให้ทำพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ซึ่งทำสืบมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) นอกจากนี้ในรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีด้วย

เครื่องราชูปโภค พระแสงตรี พระแสงจักร พระแสงดาบ พระแสงธนู วาลวิชนี และฉลองพระบาท

“การเฉลิมพระราชมณเฑียร” เป็นพระราชพิธีสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกพิธีหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ที่แท้เป็น 2 พิธี คือพิธีราชาภิเษก (เฉลิมพระยศ) และพิธีเฉลิมราชมณเฑียร (เสด็จขึ้นประทับพระราชมณเฑียรสถาน) ทั้ง 2 พิธีไม่จำเป็นต้องทำด้วยกัน ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เคยทำห่างกันเป็น 2 คราวก็มี เครื่องที่เชิญตามเสด็จขึ้นไปประทับพระที่นั่งจักรวรรดิพิมาน ประกอบด้วยเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภค

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

“เครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร” ได้แก่ วิฬาร์ (แมว) ศิลาบด พันธุ์พืชมงคล ฟักเขียว กุญแจทองจั่นหมากทอง ต่อมาสิ่งของสำหรับการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรได้เพิ่มมากขึ้น เช่นในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เริ่มใช้พระแส้หางช้างเผือกผู้ สมัยรัชกาลที่ 7 มีการอุ้มไก่ขาวเข้าร่วมพระราชพิธี ผู้อุ้มไก่ขาวจะเป็นผู้เชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วย การเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร แต่โบราณกำหนดให้เฉพาะนางเชื้อพระวงศ์เป็นผู้เชิญ ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์คือ พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งบุษบกมาลา เสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าละอองธุลีพระบาท เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

“หลังจากการเฉลิมพระราชมณเฑียรจะเป็นพิธีเสด็จออกสดับพระธรรมเทศนา”เริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกสดับพระธรรมเทศนา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะที่ถวายเทศน์นี้ขึ้นนั่งบนพระแท่นพระมหาเศวตฉัตร มิได้นั่งเทศน์บนธรรมาสน์ธรรมดาเช่นการถวายเทศน์ในพระราชพิธีอื่น ส่วนรายละเอียดพระธรรมเทศนาแตกต่างกันไปในแต่ละรัชกาล

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468

“เมื่อพิธีการถวายพระธรรมเทศนาเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นอันเสร็จงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ประกอบขึ้นในพระราชฐาน หลังจากนั้นจึงเป็นพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค” เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้เฝ้าชมพระบารมี ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)-พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เสด็จฯเลียบพระนครทางสถลมารคแต่เพียงอย่างเดียว

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ทรงเจิมพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) มีทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีแต่ทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)-พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) มีทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค ส่วนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ไม่ได้เสด็จฯเลียบพระนคร ทั้งนี้หลังจากพิธีเสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราจึงเป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างสมบูรณ์ตามแบบโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของประเทศ” โดยเฉพาะราชอาณาจักรไทย ที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของอาณาประชาราษฎร์ เนื่องจากพระราชพิธีดังกล่าวเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศว่าเป็นพระราชาธิบดีหรือพระมหากษัตริย์ของประเทศนั้นโดยสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับจากประชาชนและนานาอารยประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ พร้อมด้วยข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและพระแสงราชศาสตราวุธ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468

สุภาพสตรีเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ในพระราชพิธีพระราชมณเฑียร ตั้งกระบวน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

สุภาพสตรีเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ในพระราชพิธีพระราชมณเฑียร ตั้งกระบวน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพลับพลาเปลื้องเครื่อง ประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2454

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพลับพลาเปลื้องเครื่อง ประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2454

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 7 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประทัับพระที่นั่งบุษบก ในเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ณ ท่าวัดอรุณราชวราราม วันที่ 3 มีนาคม พุทธศักราช 2468

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประทักษิณรอบพระมหามณเฑียรผ่านเก๋งนารายณ์ ท้ายหอพระธาตุมณเฑียร วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

ธารพระกร ของเดิมสร้างขึ้นมาแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ปิดทอง หัวและส้นเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ที่สุดส้นเป็นซ่อมสามง่าม เรียกธารพระกร ของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป มีลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกรจึงทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีก ยกเลิกธารพระกรเทวรูป เพราะทรงพอพระราชหฤทัยในของเก่าๆ จึงคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อมา

(ข้อมูลจากหนังสือ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดยกระทรวงวัฒนธรรม)

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

แผ่นดินไหวเมียนมา! ขนาด 5.9 ลึก 10 กม. ห่างเมืองแม่ฮ่องสอน ประมาณ 259 กม.

หวานซ่อนแซ่บ! เบียร์ เดอะวอยซ์ สลัดผ้าสวมบิกินีสีชมพูเว้าสูงปรี๊ด

บีบหัวใจแม่! ลูกสาวเหยื่อเครนมรณะที่โคราช เผยที่สุดท้ายพาแม่ไปไหว้ปู่ศรีสุทโธคำชะโนด

ระทึก! ไฟไหม้ท่อยางน้ำทิ้ง สะพานภูมิพลฯ ฝั่งปู่เจ้าสมิงพราย (มีคลิป)

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved