วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ผู้หญิง
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : พระราชพิธีเบื้องปลาย

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก : พระราชพิธีเบื้องปลาย

วันศุกร์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562, 06.00 น.
Tag : พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเบื้องปลาย
  •  

“พระราชพิธีเบื้องปลาย” ประกอบด้วยการเสด็จออกมหาสมาคม สถาปนาสมเด็จพระบรมราชินี แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปทำพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ถวายบังคมพระบรมศพพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระอัครมเหสีในรัชกาลก่อนๆ เสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร และเสด็จฯเลียบพระนคร

อนึ่ง “พระราชพิธีเบื้องปลายในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแต่ละรัชกาลมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป” เช่น เดิมการเสด็จออกมหาสมาคมโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ และขุนนางทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนเข้าเฝ้าฯ เพื่อรับการถวายราชสมบัติจากนั้นท้าวนางกราบบังคมทูลถวายสิบสองพระกำนัล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) โปรดให้ยกเลิกพิธีส่วนนี้ มีเพียงการถวายพระพรชัยมงคลจากขุนนางฝ่ายหน้าและข้าทูลละอองธุลีพระบาทฝ่ายในเท่านั้น


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ทรงพระมหาพิชัยมงกุฎ ประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ บนพระแท่นราชบัลลังก์ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร แวดล้อมด้วยมหาดเล็กเชิญเครื่องบรมอิสริยราชูปโภคตามตำแหน่ง เสด็จออกมหาสมาคม ในการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ณ ท้องพระโรง พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย

ในรัชกาลที่ 6 โปรดให้ทำพิธีประกาศพระองค์เป็นพุทธศาสนูปถัมภกในพระบวรพุทธศาสนา ซึ่งทำสืบมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) และพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) นอกจากนี้ในรัชกาลที่ 7 และรัชกาลที่ 9มีการสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีด้วย

เครื่องราชูปโภค พระแสงตรี พระแสงจักร พระแสงดาบ พระแสงธนู วาลวิชนี และฉลองพระบาท

“การเฉลิมพระราชมณเฑียร” เป็นพระราชพิธีสำคัญเกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอีกพิธีหนึ่ง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนี้ ที่แท้เป็น 2 พิธี คือพิธีราชาภิเษก (เฉลิมพระยศ) และพิธีเฉลิมราชมณเฑียร (เสด็จขึ้นประทับพระราชมณเฑียรสถาน) ทั้ง 2 พิธีไม่จำเป็นต้องทำด้วยกัน ปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า เคยทำห่างกันเป็น 2 คราวก็มี เครื่องที่เชิญตามเสด็จขึ้นไปประทับพระที่นั่งจักรวรรดิพิมาน ประกอบด้วยเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียรและเครื่องราชูปโภค

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐมนังคศิลารัตนสิงหาสน์ ภายใต้นพปฎลมหาเศวตฉัตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท

“เครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร” ได้แก่ วิฬาร์ (แมว) ศิลาบด พันธุ์พืชมงคล ฟักเขียว กุญแจทองจั่นหมากทอง ต่อมาสิ่งของสำหรับการพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียรได้เพิ่มมากขึ้น เช่นในสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เริ่มใช้พระแส้หางช้างเผือกผู้ สมัยรัชกาลที่ 7 มีการอุ้มไก่ขาวเข้าร่วมพระราชพิธี ผู้อุ้มไก่ขาวจะเป็นผู้เชิญธารพระกรศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องราชกกุธภัณฑ์ด้วย การเชิญเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร แต่โบราณกำหนดให้เฉพาะนางเชื้อพระวงศ์เป็นผู้เชิญ ซึ่งในสมัยรัตนโกสินทร์คือ พระอนุวงศ์ชั้นหม่อมเจ้า

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งบุษบกมาลา เสด็จออกมหาสมาคม ณ มุขเด็จหน้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าละอองธุลีพระบาท เฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคล

“หลังจากการเฉลิมพระราชมณเฑียรจะเป็นพิธีเสด็จออกสดับพระธรรมเทศนา”เริ่มขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) โดยพระมหากษัตริย์เสด็จออกสดับพระธรรมเทศนา ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย สมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะที่ถวายเทศน์นี้ขึ้นนั่งบนพระแท่นพระมหาเศวตฉัตร มิได้นั่งเทศน์บนธรรมาสน์ธรรมดาเช่นการถวายเทศน์ในพระราชพิธีอื่น ส่วนรายละเอียดพระธรรมเทศนาแตกต่างกันไปในแต่ละรัชกาล

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ ในพระที่นั่งไพศาลทักษิณ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมุรธาธร อ่านประกาศกระแสพระบรมราชโองการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายา ขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468

“เมื่อพิธีการถวายพระธรรมเทศนาเสร็จสิ้นแล้ว ถือเป็นอันเสร็จงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษกที่ประกอบขึ้นในพระราชฐาน หลังจากนั้นจึงเป็นพิธีเสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค” เพื่อให้อาณาประชาราษฎร์ได้เฝ้าชมพระบารมี ตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1)-พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เสด็จฯเลียบพระนครทางสถลมารคแต่เพียงอย่างเดียว

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงหลั่งน้ำพระมหาสังข์ทรงเจิมพระราชทาน สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) มีทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีแต่ทางสถลมารค พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6)-พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) มีทั้งทางสถลมารคและทางชลมารค ส่วนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ไม่ได้เสด็จฯเลียบพระนคร ทั้งนี้หลังจากพิธีเสด็จฯเลียบพระนครโดยขบวนพยุหยาตราจึงเป็นอันเสร็จสิ้นพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างสมบูรณ์ตามแบบโบราณราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชบรมนาถบพิตร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สถาปนาสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์เป็นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 5 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

“พระราชพิธีบรมราชาภิเษกมีความสำคัญอย่างยิ่งในประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันหลักของประเทศ” โดยเฉพาะราชอาณาจักรไทย ที่สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมใจของอาณาประชาราษฎร์ เนื่องจากพระราชพิธีดังกล่าวเป็นการเฉลิมพระเกียรติยศว่าเป็นพระราชาธิบดีหรือพระมหากษัตริย์ของประเทศนั้นโดยสมบูรณ์ แสดงให้เห็นถึงการยอมรับจากประชาชนและนานาอารยประเทศ ทั้งยังเป็นการสร้างความเป็นปึกแผ่นมั่นคงและเป็นอันหนึ่งอันเดียวของคนในชาติอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทับพระที่นั่งพุดตานกาญจนสิงหาสน์ พร้อมด้วยข้าราชบริพารฝ่ายหน้าเชิญเครื่องราชกกุธภัณฑ์ เครื่องราชูปโภคและพระแสงราชศาสตราวุธ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468

สุภาพสตรีเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ในพระราชพิธีพระราชมณเฑียร ตั้งกระบวน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

สุภาพสตรีเชิญเครื่องราชูปโภคและเครื่องเฉลิมพระราชมณเฑียร ในพระราชพิธีพระราชมณเฑียร ตั้งกระบวน ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพลับพลาเปลื้องเครื่อง ประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2454

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากพลับพลาเปลื้องเครื่อง ประทับพระที่นั่งราชยานพุดตานทอง หน้าวัดบวรนิเวศวิหาร ในขบวนเสด็จพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช วันที่ 3 ธันวาคม พุทธศักราช 2454

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เสด็จออกสีหบัญชร พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ปราสาท ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล วันที่ 7 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมารคเลียบพระนคร

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินประทัับพระที่นั่งบุษบก ในเรือพระที่นั่งอนันตนาคราช ณ ท่าวัดอรุณราชวราราม วันที่ 3 มีนาคม พุทธศักราช 2468

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินประทักษิณรอบพระมหามณเฑียรผ่านเก๋งนารายณ์ ท้ายหอพระธาตุมณเฑียร วันที่ 6 พฤษภาคม พุทธศักราช 2493

ธารพระกร ของเดิมสร้างขึ้นมาแต่ครั้งรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ปิดทอง หัวและส้นเป็นเหล็ก คร่ำลายทอง ที่สุดส้นเป็นซ่อมสามง่าม เรียกธารพระกร ของเดิมนั้นว่า ธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 ทรงสร้างธารพระกรขึ้นใหม่องค์หนึ่งด้วยทองคำ ภายในมีพระแสงเสน่า ยอดมีรูปเทวดา จึงเรียกว่า ธารพระกรเทวรูป มีลักษณะเป็นพระแสงดาบมากกว่าเป็นธารพระกรจึงทรงใช้แทนธารพระกรชัยพฤกษ์ ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำธารพระกรชัยพฤกษ์ออกใช้อีก ยกเลิกธารพระกรเทวรูป เพราะทรงพอพระราชหฤทัยในของเก่าๆ จึงคงใช้ธารพระกรชัยพฤกษ์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในรัชกาลต่อมา

(ข้อมูลจากหนังสือ “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก” โดยกระทรวงวัฒนธรรม)

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

อนุทิน ขอบคุณ สส.โหวตเป็นนายกฯ สมัย 2 ไม่ตอบปมงูเห่าสีส้ม ยกมือให้

ยังไม่ทันได้ถกวิกฤตน้ำมัน! ไอซ์ ฉะ โสภณ หลังสั่งปิดประชุมทันที พออนุทิน ได้ตำแหน่งแล้ว

สงขลาวิกฤต! ปั๊มใหญ่ 4 แห่งประกาศปิดชั่วคราว-หลังถูกตัดโควต้าน้ำมัน

‘อรรถพล’ลงตรวจ‘คลังน้ำมัน’ สั่งเร่งกระจายน้ำมัน-ไล่เช็ค‘จ๊อบเบอร์’สกัดตั้งราคาขายเกินควร

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved