วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
“ส.ว. (สูงวัย)” เป็นวัยที่ร่างกายของคนเราทั้งในหญิงและชายเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางลบ อวัยวะต่างๆ เริ่มทำงานลดลงและเริ่มเสื่อม หรือพูดง่ายๆ ว่าเริ่มชราลงนั่นเอง สังคมไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญอยู่ในภาวะสังคมผู้สูงวัย ที่มีโครงสร้างประชากรวัยสูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและกำลังจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์อีกไม่ช้า เมื่อถึงเวลานั้นสัดส่วนประชากรผู้สูงวัยจะเพิ่มขึ้นจนส่งผลกระทบต่อสังคมไทย
ข้อมูล จาก พญ.นัชชา เรืองเกียรติกุลกลุ่มงานเวชศาสตร์ครอบครัว รพ.ราชวิถี เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คาดการณ์และประมาณประชากรในปี 2583 ว่าจำนวนผู้สูงอายุในช่วงวัย 60-69 ปี จะเพิ่มสูงขึ้น 14% ช่วงวัย 70-79 ปี เพิ่มขึ้น 12% และช่วงอายุ 80-89 ปี เพิ่มขึ้น 6.1% เมื่อจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นนอกจากการเตรียมพร้อมสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุแล้ว การพัฒนาผู้สูงอายุให้มีศักยภาพสามารถพึ่งตนเองได้ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
ผู้สูงอายุเป็นกลุ่มประชากรที่ต้องดูแลเป็นพิเศษซึ่งแตกต่างจากวัยผู้ใหญ่ทั่วไป ผู้สูงวัยไม่ใช่ผู้ใหญ่ที่เจ็บไข้ได้ป่วย แต่เป็นกลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถ ฯลฯ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีความตื่นตัว เตรียมการเพื่อรองรับและดูแลประชากรสูงวัยมากขึ้น สำหรับ“ ส.ว.(สูงวัย)” สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงอายุ คือ
1.อายุระหว่าง 60-69 ปี คือผู้ที่เพิ่งเริ่มย่างเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่ยังมีสุขภาพแข็งแรงดี อาจมีโรคประจำตัวบ้าง เช่น เบาหวาน ความดันดังนั้นการดูแลจะเน้นไปที่การป้องกันหรือประเมินหาความเสี่ยงของโรค เช่น ตรวจภาวะกระดูกพรุน ซึ่งผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะทราบว่าเป็นโรคกระดูกพรุนก็อายุ 80 ปีไปแล้ว
2.อายุระหว่าง 70-85 ปี เป็นช่วงอายุที่เริ่มมีโรคประจำตัวมากขึ้นช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง ขณะเดียวกันผู้สูงอายุกลุ่มนี้ก็อยากจะพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด ดังนั้นเป้าหมายของการดูแลจึงเป็นการทำให้ผู้สูงอายุคงคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยการดูแลสุขภาพร่างกาย เช่น ดูแลกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อไม่ให้ติด ช่วยให้ผู้สูงอายุเดินได้แม้มีภาวะเข่าเสื่อม และได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียงเป็นต้น
3. อายุตั้งแต่ 86 ปีขึ้นไป เป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่พึ่งตัวเองได้ลดลงและต้องการการดูแลจากลูกหลานญาติพี่น้อง พยาบาลหรือผู้ดูแลพิเศษ ซึ่งการดูแลผู้สูงอายุในช่วงวัยนี้จะเป็นการอบรมหรือให้คำแนะนำแก่ผู้ดูแลในเรื่องต่างๆ อาทิ โภชนาการ กายภาพบำบัด และให้ผู้ดูแลเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นของผู้สูงอายุ
นอกจากนี้ ผู้สูงวัยมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย จิตใจ สังคม สมอง ความสามารถในการประกอบกิจวัตรประจำวัน ฯลฯ จึงเป็นช่วงวัยที่คนส่วนใหญ่กลัว ดังนั้นการได้เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงต่างๆก็จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้ปรับตัว และเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งบุตรหลานหรือผู้ใกล้ชิดมีส่วนสำคัญมากที่จะช่วยให้ผู้สูงวัยได้อยู่อย่างมีความสุข โดยให้เกียรติและให้ท่านมีความภาคภูมิใจ ท่านจะรู้สึกว่าตนเองยังมีความสำคัญต่อครอบครัวยังมีคนห่วงใยคอยดูแลอยู่ทำให้ท่านรู้สึกอบอุ่นใจ สามารถที่จะต่อสู้กับชีวิตในวัยสูงอายุได้อย่างมีความสุขและสง่างาม...
ผู้สูงวัยจะต้องปรับตัวเพื่อใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขสมวัย ด้วยการปฏิบัติตัวง่ายๆ คือ...
1.เตรียมใจยอมรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นธรรมชาติของวัยนี้ เช่น สูญเสียสมรรถภาพทางกาย ลูกหลานจากไปมีครอบครัว หรือทำงานในเวลากลางวัน บางครั้งต้องอยู่ตามลำพังคนเดียว เป็นต้น
2.ดูแลสุขภาพอนามัยให้ถูกต้องเช่น ดูแลสุขอนามัยของช่องปากรับประทานอาหารที่มีคุณค่าครบ 5 หมู่มีโปรตีนปานกลาง ไขมันน้อย วิตามินมากเน้นผัก ผลไม้ ไฟเบอร์และน้ำ รับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักธงโภชนาการ เป็นต้น
3.เฝ้าระวังและชะลอความเสื่อมของร่างกาย โดยช่วยเหลือตนเองในการประกอบกิจวัตรประจำวันให้ได้มากที่สุด เพิ่มความกระฉับกระเฉง
4.ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย มีความหลากหลาย และเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพื่อชะลอความเสื่อมด้านร่างกายและสมอง
5.ไม่ควรคิดถึงอายุซึ่งล่วงเลยไปหรืออดีตด้วยความวิตกกังวล ควรสร้างความภาคภูมิใจในประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา
6.ผู้สูงอายุมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการดำเนินชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันตามความรู้ความสามารถและความถนัด ดังนั้นผู้สูงอายุสามารถปรึกษาเรื่องที่ไม่เชี่ยวชาญจากผู้อื่นได้ ไม่ได้เป็นเรื่องน่าอายในการปรึกษาปัญหาต่างๆ จากผู้ที่มีอายุน้อยกว่าตน
7.พยายามเข้าใจสังคมโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การคิด ความเชื่อ หรือหลักในการดำเนินชีวิตประจำวันอาจแตกต่างกันในแต่ละกลุ่มวัย ซึ่งความเข้าใจนี้จะช่วยให้ลูกหลาน และคนรอบข้างรู้สึกอบอุ่น ครอบครัวมีความสุข
8.ควรมีการพักผ่อนหย่อนใจและทำงานอดิเรกเล็กๆ น้อยๆ เพื่อความเพลิดเพลินใจ ทำจิตใจให้เบิกบานอยู่เสมอ รู้จักสร้างอารมณ์ขันและพัฒนาทักษะการเข้าสังคมเพื่อกระตุ้นสมองและความจำ เช่น ปลูกต้นไม้ เข้าร่วมชมรมผู้สูงอายุ ทำกิจกรรมสังคม ไปวัดทำบุญศึกษาและปฏิบัติธรรม เป็นต้น
9.ในขณะที่ยังทำงานมีรายได้ก็ควรจัดการทรัพย์สิน ลงทุนและออมทรัพย์ไว้เพื่อจุนเจือใช้จ่ายในวัยสูงอายุเพื่อให้สามารถพึ่งพาตนเองได้
10.ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ เพื่อเฝ้าระวังภาวะโรคหรือความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้น หากมีโรคประจำตัวควรพบแพทย์ตามนัดอย่างต่อเนื่อง รับประทานยาสม่ำเสมอ
สังคมไทยต้องพบเจอกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ด้วยการเข้าสู่ “สังคม ส.ว. ” ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะส่งผลให้เกิดการเตรียมพร้อมระดับประเทศ ทั้งการออกนโยบายและแผน การจัดสวัสดิการสังคมต่างๆ การปรับมุมมอง การเปลี่ยนความคิดจากผู้สูงวัยที่ต้องพึ่งพิงผู้อื่นมาเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อพัฒนาตนเองและสังคมอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม เพื่อจะได้การก้าวสู่การเป็น ส.ว. หรือผู้สูงวัยที่มีคุณภาพและสง่างาม
ทั้งนี้ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมสมทบช่วยเหลือผู้ป่วยสูงวัยด้อยโอกาส โดยสามารถร่วมบริจาคได้ที่บัญชี “มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี”ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาโรงพยาบาลราชวิถี หมายเลขบัญชี 051-2-16322-1 หรือสอบถามโทร.02-3547997-9 หรือ http://www.rajavithihospitalfoundation.org
ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์
ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี