วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
อ.วีรธรรม ตระกูลเงินไทย, ศ.เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, อ.เผ่าทอง ทองเจือ และ อ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์
เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในเหตุการณ์ครั้งประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ และเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ร่วมกับสถาบันไทยคดีศึกษา และคณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมเสวนา“ราชพัสตราบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์”ขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
การเสวนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านวัฒนธรรมและวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยสยาม ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี ที่มาให้ความรู้ในหัวข้อ “ขอบเขตและความหมายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย และ อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินผ้าทอไหมยกทอง และหัวหน้ากลุ่ม “ผ้าทอยกทองจันทร์โสมา”จังหวัดสุรินทร์ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ “เครื่องบรมราชภูสิตาภรณ์ พัสตราภรณ์ และผ้าที่เกี่ยวเนื่องกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” พร้อมด้วยอาจารย์ ดร.อนุชา ทีรคานนท์ คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมี ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ และรองศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารท่าพระจันทร์และศูนย์พัทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมต้อนรับ
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ บรรยายในหัวข้อ “ขอบเขตและความหมายของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก” ว่า พระราชพิธีบรมราชาภิเษกนับเป็นพระราชพิธีที่มีความสำคัญที่สุดของทุกประเทศที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข ขั้นตอนสำคัญที่สุดคือ พระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ทรงรับน้ำอภิเษกจากพราหมณ์

“ในอินเดียพิธีบรมราชาภิเษกเรียกว่าพระราชพิธีราชสูยะ ในอินเดียวรรณะชนชั้นปกครอง มี 2 วรรณะ คือ พราหมณ์กับกษัตริย์ พราหมณ์คือนักบวช กษัตริย์คือนักรบ กษัตริย์ของอินเดียนอกจากเป็นนักรบแล้วยังเป็นผู้นำที่มีความรู้ในการรบเท่านั้นไม่พอ ต้องมีความรู้ด้านการปกครองด้วยจึงต้องมีพราหมณ์เป็นพระราชปุโรหิตสอนเรื่องการปกครอง พราหมณ์ถือเป็นอาจารย์หรือพระราชครูจึงเหมาะสมที่จะเป็นผู้นำในพิธีพระบรมราชาภิเษก ส่วนวันประกอบพิธีบรมราชาภิเษกไม่มีกำหนดตายตัว แต่จะจัดในช่วงเวลาที่เหมาะสม ตามประวัติศาสตร์ สมัยรัชกาลที่ 5 ทรงประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกถึง 2 ครั้ง เช่นเดียวกับรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 6 จำนวนครั้งในการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นอยู่กับความเหมาะสมและพระราชอัธยาศัยส่วนพระองค์ ส่วนขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีฯ ไทยไม่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดียโดยตรง แต่รับผ่านจากเขมรโบราณ เมื่อสมัยพระเจ้าอู่ทอง อาณาจักรอยุธยาไปทำศึกกับเขมรโบราณจึงได้นำวัฒนธรรมประกอบพิธีบรมราชาภิเษกมาใช้ คือการนับถือว่า กษัตริย์เป็นเทวราชา กษัตริย์ไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไป”
อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักประวัติศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผ้าไทย เล่าลงลึกในรายละเอียดภูษาราชพัสตราบรมราชาภิเษก ที่ใช้ในการพระราชพิธีว่า “ในพระพิธีอาบน้ำมุรธาภิเษกในรัชกาลที่ 6ทรงฉลองพระองค์ครุยขาวขลิบกุ๊นแถบด้วยทองเช่นเดียวกับฉลองพระองค์ในรัชกาลที่ 9 บางพระบรมฉายาลักษณ์ในหมายของรัชกาลที่ 7 หลังจากสรงน้ำมุรธาภิเษกแล้วเสด็จประทับที่พระแท่น อัฐทิศอุทุมพรราชอาสน์ ทรงพระสนับเพลาเชิงงอน ทรงพระภูษาเขียนทองพื้นสีน้ำเงิน ฉลองพระองค์ตาดเงินประดับดาราเครื่องราชทั้ง 6 ทรงสวมสายสะพายมหาจักรีพร้อมพระสังวาลย์ ฉลองพระองค์ครุยกรองทองริ้วปัตหล่าที่ชั้นนอก ในรัชกาลที่ ทรงเครื่องบรมขัตติยราชภูษิตาภรณ์ ระบุว่าเป็นฉลองพระองค์ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกทำจากไหมทองสลับไหมสีฟ้ากลัดกระดุมนพรัตน์ 7 กระดุมและจีบหลัง 2 กระดุม ทรงฉลองพระองค์เป็นเสื้อฝรั่งครุยริ้วทองพื้นสีเหลืองอ่อน”

อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย ครูศิลป์ของแผ่นดินผ้าทอไหมยกทอง และหัวหน้ากลุ่ม“ผ้าทอยกทองจันทร์โสมา” จังหวัดสุรินทร์ ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวของ “ราชพัสตราบรมราชาภิเษกในสมัยรัตนโกสินทร์” ผ่านภาพพระบรมฉายาลักษณ์ช่วงพระราชทานพระอิสริยยศแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9
“พระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชสมัยรัชกาลที่ 9 นั้นพระองค์ทรงผ้าสะพักซึ่งมีกำหนดในกฎมณเฑียรบาลตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ที่กำหนดให้พระอัครมเหสี การห่มสะพัก ๒ พระอังสา ถือเป็นการห่มที่มีพระอิสริยยศสูงในฝ่ายใน หรือพระบรมฉายาลักษณ์ รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินเลียบพระนคร ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์มีเพียงภาพเดียว ทรงฉลองพระองค์พระเครื่องต้นแบบโบราณทรงฉลองพระองค์สองชั้นโดยมีฉลองพระกรน้อยอยู่ด้านใน แต่ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไป
สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงมีพระราชวินิจฉัยว่าเป็นฉลองพระองค์ที่หนักมากไม่ค่อยมีพระมหากษัตริย์ได้ทรงชุดแบบนี้แล้ว เพราะทรงลำบากพระวรกายของพระมหากษัตริย์ เช่น พระสนับเพลาเป็นทรงกระบอกพอดีกับพระชง(หน้าแข้ง) เวลาเสด็จพระราชดำเนินจึงทรงพระดำเนินลำบาก น่าจะทำเพื่อความงามส่งเสริมความเป็นสมมุติเทพของพระมหากษัตริย์สำหรับประทับนิ่งๆ ในยุคหลังจึงเปลี่ยนไป”

นอกจากนี้ พิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้จัดนิทรรศการ “ราชพัสตราบรมราชาภิเษก” เพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธีดังกล่าว ตลอดจนเครื่องแต่งพระองค์ที่เกี่ยวเนื่องเพื่อให้ผู้สนใจประวัติศาสตร์ราชประเพณีไทยได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ด้วยเป็นพระราชพิธีที่ว่างเว้นไปนานถึง 69 ปี นิทรรศการจัดขึ้น ณ ห้องประชุม พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ ณ หอรัษฎากรพิพัฒน์ ในพระบรมมหาราชวัง เปิดให้ชมตั้งแต่วันนี้ถึง 31 สิงหาคมนี้
ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ กล่าวว่า “พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ จัดนิทรรศการครั้งนี้ขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับรู้เรื่องพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่ครั้งอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งไฮไลท์ที่หาชมได้ยากก็คือ ภาพยนตร์วีดิทัศน์ที่ผู้ที่มาชมนิทรรศการจะได้เห็นภาพเคลื่อนไหวของพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 1 จนถึงปัจจุบัน โดยรวบรวมมาจากหอภาพยนตร์ และพิพิธภัณฑ์พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7”

นิทรรศการแบ่งเนื้อหาด้วยกัน 5 เรื่องหลักๆอาทิ การอธิบายถึงพระราชพิธีบรมราชาภิเษกขั้นตอนการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกบอกเล่าตั้งแต่รัชสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน ตลอดจนเรื่องราวของการจารึกพระสุพรรณบัฏ ดวงพระราชสมภพ และแกะพระราชลัญจกรประจำรัชกาล การสรงมุรธาภิเษก การถวายน้ำอภิเษกมีอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด การเสด็จฯเลียบพระนคร ถือเป็นการประกาศพระบุญญาธิการและพระราชอำนาจเหนือพระราชอาณาจักร นับเป็นโอกาสให้ประชาราษฎร์ได้เฝ้าฯชมพระบารมีไปพร้อมๆ กันด้วย ทรงแบ่งการเสด็จพระราชดำเนินทางสถลมารค (ทางบก) ไปยังพระอารามที่อยู่ในฝั่งพระนคร และเพิ่มการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค (ทางน้ำ) ในการเสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอารามที่อยู่ทางฝั่งธนบุรี เป็นต้น
พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. ปิดจำหน่ายบัตรเข้าชมเวลา 15.30 น. บัตรเข้าชมสำหรับผู้ใหญ่ ราคา 150 บาท ผู้สูงอายุ (65 ปีขึ้นไป) ราคา 80 บาท นักเรียนหรือนักศึกษา (โปรดแสดงบัตรประจำตัว)และเด็กอายุ 12-18 ปี ราคา 50 บาท เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่เสียค่าใช้จ่าย สำหรับผู้สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมครั้งต่อไป ติดตามรายละเอียดกิจกรรมได้ที่ เฟซบุ๊ค www.facebook.com/qsmtthailand
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี