วันเสาร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2569
ปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่นิยมเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว นก กระต่าย ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นความน่ารัก ความเหงา แฟชั่น หรือความชื่นชอบเป็นพิเศษจริงๆ แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตามหมอเป้ หรือ นายสัตวแพทย์นนทษิต ชุติญาณวัฒน์ ผู้ช่วยคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ในฐานะหนึ่งในทีมแพทย์ที่ดูแลสุนัขเกรทเดนถูกทอดทิ้งให้อดอาหารจนผอมโซ จนนำมาสู่พระเมตตาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10ที่ทรงรับสุนัขทั้ง 13 สุนัข ให้อยู่ในพระบรมราชานุเคราะห์ จนเป็นข่าวใหญ่ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แนะว่าควรเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ ให้ใส่ใจดูแลสัตว์เลี้ยงให้ดีเพราะเขาก็มีชีวิตจิตใจ ไม่ต่างจากคน
น.สพ.นนทษิต เผยว่าหัวใจหลักสำคัญของสุนัขนอกจากความรักแล้ว คือ “การดูแล” โดยทั่วไปพื้นฐานก็เป็นเรื่องของอาหาร สุขลักษณะ ทำความสะอาดช่องหู-ช่องปาก การขับถ่าย นี่เป็นการดูแลเบื้องต้น โดยปกติแล้วสุนัขในแต่ละสายพันธุ์จะมีลักษณะเฉพาะตัวและมีโรคประจำตัวในแต่ละพันธุ์อยู่แล้ว อย่างพันธุ์ “เกรทเดน” จัดอยู่ในกลุ่ม “Giant Beat” หรือ “สุนัขพันธุ์ยักษ์” มักจะมีปัญหาเรื่อง “หัวใจ-กระดูกและข้อสะโพก”สิ่งที่เราต้องตามดูคือ 1.เรื่องการกินให้อยู่ในปริมาณที่เพียงพอไม่มากไปหรือน้อยไป ถ้าให้มากไปก็อ้วนก็จะส่งผลต่อกระดูกและข้อ มีภาวะเบาหวานเกิดขึ้นได้ในอนาคต 2.เรื่องการออกกำลังกายอยู่ในระดับที่เหมาะสม เพราะสุนัขพันธุ์ใหญ่จะมีความเสี่ยง เช่น กินเสร็จแล้วไปออกกำลังกายก็ส่งผลให้เกิดภาวะฉุกเฉินทำให้ “กระเพาะอาหารบิด” นี่จึงเป็นสิ่งที่เราต้องระมัดระวัง นอกจากนี้จะมีปัญหา “โรคหัวใจ” จะทราบได้ก็ต่อเมื่อเราต้องติดตามและพาตรวจร่างกายเป็นระยะๆ เพื่อให้ได้ข้อมูล ถ้าเราพบว่าเป็นระยะแรกเราจะต้องเตรียมตัวดูแลอย่างไร ให้ยาอย่างไร
สำหรับในสุนัขพันธุ์ใหญ่มักจะมีอายุไม่ยืน โดยปกติจะมีอายุเฉลี่ย 8-10 ปี เมื่อเทียบกับสุนัขพันธุ์เล็กจะมีอายุที่ยืนยาวกว่าประมาณ 12-15 ปี ถ้าดูแลดีๆก็อาจจะอยู่ถึง 18 ปีเลยก็ได้ เช่น สุนัขตัวเล็กๆ พันธุ์หน้าสั้น อย่างชิสุห์ ปั๊ก ปักกิ่ง ฯลฯ มักมีปัญหาในระบบทางเดินหายใจ สายตา “ตาแห้ง” เนื่องจากโครงสร้างหน้าผิดปกติไม่เหมือนสุนัขทั่วไป และผิวหนัง ซึ่งคนเลี้ยงสุนัขพันธุ์เล็กต้องศึกษาให้ละเอียดเมื่อเกิดปัญหาเราจะได้รู้วิธีการดูแลรักษาเบื้องต้นได้ด้วยการ “ทายา-ป้อนยา” เป็นสิ่งที่เจ้าของสุนัขเองก็ทำได้ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าเจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถทำได้ดีจะส่งเสริมให้กระบวนการรักษาของหมอเองประสบความสำเร็จ เช่น ถ้าหมอให้ยาไปแต่เจ้าของป้อนยาให้สุนัขไม่ได้ปัญหาที่ตามมาคือสุนัขก็ไม่หายเท่ากับผลการรักษาไม่ประสบความสำเร็จ
ดังนั้นจึงอยากจะแนะนำผู้เลี้ยงสุนัขทุกคนเมื่อนำเขามาเลี้ยงต้องดูแลเอาใจใส่ให้มากๆ ให้อาหารถูกหลักโภชนาการ ในปริมาณที่เหมาะสม เมื่อสุนัขเจ็บป่วยหรือพบสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ทันทีอย่าคิดรักษาเองโดยเดาจากอาการ เพื่อรักษาได้ทันท่วงที ต่อมาเรื่องสุขอนามัยการทำความสะอาดช่องหู-ช่องปาก อาบน้ำ การฉีดวัคซีนป้องกันที่ต้องทำเป็นประจำทุกปี รวมถึงการ ถ่ายพยาธิ กำจัดเห็บ-หมัด ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงทุกคนต้องดูแลให้ความเอาใจใส่เช่นกัน
ซึ่งหากเจ้าของเลี้ยงดีสุขภาพแข็งแรง โดยเฉพาะสุนัขพันธุ์ใหญ่ก็ยังสามารถนำมาบริจาคโลหิตเพื่อต่อชีวิตให้แก่สุนัขที่เจ็บป่วย เพราะทางธนาคารเลือดโรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ อยู่ในขั้นที่เรียกว่าขาดแคลนเนื่องจากในแต่ละวันจะมีสุนัขป่วยที่เจ้าของนำมารักษาเป็นจำนวนมากที่ต้องการใช้เลือด แต่ก็ไม่ใช่ว่าสุนัขทุกตัวจะสามารถใช้เลือดของอีกตัวได้ ดังนั้นจึงเป็นความจำเป็นที่จะต้องสำรองเลือด ซึ่ง น.สพ.นนทษิต อธิบายถึงขั้นตอนในการนำสุนัขมาบริจาคว่า
สัตว์ที่ต้องการมาบริจาคเลือดต้องลงทะเบียนแจ้งความจำนงบริจาคเลือด โดยจะมีเจ้าหน้าที่มาเจาะเลือดเพื่อดูว่าสัตว์เลี้ยงที่มามีความสมบูรณ์มากน้อยแค่ไหน ตรวจเม็ดเลือดแดงเม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือดการทำงานของเอนไซม์ค่าตับค่าไตอยู่ในเกณฑ์ปกติไหมถ้าปกติเราถึงจะเก็บเลือด ถ้าผิดปกติเราจะไม่พิจารณาเก็บเพราะการเก็บเลือดจะส่งผลต่อสุขภาพของตัวสัตว์เอง ก็จะต้องกินยารักษาสุขภาพและติดตามกันต่อไป กระบวนการเจาะเลือดใช้เวลาทั้งหมด 2 ชั่วโมง การบริจาคทำได้ทุกๆ 4 เดือนครั้ง โดยสุนัขต้องน้ำหนัก 17 กก. ขึ้นไป อายุ 1-7 ปี ไม่จำกัดเพศและพันธุ์ สุขภาพแข็งแรงทำวัคซีนเป็นประจำทุกปีและที่ต้องใช้สุนัข 17 กก. เพราะเราคำนวณเก็บเลือดได้หนึ่งถุงพอดี ในส่วนของแมวจะไม่เก็บล่วงหน้า ด้วยลักษณะโครงสร้างเม็ดเลือดแดงไม่เหมาะสมกับการเก็บ คือ ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้เราจะเก็บแล้วให้เลยคือ ต้องหาตัวที่จะให้ ถ้าตรวจว่าเลือดเข้ากันได้ก็สามารถรับเลือดได้เลย
นอกจากนี้น.สพ.นนทษิต ยังให้ความรู้ว่า สำหรับผลิตภัณฑ์ของเลือดที่เจาะ มีหลายผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1 เลือดสด เก็บและรวมใช้ในเวลา 4-6 ชั่วโมง มีเม็ดเลือดแดง น้ำเลือด สารประกอบโปรตีนสารที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดเกล็ดเลือด 2.เก็บมาไม่ได้ใช้เป็นเลือดสด เก็บไว้ในส่วนเม็ดเลือดแดงกับน้ำเลือดมีอายุ 28 วัน-1 เดือน เราต้องแช่ตู้ที่ควบคุมอุณหภูมิ 3.น้ำเลือดที่เรียกว่าพลาสมาที่ได้จากการปั่นแยกพลาสมา และถ้าไปปั่นแยกเป็นพลาสมาที่โดนแช่แข็งหรือที่เรียกว่า fresh frozen plasma อยู่ได้เป็นหลักปีโดยแช่ตู้เย็นที่ติดลบ เก็บไว้ใช้ในสุนัขที่มีปัญหาเลือดออกผิดปกติ.ต้องการใช้พลาสมา หรือต้องการเสริมโปรตีนในร่างกาย เราก็ใช้พลาสมาเข้าไปเสริมโดยหลักประมาณนี้ ซึ่งก็มีรายละเอียดอีกมาก ซึ่งคุณหมอจะเป็นผู้ประเมินว่าสุนัขมีภาวะต้องใช้เลือดผลิตภัณฑ์แบบไหน
ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่มีสุนัขแข็งแรงสมบูรณ์ นำสุนัขมาแสดงความจำนงบริจาคเลือดซึ่งสิ่งที่เจ้าของและสุนัขจะได้รับสิ่งแรกคือได้บุญเป็นการต่อชีวิตให้สุนัขตัวอื่นๆ และทางธนาคารเลือดก็จะมีสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ เป็นการตอบแทน เช่น อาหาร มีการเชิญร่วมกิจกรรมโชว์ตัวถือเป็นสุนัขที่ใจบุญ หรือกิจกรรมรณรงค์บริจาคโลหิต เป็นต้น ผู้สนใจร่วมบริจาคได้ตั้งแต่ 7 โมงครึ่งถึง 1 ทุ่มครึ่งทุกวัน
และสำหรับ ผู้ที่ต้องการปรึกษาเกี่ยวกับสุนัขเจ็บป่วย และห่างไกลจากโรงพยาบาลสัตว์ ม.เกษตรฯ บางเขน และไปเวลานอกราชการได้ สามารถแวะไปพบคุณหมอได้ที่ โรงพยาบาลสัตว์รัชดา ในวันจันทร์ พุธ เวลา 19.00-22.00 น. และวันเสาร์ เวลา 16.00-22.00 น. ตรวจ อายุรกรรม เวชศาสตร์ฉุกเฉิน โรคทางเดินหายใจ โรคระบบประสาทสุนัขและแมว โดยในส่วนของโรงพยาบาลสัตว์รัชดา เปิดบริการทุกวัน พร้อมทีมสัตวแพทย์ ออกตรวจในหลายสาขา โรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ โรคตา โรคระบบประสาท โรคระบบสืบพันธุ์ พร้อมเครื่องมือในการตรวจวินิจฉัย เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ วัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดความดัน ตรวจเลือด และยังมีห้องฝากสัตว์ป่วย สุนัขและแมว โทร.จองคิวล่วงหน้าได้ที่ โทร.02-6920880,088-8856980
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี