วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
โรคมะเร็งปอด เป็นหนึ่งในภัยเงียบที่พรากลมหายใจไปจากคนไทยมากที่สุดเป็นอันดับสอง ด้วยเหตุนี้ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย จึงได้จัดงาน Lung For(r)est ขึ้น เพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักเกี่ยวกับอันตรายโรคมะเร็งปอด รวมทั้งเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับแนวทางในการรักษาในปัจจุบันที่มีการพัฒนาจนมีประสิทธิภาพ ช่วยยืดอายุผู้ป่วย และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้
รองศาตราจารย์ ดร. นายแพทย์วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ ที่ปรึกษามะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย อธิบายว่า สาเหตุที่มะเร็งปอดเป็นภัยเงียบที่อันตราย เป็นเพราะโรคจะไม่แสดงอาการจนกว่าจะเป็นหนักในระดับหนึ่ง อีกทั้งอาการทั่วไปยังคล้ายคลึงกับโรคอื่นๆ เช่น ไอเรื้อรัง ไอมีเสมหะเป็นเลือด น้ำหนักลด หรือการทำงานของระบบทางเดินหายใจบกพร่อง ทำให้ยากในการสังเกตอาการ หรือแม้กระทั่งการวินิจฉัย โดยปัจจัยหลักๆ ของโรคมะเร็งปอดมี 2 ประเภท คือ ปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น อายุ พันธุกรรม หรือการกลายพันธุ์ของยีนส์ และปัจจัยที่หลีกเลี่ยงได้ คือ ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ มลภาวะทางอากาศ ฝุ่น หรือควันจากท่อไอเสีย จากข้อมูลของเราในปัจจุบัน กลุ่มคนที่สูบบุหรี่เป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่เป็นมะเร็งปอดมากขึ้น เช่น ในกรุงเทพมหานคร มีคนไข้ที่ไม่สูบบุหรี่มากถึง 50-60% โดยยังไม่พบสาเหตุที่แน่ชัด
อรสิรี ตั้งสัจจธรรม ผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดที่มาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ในงาน Lung For(r)est ก็เป็นหนึ่งในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่ำเช่นกัน เล่าถึงอาการป่วยว่า อาการแรกคือ ไอแห้งๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นหวัดหรือภูมิแพ้ ไปหาหมอก็ได้ยาแก้ภูมิแพ้กลับมา ปรากฏว่าผ่านไป 2-3 เดือน เริ่มไอแบบมีเสียงก้องๆ อยู่ข้างใน แต่ไม่มีเสมหะ ไม่มีเลือด จึงขอพบหมอเฉพาะทางด้านปอด ผลเอ็กซ์เรย์ออกมาว่าเริ่มมีน้ำในปอดและมีฝ้าขาวในปอดทั้งสองข้าง ตอนแรกคุณหมอคิดว่าน่าจะเป็นวัณโรค เพราะไม่มีประวัติสูบบุหรี่ ไม่มีคนในครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง แต่พอเจาะน้ำในปอดออกมาเพื่อหาเชื้อให้แน่นอน ปรากฏว่ามันเป็นสีเลือด ไม่ใช่สีใสๆ แบบวัณโรค คุณหมอจึงสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ซึ่งตอนที่ตรวจพบก็เป็นระยะที่ 4 แล้ว และพบว่าสาเหตุของการป่วย คือยีนส์กลายพันธุ์ แพทย์จึงแนะนำให้ใช้ยา Targeted Therapy หรือยารักษาแบบมุ่งเป้าซึ่งเป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาแบบใหม่
ปัจจุบัน โรคมะเร็งสามารถรักษาโดยหลักๆ ได้ 3 วิธี คือ ผ่าตัด รังสีรักษา และการใช้ยา ซึ่งทั้ง 3 วิธีก็มีการพัฒนาจนมีนวัตกรรมใหม่ๆ มากมาย โดยเฉพาะการรักษาโดยการใช้ยาที่มีประสิทธิภาพดีกว่ายารุ่นเก่าและผลข้างเคียงน้อย โดยยารักษาโรคมะเร็งมีอยู่ 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่ ยาเคมีบำบัด ยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยาจากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า อธิบายว่า การพัฒนาของยาในปัจจุบันช่วยให้ผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยลงและช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ดีขึ้น เช่น ตอนนี้มียาคีโมกลุ่มใหม่ๆ ที่ไม่ทำให้ผมร่วง กดการทำงานของเม็ดเลือดขาวน้อย คลื่นไส้อาเจียนน้อยมาก หรือยาออกฤทธิ์เฉพาะจุดหรือที่เรียกว่ายามุ่งเป้า ซึ่งส่งผลดีกับผู้ป่วยกลุ่มยีนส์กลายพันธุ์ เพราะสามารถโฟกัสการรักษาได้เฉพาะจุด ผลข้างเคียงจึงน้อยกว่าการรักษาด้วยคีโม เช่น ผมไม่ร่วง ไม่กดการทำงานของเม็ดเลือดขาวหรือภูมิคุ้มกัน ไม่มีการคลื่นไส้อาเจียน นอกจากนี้ ยังมีวิธีที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันบำบัด หรือ Immunotherapy ซึ่งใช้ได้ผลค่อนข้างดีกับผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดชนิดทั่วไป เป็นการรักษาโดยใช้ยาไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ไปทำลายเซลล์มะเร็ง พูดอีกอย่างได้ว่าเป็นการนำสิ่งที่อยู่ในร่างกายของเรามาต่อสู้กับโรค โดยอาจมีผลข้างเคียงเป็นการอักเสบของอวัยวะต่างๆ แต่พบได้ไม่บ่อย อย่างไรก็ตาม การรักษาโรคมะเร็งนั้นแตกต่างไปในแต่ละบุคคล ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องค้นหาวิธีที่เหมาะสมกับตนเอง ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ในปัจจุบันเรามีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลายและมีประสิทธิภาพ
ไม่เพียงผู้ป่วยที่จำเป็นต้องค้นหาวิธีการรักษาที่เหมาะกับตนเอง แพทย์ผู้รักษาก็ต้องหาวิธีที่เหมาะสมกับคนไข้ด้วยเช่นกัน จึงเป็นที่มาของโครงการทะเบียนผู้ป่วยมะเร็งปอดของมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการเก็บฐานข้อมูลผู้ป่วยเพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาและวิจัยต่อยอดในการค้นหาแนวทางรักษาโรคมะเร็งปอดที่เหมาะสมกับคนไทย เพราะเชื้อชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการรักษา และในปัจจุบันข้อมูลทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลจาฏต่างประเทศ โดยข้อมูลที่ได้จากโครงการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการใช้ทรัพยากรในการควบคุมมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการวางนโยบายในอนาคตเกี่ยวกับการเข้าถึงการรักษาของคนไทยที่ถึงแม้ในปัจจุบันสิทธิ์ในการรักษาจะครอบคลุมการรักษาขั้นพื้นฐานอย่างครบถ้วน แต่ยาบางกลุ่ม เช่น ยามุ่งเป้า และยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยังจำกัดสิทธิ์การรักษาในเพียงบางกลุ่มเท่านั้น
เกรท-วรินทร ปัญหกาญจน์ นักแสดงหนุ่มที่เข้าร่วมพูดคุยในงาน Lung For(r)est พร้อมทั้งนำของส่วนตัวมาประมูลในงานเพื่อสมทบทุนให้กับโครงการทะเบียนผู้ป่วยมะเร็งปอด กล่าวว่า การที่ได้มาพูดคุยในงาน ทำให้รู้ว่าปัจจุบันมีแนวทางใหม่ๆ ในการรักษาที่เป็นความหวังให้กับผู้ป่วย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก ผู้ป่วยมีตัวเลือกในการรักษา มีโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีอายุยืนยาวขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังได้ความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งปอดที่จริง ๆ เป็นเรื่องใกล้ตัวมาก อย่าง ควันบุหรี่ หรือฝุ่นต่าง ๆ PM2.5 และมลภาวะที่เราต้องเจออยู่ทุกวันก็เป็นปัจจัยเสี่ยงได้ พอมีความรู้ตรงนี้ เราก็รู้วิธีป้องกันตัวมากขึ้น
หากย้อนไปเมื่อสิบปีก่อน ผู้ป่วยมะเร็งปอดที่สามารถมีอายุอยู่เกินหนึ่งปีมีจำนวนน้อยมาก แต่ปัจจุบันผู้ป่วยที่รักษาด้วยยาใหม่ๆ เช่น ยาภูมิคุ้มกันบำบัด สามารถมีอายุต่อได้ถึง 3-5 ปี นวัตกรรมการรักษาแบบใหม่และความรู้ที่จะได้จากโครงการทะเบียนผู้ป่วยมะเร็งปอด จึงเป็นความหวังที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมะเร็งปอดสามารถมีชีวิตเพื่อใช้ลมหายใจต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี