วันพุธ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569
เวทีเสวนา ทิชา ณ นคร, อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย
“ทุกวันนี้เด็กไทยมีเวลาเล่นน้อยลง รายงานวิจัยพบว่า เมื่อเข้าสู่ระบบการศึกษาที่เน้นวิชาการ เด็กจะมีเวลาเล่นอิสระไม่ถึง60 นาทีต่อวัน โดยใช้เวลาส่วนใหญ่ในห้องเรียนและการเรียนพิเศษ จึงต้องเร่งสร้างความตระหนักในกลุ่มผู้ใหญ่เพื่อให้ความสำคัญของการเล่นอิสระของเด็ก”
นางสาวณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เกริ่นในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ปิดเทอมสร้างสรรค์-อัศจรรย์วันว่าง ปี 2563 ที่ สสส.ร่วมกับภาคีเครือข่าย จัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลิโด้ คอนเน็คท์ กรุงเทพฯ
.jpg)
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์
ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุน สสส.กล่าวว่า สสส.ดำเนินการโครงการนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยริเริ่มให้เกิดแพลตฟอร์มออนไลน์ในชื่อ www.ปิดเทอมสร้างสรรค์.comเพื่อเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล เชื่อมร้อยกิจกรรมจากทุกหน่วยงาน สนับสนุนกิจกรรมสร้างสรรค์สำหรับเด็กโต และพื้นที่ “เล่นอิสระ” สำหรับเด็กเล็ก ซึ่งได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมรวมทั้งสิ้น 298 หน่วยงาน เพื่อจะทำให้วันว่างช่วงปิดเทอมของเด็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยในปีนี้มี 2,228 กิจกรรม ที่เด็กและเยาวชนมีโอกาสเข้าร่วมอย่างน้อย 111,400 คน และมีตำแหน่งงานพาร์ทไทม์รองรับกว่า 10,000ตำแหน่ง ขณะที่ส่วนภูมิภาคใน 15 จังหวัดมีหน่วยงานต่างๆ เข้าร่วมเพิ่มขึ้น มีกิจกรรมน่าสนใจสำหรับเด็กเยาวชนครอบคลุมทั่วประเทศ

รูปแบบกิจกรรมปิดเทอมสร้างสรรค์ เน้นการพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม ปลดปล่อยศักยภาพ เพื่อตามหาความฝัน แบ่งปันสังคม และค้นหาตัวตน ปฏิเสธไม่ได้ว่าโลกในยุคปัจจุบันมีสิ่งเร้าทำให้เด็กก้าวพลาด ซึ่งงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ปิดเทอมสร้างสรรค์ -อัศจรรย์วันว่าง ปี 2563 สสส.ได้จัดเวทีเสวนา หัวข้อ “เติมเต็มวันว่างอย่างสร้างสรรค์เป็นเรื่องสำคัญของใครกันแน่” เชิญผู้เชี่ยวชาญจากสาขาต่างๆ มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ถ่ายทอดแง่คิด มีหลากหลายมุมมองที่น่าสนใจ
ทิชา ณ นคร (ป้ามล) ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษกกล่าวในเวทีเสวนาว่า ในสังคมไทยมีจำนวนครอบครัว 22.8 ล้านครอบครัว มีเพียงส่วนน้อยที่ช่วงปิดเทอมได้พาลูกไปเที่ยวเมืองนอก มีกิจกรรมให้ลูกทำ แต่มีครอบครัวส่วนมากและมีฐานะอยู่ในระดับต่ำไม่รู้จะไปทางไหน มีตัวอย่างครอบครัวที่แม่เป็นช่างเย็บผ้า ใช้วิธีแลกแบงก์ 50 เก็บไว้ให้ลูกทุกวันเพื่อไปเล่มเกมในช่วงปิดเทอม นึกภาพเด็กไปจมอยู่ในร้านเกม คิดว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือภาคประชาสังคม ต้องมาร่วมรับผิดชอบ เด็กต้องการพื้นที่ที่สร้างสรรค์แต่หายาก ขณะที่หลายประเทศพร้อมจะลงทุนเพื่อเด็กเพราะรู้ว่าเมื่อเด็กก้าวพลาด ต้นทุนการเยียวยานั้นสูงมาก และไม่แน่ใจว่าค่าเยียวยานั้นจะทำให้ชีวิตเขากลับมาหมดจดงดงามหรือไม่

ขณะที่ อรอนงค์ เจริญลาภนำชัย หรือ แม่ปุ้ม จากเพจ พาลูกเที่ยวดะ ถ่ายทอดรูปแบบการเลี้ยงลูกที่ต้องพาลูกออกไปนอกบ้านว่าการพาลูกออกไปนอกบ้านช่วยสร้างประสบการณ์เรียนรู้ ได้เห็นชัดว่าลูกมีประสบการณ์ไม่นับความแปลกใหม่ของสถานที่ เพราะทุกอย่างที่เขาเจอคือประสบการณ์ไม่ว่าความไม่ได้ดั่งใจของสภาพดินฟ้าอากาศ ได้เจอผู้คน การต่อรองสินค้าการขอความช่วยเหลือ เหล่านี้กลายเป็นเครื่องมือมาใช้ในชีวิตประจำวันและอนาคต
“สิ่งแรกที่จุดประกายอยากพาลูกออกไปนอกบ้าน เพราะทุกวันนี้มีสิ่งเร้าเยอะ ทุกบ้านมีทีวี พ่อแม่มีโทรศัพท์ ต่อให้เราไม่ให้ เขาก็รู้ว่าในนั้นมีภาพ ถ้าปล่อยให้อยู่ที่บ้านเขาจะเรียกร้องสิ่งเหล่านี้ ซึ่งกิจกรรมข้างนอกไม่ใช้แค่ไปเที่ยว แค่ไปตลาด ไปตามสวนสาธารณะ แต่จะทำให้เขาจะโฟกัสกับสิ่งรอบตัวแทน ลืมเรื่องการเล่นมือถือ ดูทีวีออกไป ดังนั้น ในช่วง 3 ปีแรกของเด็กสำคัญมาก พ่อแม่ต้องทำให้ลูกรู้สึกว่าพ่อแม่มีตัวตน ทำให้ลูกรู้สึกว่าเขาอยู่กับพ่อแม่แล้วปลอดภัย อบอุ่น”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี