Life & Health : วิธีรับมือความวิตกกังวลจากโรคระบาด

Life & Health : วิธีรับมือความวิตกกังวลจากโรคระบาด

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในช่วงการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กระจายไปทั่วประเทศ ซึ่งเชื้อดังกล่าวติดต่อได้ทางละอองฝอยของสารคัดหลั่ง เช่น น้ำมูก น้ำลาย ละอองจากการไอจามหรือการพูดคุยใกล้ชิดในระยะ 1-1.5 เมตร และการสัมผัสสารคัดหลั่งที่อยู่ตามสิ่งของต่างๆ แล้วไปโดนเยื่อบุต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก ประกอบกับการแพร่เชื้อสามารถติดต่อจากผู้ที่ติดเชื้อที่ยังไม่แสดงอาการได้ โดยหากมีการติดเชื้อในผู้ที่ร่างกายไม่แข็งแรงรวมถึงผู้สูงอายุ จะมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป เนื่องด้วยสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง ภูมิคุ้มกันลดลงตามวัยโดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูงโรคปอดเรื้อรัง โรคไตเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เป็นต้น

มาตรการในขณะนี้ทางรัฐบาลได้ให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยงรวมทั้งผู้สูงอายุ เก็บตัวอยู่ในบ้าน เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อ การจำกัดบริเวณอยู่แต่ในบ้านเป็นเวลานานติดต่อกันหลายเดือน อาจส่งผลให้สภาพร่างกายและจิตใจ รวมทั้งเกิดความเครียดขึ้นได้ ข้อมูลจาก นพ.วิทยาวันเพ็ญ จิตแพทย์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการรพ.พระรามเก้า แนะนำการดูแลจิตใจช่วงการระบาดของไวรัส COVID-19 ซึ่งอ้างอิงจากประกาศราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ถึงสิ่งที่ควรปฏิบัติตัว ดังนี้ 1.ควรรับข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เช่น กระทรวงสาธารณสุข2.ควรลดการเสพข้อมูลมากเกินไป 3.ดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เช่น การรับประทานอาหาร การนอน การออกกำลังกายตามปกติ 4.ดูแลอารมณ์ ตามรู้อารมณ์ตัวเอง5.หาสาเหตุสิ่งที่ทำให้เครียด ระบายกับคนที่ไว้ใจ 6.มีสติรับมือกับปัญหาที่จะเข้ามาเพิ่ม7.หางานอดิเรกที่เหมาะสมที่ตนเองชอบ8.สำหรับสื่อสารในสังคมออนไลน์ ตามควรในสิ่งที่เป็นความรู้และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง 9.ควรเข้าใจและเห็นอกเห็นใจความรู้สึกทุกข์ของผู้ติดเชื้อ COVID-19และผู้เกี่ยวข้อง ส่งความใส่ใจ และการช่วยเหลือดูแลสังคม


สำหรับสิ่งที่ ไม่ ควรทำ คือ 1.ไม่ควรแก้เครียดด้วยอบายมุข บุหรี่ แอลกอฮอล์2.ไม่ควรหาคนผิด ด่าว่ากันในสังคม 3.ไม่ควรแสดงการรังเกียจกันในสังคม และ 4.ไม่ควรแชร์ โพสต์ ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

หลายคนอาจเกิดความตื่นตระหนกจากภาวะการระบาดของโรคนี้จากการเสพข่าวสารต่างๆทั้งออนไลน์และออฟไลน์ โดยการเป็นโรคตื่นตระหนก (panic) เกิดจากการทำงานของร่างกายและสมองที่ไม่ประสานงานกัน จากการวิตกกังวล คิดเรื่องซ้ำๆ เดิมๆ และไม่สามารถหาทางออกได้ ส่งผลให้สมองมีความอ่อนล้า นำไปสู่การทำงานของร่างกายที่ผิดเพี้ยนไป เกิดเป็นอาการ เช่น ใจสั่น หายใจไม่สะดวก มึนงงวิงเวียน ปวดศีรษะ ปวดท้อง ปัสสาวะ อุจจาระผิดปกติ กินไม่อร่อย นอนไม่หลับ ส่งผลทำให้ความจำไม่ดี หลงลืมง่าย ไม่มีสมาธิในการทำงาน ข้อเสนอแนะแนวทางลดการตื่นตระหนก หรือ แก้ไข คือการเบี่ยงเบนให้สมองไปสนใจสิ่งอื่นแทน เพื่อให้สมองเกิดการผ่อนคลาย ได้แก่ งานอดิเรกต่างๆ ที่เคยชอบทำ เช่น อ่านหนังสือฟังเพลง ดูภาพยนตร์ ละคร วาดภาพปลูกต้นไม้ เล่นกับคนรอบข้าง หรือสัตว์เลี้ยงฯลฯ อะไรก็ได้ที่เคยชอบทำ เมื่อสมองผ่อนคลายร่างกายก็จะค่อยๆ กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

นอกจากนี้ช่วงหน้าร้อนนี้ อากาศร้อนมาก อาจทำให้หลายคนที่เลือดร้อนขาดสติไม่สามารถระงับสติอารมณ์ มีความเครียดสูงข้อมูลจาก ผศ.นพ.สเปญ อุ่นอนงค์ จิตแพทย์แนะวิธีลดดีกรีอารมณ์ร้อน ดังนี้

ตั้งสติ เอาแล้วเกิดเรื่องขึ้นแล้วสติต้องมาก่อนจ้า สงบนิ่งขั้นสุดด้วยการสูดหายใจเข้า-ออกลึกๆ นับ 1-10 หรือจะนับถึงร้อยถึงพันก็คงไม่มีใครว่า เพราะการนับเลขจะช่วยให้เรามีสมาธิและดึงสติกลับมา พิจารณาไตร่ตรองถึงสิ่งที่เกิดก่อนแล้วมาดูว่าจะต้องทำอะไรก่อนหลัง หรือทิ้งปัญหาเอาไว้ก่อน แล้วไปพักเบรก ด้วยการออกไปเดินเล่น ดื่มกาแฟ หรือกินข้าวแล้วค่อยกลับมาแก้ปัญหาทีหลัง หากเรามองปัญหาเหล่านี้เป็นความท้าทายในชีวิตเราก็จะรู้สึกสนุกและตื่นเต้นกับการแก้ไขปัญหาจนทำให้เราเติบโตและแข็งแกร่งไปอีกขั้น

รู้เขารู้เรา บางครั้งแค่เราลองมองและใส่ใจนิสัยคนรอบข้างบ้าง ก็จะช่วยให้เราอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข เพราะขณะที่มีอารมณ์ เรามักจะนึกถึงแต่ตัวเอง โดยไม่สนใจผู้อื่น ถ้าเรารู้จักควบคุมอารมณ์และยอมรับว่าสิ่งต่างๆ ไม่สามารถเป็นไปอย่างที่คุณต้องการได้ พร้อมยอมรับฟังความต่างนับเป็นวิธีที่จะแก้ไขความขัดแย้งได้ หากรู้สึกว่าสถานการณ์ตึงเครียดเกินไป ควรลดการโต้ตอบ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมลด ละเลิกบ้าง ปัญหาก็จะคลี่คลายไปได้

มองโลกในแง่ดี เวลาที่เคร่งเครียด หรือมีปัญหา ต้องฝึกให้สามารถมองโลกในแง่ดี จะเป็นพลังให้เห็นทางออกของปัญหา ในทุกสถานการณ์มีทั้งด้านร้ายและด้านดีเสมอ เวลามีปัญหาเข้ามารุม คนเรามักมีมุมมองในทางลบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ยิ่งคิดวกวนยิ่งหมดกำลังใจและอาจเริ่มแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม แต่การมองสิ่งที่ดี สิ่งที่เหลืออยู่สิ่งที่มีทั้งในตัวเองและคนรอบข้าง จะทำให้รู้สึกว่าปัญหาหรืออุปสรรคที่เข้ามามีขนาดเล็กลง ที่เคยร้อนก็จะผ่อนคลายลงและเฉียบขาดในการแก้ไขปัญหา ไม่เชื่อลองทำดูสิ

หยุดนิสัยชอบนินทา แน่นอนว่าอะไรที่คุณเองไม่ชอบ คนอื่นก็ย่อมไม่ชอบเช่นกัน ดังนั้นคุณอยากให้ใครปฏิบัติกับคุณอย่างไร คุณก็ต้องทำเช่นนั้นกับคนอื่นก่อน คุณไม่อยากให้ใครนินทาคุณคุณก็ต้องไม่นินทาคนอื่น ขืนพูดต่อปากต่อคำกันไปมาอาจจะเกิดข้อขัดแย้งจนมองหน้ากันไม่ติดได้ง่ายๆ เมื่อคุณอยากให้คนอื่นรัก คุณก็ต้องรู้จักที่จะรักคนอื่นด้วยเช่นกัน

รู้จักขอโทษ คำว่า “ขอโทษ”สามารถลดองศาเดือดที่ทำท่าว่าจะคุกรุ่นให้ลดลงได้ แต่หลายคนมักไม่ค่อยพูดทั้งๆ ที่การพูดขอโทษไม่ได้หมายความว่าเราเป็นฝ่ายผิดในเหตุการณ์นั้นเสมอไปหรือบางครั้งจำเป็นอย่างมาก สำหรับคนที่มักทำผิดซ้ำๆ ซากๆ ด้วยความใจร้อนของตัวเอง เพราะคำคำนี้ไม่ได้ทำให้ศักดิ์ศรีของเราลดต่ำลงหากแต่เป็นการรู้จักยอมรับในสิ่งที่ตนเองผิดพลาดไป เมื่อไรก็ตามที่เราพูดขอโทษนอกจากจะช่วยให้ประนีประนอมได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายคลี่คลายลงได้ อย่างไรก็ตามเราไม่ควรใช้คำขอโทษอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะจะทำให้ติดเป็นนิสัยที่ไม่ดี ทำอะไรก็ไม่ระมัดระวัง

 รอยยิ้มชนะทุกสิ่ง การยิ้มเป็นการเริ่มต้นมิตรภาพที่ดีที่สุด แถมในวันที่อ่อนล้าหรือเซ็งสุดๆ รอยยิ้มยังช่วยให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกท้อแท้ เศร้าใจ แค่ยิ้มรับก็ชนะทุกสิ่ง เพราะรอยยิ้มคือมิตรภาพ คือความอบอุ่น คือไมตรีจิตที่ส่งถึงกันได้ แถมยังช่วยปรับเปลี่ยนอารมณ์ให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น ฉะนั้นไม่ว่าอารมณ์จะสุดแย่และกดดันแค่ไหน รอยยิ้มจะช่วยให้เหมือนมีพลังวิเศษ ที่ไม่ว่าใครได้พบเห็นก็จะสามารถรู้สึกดีขึ้นได้ แม้กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดก็ตาม

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top