วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
ท่ามกลางวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ที่มีมาตรการให้เราต้องกักตัวอยู่แต่ในบ้านและเว้นระยะห่างจากผู้คน (Social Distancing) ทำให้ผู้คนหันมาช็อปฟรอมโฮมกันแทบทุกบ้าน และแบรนด์ happy shopping กำลังเป็นหนึ่งในหลายแบรนด์ที่โดนใจนักช็อปมืออาชีพและมือใหม่หัดช็อปโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย กับ “ความสุขสั่งได้” แค่ปลายนิ้ว
ถึงแม้ happy shopping จะเป็นน้องใหม่ในวงการธุรกิจโฮมช็อปปิ้งของไทย แต่กำลังเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดอย่างรวดเร็ว จากนักช็อปทุกกลุ่มการันตีด้วยยอดขายกว่า 185 ล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 7 เดือน ที่เริ่มทำตลาด และยังเอาชนะใจลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะผู้สูงวัยได้อยู่หมัดเบื้องหลังความสำเร็จนี้ต้องยกให้ “เอย-อภิรวีพิชญเดชะ” หัวเรือใหญ่ของ แฮปปี้ กรุ๊ป เป็นทั้งผู้ร่วมก่อตั้ง คิดสร้างสรรค์ร่วมกับทีมงาน พร้อมผลักดันให้happy shopping ยังคงนำเสนอสินค้าและบริการชั้นยอด อย่าง “ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมาย”
เอย-อภิรวี พิชญเดชะ MD ของ happy shopping วัย 37 ปี บอกว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอหลงใหลในธุรกิจนี้ ล้วนมาจากการปลูกฝังตั้งแต่วัยเรียนให้ฝึกคิดแบบนักการตลาด บวกกับโชคชะตาที่พัดพาเธอให้ทำงานหลากหลาย ช่วยบ่มเพาะประสบการณ์สุดท้าทาย กลายเป็นความเชี่ยวชาญการค้าผ่านทีวีและสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ช่วงชีวิตในวัยเด็ก เธอเป็นลูกสาวคนโตของบ้านคนไทยเชื้อสายจีนจึงถูกสอนมารยาทแบบคนไทย แต่ได้รับอิทธิพลทางความคิดแบบจีนจากคุณพ่อ ซึ่งเป็นผู้บริหารธนาคาร โดยสามารถนำตรรกะและกระบวนการคิดของคุณพ่อ มาปรับใช้ทำงานได้ตลอด บวกกับการเป็นคนชอบคิดชอบสังเกต ช่างสงสัย สนใจความคิดคนอื่นตั้งคำถาม และมีความขบถในตัวเองสูง จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะพิสูจน์หรือลงมือทำด้วยตนเอง
ชีวิตการทำงานของเธอเริ่มต้นครั้งแรกที่ บริษัท หลักทรัพย์กสิกรไทย สอนให้รู้จักหลักการคิดธุรกิจอย่างเป็นระบบทั้งหมด และรู้จักคำว่า Database ในยุคที่คำนี้ยังไม่แพร่หลาย ซึ่งเปรียบเสมือนการเรียนปริญญาตรีด้านมาร์เก็ตติ้งที่แท้จริง และมีส่วนผลักดันให้เธอเชื่อมั่นว่า ชีวิตการทำงาน คือห้องเรียนและการเรียนรู้ไม่มีที่สิ้นสุด
สำหรับการทำงานที่เปรียบได้กับปริญญาโทนั้นนอกจากการศึกษาในระบบจนสำเร็จปริญญาโท ด้านการจัดการและวางแผนกลยุทธ์ ที่ College of Management, Mahidol University (CMMU) และเพิ่มพูนทักษะกับ Specialist Course และ E-Commerce ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งประสบการณ์ที่จีน คือตัวจุดประกายให้ผู้บริหารสาวคนนี้สนใจธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง และที่ต้องยกให้เป็นปริญญาโทอีกใบ ก็คือการทำงานที่บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) โดยมีโปรเจกท์สุดภาคภูมิใจอย่างการพัฒนาโปรแกรม CRM เช่น ทุกวันเกิดลูกค้าทรูวิชั่นส์จะได้อัพเกรดขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น และการใช้ชื่อเรียกกำหนดตำแหน่งลูกค้า เป็นต้น
ส่วนการทำงานที่ บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เหมือนกับการจบปริญญาเอก ก่อนหน้านี้เอย-อภิรวี เคยร่วมทำงานกลุ่มธุรกิจเพลงในยุคดิจิทัลดาวน์โหลด รวมทั้งธุรกิจบอร์ดแคสและทีวีดาวเทียม เมื่อสร้างผลงานเป็นที่พอใจก็ได้รับโจทย์หินต่อเนื่อง ต้องทำให้ช่องอาร์เอสออกอากาศในพื้นที่สาธารณะมากที่สุด ซึ่งวิธีการจัดการต้องคิดจาก “การเดินทางและคมนาคม” ของผู้คน จึงปิ๊งไอเดียนำช่องอาร์เอสเข้าไปอยู่ในสนามบินทั่วประเทศภายใต้การดูแลของท่าอากาศยาน เสนอไอเดียเช่าพื้นที่ตั้งจอทีวี เปิดเฉพาะช่องอาร์เอส เมื่อครบ 3 ปีตามสัญญาจะมอบทีวีให้กับสนามบินโดยไม่มีข้อผูกมัด รวมทั้งสถานีขนส่งด้วยเช่นกัน ทำให้ยอดโฆษณาของช่องทีวีเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้เป็น 1 ในทีมงาน ที่ได้ร่วมทำโปรเจกท์ลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก ซึ่งอาร์เอสถือลิขสิทธิ์ในขณะนั้นและทำให้เธอสนุกกับความท้าทายมาตลอด
“วันหนึ่งผู้บริหารระดับสูง เรียกเข้าไปคุยว่าจะทำธุรกิจใหม่และจะมอบหมายให้ร่วมทำโฮมช็อปปิ้ง ตอนนั้นไม่มีความรู้แถมยังไม่เชื่อในธุรกิจนี้ด้วยซ้ำ แต่ได้นึกถึง
คำพูดของ CEO (เฮียฮ้อ หรือคุณสุรชัย) ว่าคนเราถ้าไม่ลองอะไรใหม่ๆ ถ้าขวางหรือฝืนการเปลี่ยนแปลงของโลก เราจะอยู่ไม่ได้ เลยลองดูสักตั้ง และพยายามเรียนรู้สิ่งใหม่ให้ดีที่สุด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเราเริ่มจากศูนย์มาตลอด เราเรียนนอกหลักสูตร การทำงานเป็น Case Study และนี่คือจุดเริ่มต้นสู่การเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจโฮมช็อปปิ้ง
เสน่ห์ของธุรกิจนี้ คือการทำโฆษณาขายสินค้าเพียง 40 นาที แต่สามารถปิดการขายได้ทันทีเมื่อลูกค้ายกหูโทรศัพท์เข้ามาหาเรา และจากการคิดแบบผู้บริโภค
ทำให้เกิดไอเดียนำเสนอสิ่งใหม่ กล้าลองทำสิ่งที่แตกต่างด้วยกลยุทธ์ Customer Centric วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าเพื่อตอบสนองความต้องการที่ ถูกที่ ถูกเวลา ถูกกลุ่มเป้าหมาย ขณะที่ผู้บริหารต้องแก้ปัญหาให้ไวที่สุดและรู้ใจลูกค้าให้ได้ ผู้บริหารไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่อง แต่ต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ทุกเรื่องรับมือกับความท้าทายตลอดเวลา ที่สำคัญเราต้องกล้าแตกต่าง กล้าจะเสี่ยง ส่วนตัวมี Passionอยากทำสินค้าไทยอยู่แล้ว จึงอยากยกระดับสินค้า OTOP ขึ้นมาขายบนทีวีและแพลตฟอร์มออนไลน์มากขึ้น ซึ่งได้รับการตอบรับและทำรายได้ดีหรือแม้กระทั่งการบริการแพ็กเกจท่องเที่ยวไม่ซ้ำใครก็มีเช่นกัน”
เมื่อธุรกิจยึดหลัก Customer Centric ส่งผลต่อรูปแบบการบริหารองค์กร ซึ่ง 3 ปัจจัยที่เธอให้ความสำคัญ อันดับหนึ่งคือลูกค้าตามด้วยพนักงาน และส่วนสุดท้ายคือ ผู้ถือหุ้นโดยจับมือกับเนชั่น ซึ่งนอกจากจะเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ก็ต้องทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนมากที่สุด
“ทุกส่วนต้องสัมพันธ์กันทั้งหมด เมื่อทีมงานทำงานอย่างเข้มแข็งและยึดหลักการเดียวกันคือ Customer Centric ส่งผลให้ลูกค้าได้สินค้าที่ดี และได้รับสิ่งที่ต้องการ ก็ย่อมส่งผลดีต่อองค์กรและผู้ถือหุ้นตามมา ส่วนวิธีวัดความสำเร็จของตัวเองนั้นคือความสุข เหมือนชื่อแบรนด์ happy shopping ของเรา ความสุข คือตัวผลักดันให้อยากตื่นมาทำงานทุกวัน”
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี