‘พรพล เอกอรรถพร’ผอ. SACICT คนล่าสุด  กับภารกิจ‘SACICT คุณค่าความเป็นไทย’

‘พรพล เอกอรรถพร’ผอ. SACICT คนล่าสุด กับภารกิจ‘SACICT คุณค่าความเป็นไทย’

วันจันทร์ ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

‘พรพล เอกอรรถพร’ผอ. SACICT คนล่าสุด

กับภารกิจ‘SACICT คุณค่าความเป็นไทย’

หนุนชุมชนหัตถกรรม ช่างหัตถศิลป์ไทย สู้วิกฤติโควิด-19

ด้วยความห่วงใยชุมชนหัตถกรรมและบรรดาช่างหัตถศิลป์ไทยทั่วประเทศที่เจอวิกฤติโควิด-19 นายพรพล เอกอรรถพร ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ หรือ SACICT คนล่าสุด เปิดวิสัยทัศน์ “SACICT คุณค่าความเป็นไทย” มุ่งมั่นสืบสานรักษาและต่อยอด งานศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงและงานศิลปหัตถกรรมไทยให้มีมาตรฐานเลิศโดดเด่นในระดับสากล ผ่านการตลาดเชิงรุก ช่วยชุมชนปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขยายช่องทางการตลาดงานหัตถกรรมสู่ระบบ E-Commerce อย่างครบวงจร รวมทั้งภารกิจเร่งด่วนในการกู้วิกฤติชุมชนหัตถกรรมที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 และแผนรองรับหลังโควิด-19 คลี่คลาย

นายพรพล เอกอรรถพร ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ เปิดห้องสมุดศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ(องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยาให้สัมภาษณ์พิเศษแบบมีระยะห่าง หรือ Social Distancing ว่า ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ SACICT มีหน้าที่ในการสืบสานพระราชปณิธานของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในงานศิลปาชีพและงานศิลปหัตถกรรมในท้องถิ่นต่างๆ จึงมีความ “ศักดิ์สิทธิ์” ในทุกมิติ นำมาสู่ความภาคภูมิใจใน “คุณค่าความเป็นไทย” ที่สั่งสมและสืบทอดทักษะเชิงช่างภูมิปัญญาผ่านงานศิลปหัตถกรรมตามแนวทางศิลปาชีพรวมถึงงานศิลปหัตถกรรมในท้องถิ่นผ่านทางครูศิลปาชีพ สมาชิกศิลปาชีพ ครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และสมาชิกผู้ประกอบการงานศิลปหัตถกรรมในแขนงต่างๆ ซึ่งเมื่อนำมาผนวกกับนวัตกรรมและเทคโนโลยี จึงเกิดเป็นผลงานหัตถกรรมที่ทรงคุณค่าความเป็นไทย มีมาตรฐานในระดับสากล อีกทั้ง ยังคงมุ่งมั่นในการพัฒนาผู้สร้างสรรค์งานหัตถกรรมไทย ผ่านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาด้านการตลาดอย่างบูรณาการ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจในคุณค่าความเป็นไทย ทำให้คนไทยและประชาชนทั่วโลกได้สัมผัสและซาบซึ้งในคุณค่าความเป็นไทยนี้


 

 

“SACICT คุณค่าความเป็นไทย” จึงเป็นกรอบการดำเนินงาน เพื่อให้การสื่อสารคุณค่าความเป็นไทยไปสู่สายตาคนไทยและประชาคมโลกผ่านงานหัตถศิลป์ไทย ดังนี้ คุณค่าในงานศิลปาชีพ คุณค่าของการอนุรักษ์สืบสานพระราชปณิธานงานด้านศิลปาชีพ เพื่อให้ชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ได้มีอาชีพและรายได้จากการทำงานหัตถกรรมพื้นบ้าน สามารถเลี้ยงตนเองและครอบครัวยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านและชุมชนให้ดีขึ้น รวมทั้งการถ่ายทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาสู่คนรุ่นใหม่ ในการเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเผยแพร่องค์ความรู้งานศิลปาชีพบนฐานข้อมูล Archive

คุณค่าในความเป็นไทยที่ภาคภูมิ คุณค่าที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพและงานศิลปหัตถกรรมล้วนแล้วแต่มาจากการสั่งสมภูมิปัญญาและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยมายาวนาน เกิดเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัวนำมาสู่ค่านิยมและการสร้างกระแสการใช้ของไทยให้เกิดขึ้นในสังคมไทย สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทยเกิดความรู้สึกอยากใช้อยากสวมใส่ และสนับสนุนสินค้าหัตถกรรมไทยคุณค่าของมาตรฐานเป็นเลิศสู่เวทีโลกคุณค่าของผลิตภัณฑ์ได้รับการยอมรับว่ามีมาตรฐานที่ดี งดงาม และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับผู้สร้างสรรค์ชิ้นงานว่าจำต้องรักษามาตรฐานของตนเองให้คงที่สม่ำเสมอ ทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ และต้องมีการพัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดันให้ไปถึงจุดที่นานาชาติยอมรับและสร้างตลาดในต่างประเทศได้

คุณค่าแห่งนวัตกรรมเทคโนโลยีสร้างสรรค์ คุณค่าในการนำความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนช่วยในกระบวนการผลิต การบริหารจัดการ และการตลาด ให้กลายเป็นผู้ประกอบการงานหัตถศิลป์ซึ่งก้าวทันโลก ปรับตัวรับกับการเปลี่ยนแปลงของโลกตลอดเวลา พัฒนาวงการหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวไกลสู่สากล คุณค่าของสังคมไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืน คุณค่าที่งานหัตถศิลป์ได้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมไทยมีความสุข ผู้บริโภคสามารถแบ่งปันช่วยเหลือสนับสนุนชาวบ้านจากการอุดหนุนซื้อใช้ ขณะเดียวกันชุมชนมีความเข้มแข็งจากการพึ่งพาตนเอง ประกอบสัมมาอาชีพจากงานศิลปหัตถกรรม ไม่ต้องละทิ้งถิ่นฐานเข้ามาเป็นแรงงานในเมืองใหญ่ มีสัมพันธภาพภายในครอบครัวที่เหนียวแน่น ส่งผลให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง

 

 

กับแผนการดำเนินงานเร่งด่วน ภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจเกิดการชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้ง การบริโภคภายในประเทศเองก็ลดลง เนื่องจากผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตงานหัตถกรรมทั้งที่เป็นชาวบ้านและชุมชน รวมทั้งผู้ประกอบการ ดังนั้น เพื่อก้าวข้ามผ่านวิกฤตการณ์นี้ไปด้วยกัน ผู้อำนวยการ SACICT ซึ่งต้องรับมือกับภารกิจท้าทายในการพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ย้ำว่า SACICT ได้เร่งประสานพลังกับชุมชนต่างๆ นำจุดแข็งที่มีทั้งด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญางานหัตถกรรมวัตถุดิบในท้องถิ่น มาผลิตสินค้าหน้ากากทางเลือก เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในสถานการณ์โควิด-19 สร้างสรรค์จนเกิดเป็นโครงการ “หน้ากากจากหัวใจชุมชน” โดยนำผ้าฝ้ายจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถมาเป็นวัตถุดิบออกแบบตัดเย็บร่วมกับผ้าพื้นถิ่นในชุมชนหัตถกรรมที่มีครูหัตถศิลป์ ทายาท หรือสมาชิกของ SACICT เป็นศูนย์กลาง ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ดำเนินการไปแล้วในหลายชุมชน อาทิ ชุมชนหัตถกรรมหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ, ชุมชนบ้านหัวฝาย จ.ขอนแก่น, ชุมชนหัตถกรรมบ้านดอนยายเหม จ.สุพรรณบุรี, ดาหลาบาติก จ.กระบี่ และ ชุมชนบาราโหม จ.ปัตตานี เป็นต้น

“ขณะนี้ SACICT ได้เร่งขยายไปยังชุมชนหัตถกรรมทั่วประเทศ โครงการนี้สามารถสร้างคุณค่าทั้งมิติด้านเศรษฐกิจในการสร้างรายได้ให้กับชุมชน มิติด้านวัฒนธรรมที่เกิดการอนุรักษ์สืบทอดงานหัตถกรรมไทยในชุมชน และมิติด้านสังคมคือกลุ่มแรงงานในเมืองใหญ่และต่างประเทศกลับสู่ถิ่นฐานบ้านเกิด โดยแรงงานหนุ่ม-สาว กลุ่มคนรุ่นใหม่ เด็กเยาวชน และคนพิการที่เข้าร่วมโครงการ เห็นถึงคุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทยว่า สร้างรายได้ที่มั่นคงช่วยหล่อเลี้ยงชีวิตในยามยากและสามารถประกอบเป็นอาชีพอย่างยั่งยืนได้”

 

 

นอกจากนี้  SACICT ยังมีแผนรองรับภายหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายลง เพื่อเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง และสร้างปรากฏการณ์หัตถศิลป์ไทยในโลกยุคใหม่ อาทิ การจัดงานหัตถกรรมระดับประเทศเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองการขับเคลื่อนประเทศสู่อนาคตในช่วงปลายปีนี้ การสร้างความนิยมผ้าไทยในกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านการจัดการประกวดระดับนานาชาติ รวมทั้งการพัฒนารูปแบบของผลิตภัณฑ์ ผลักดันสินค้า GI เรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรต่างๆ รวมทั้งการหาตลาดใหม่ๆ เช่น ตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อสูง ตลาดในกลุ่มนักสะสม เปลี่ยนงานศิลปหัตถกรรมทั่วไปให้เป็นชิ้นงานระดับมาสเตอร์พีซ รวมถึงการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตามชีวิตวิถีใหม่  (New Normal) ที่ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หน่วยธุรกิจของชุมชนมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น สอดรับกับกำลังซื้อภายในประเทศมีบทบาทและความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มีการพึ่งพาการผลิตในประเทศมากขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมที่มีฐานการผลิตและการนำเข้าสินค้าหรือวัตถุดิบจากต่างประเทศหยุดชะงักลง ซึ่งพฤติกรรมผู้บริโภคในความปกติใหม่นี้เอื้อให้ตลาดของงานศิลปหัตถกรรมเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น

“ผู้คนหันมาทำงานหัตถกรรมเพิ่มมากขึ้น ช่วงที่อยู่บ้านในสถานการณ์โควิด-19 มีเวลาได้ทดลองเรียนรู้การทำงานคราฟต์ต่างๆ ประกอบกับภาวะของความเครียด กังวลใจจากการแพร่ระบาดของไวรัส ทำให้ผู้คนพบว่างานศิลปหัตถกรรมสามารถช่วยบำบัดความเครียด ความเหงา และช่วยผ่อนคลายจิตใจได้ ทำให้เกิดพฤติกรรมต่อเนื่องจนเป็นวิถีใหม่ และการเพิ่มทักษะหัตถกรรมแก่ผู้ที่สนใจ ทำได้ง่ายและกว้างขวางขึ้นผ่านเทคโนโลยี E-Learning เกิดการเรียนรู้หัตถกรรมไทยได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อก้าวสู่สังคมเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมี SACICT Application เป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงตลาดหัตถกรรมสู่ตลาดโลกได้อย่างไร้รอยต่อและในฐานะผู้นำการขับเคลื่อน และเพิ่มศักยภาพอุตสาหกรรมศิลปหัตถกรรมไทย เราต้องปรับองค์กรสู่อนาคตด้วย โดยยกระดับความรู้ความสามารถของบุคลากรให้ก้าวทันโลกเพื่อให้ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ สามารถเป็นที่พึ่งชาวบ้านและชุมชน ได้นำคุณค่าความเป็นไทยสู่เวทีหัตถกรรมโลกอย่างแท้จริง” นายพรพล กล่าวทิ้งท้าย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top