Life & Health : ลดนํ้าหนัก...สู้ภัยโควิด

Life & Health : ลดนํ้าหนัก...สู้ภัยโควิด

วันพุธ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
Tag :

ปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่งที่ทำให้เมื่อติดเชื้อไวรัสโควิดแล้วจะเกิดอาการรุนแรงและการรักษาได้ผลไม่ดีและอาจจะเกิดอันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิดจนถึงเสียชีวิตได้ก็คือ ความอ้วน ข้อมูลทางวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับกลไกการเกิดโรคติดเชื้อโควิด-19 ว่าเชื้อไวรัสตัวนี้ไปทำอันตรายต่ออวัยวะต่างๆ ของคนเราจนเกิดอาการรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้นั้นเกิดจากกลไกการอักเสบที่รุนแรงต่างๆ ที่จะแสดงออกในคนเราแต่ละคนไม่เหมือนกัน และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ผู้ป่วยที่ติดเชื้อมีอาการมากหรือน้อยหรือจะรุนแรงมากจนเสียชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งแต่ละคนจะมีความสามารถไม่เหมือนกัน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.พันธ์ศักดิ์ศุกระฤกษ์ กรรมการบริหาร มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ เปิดเผยว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลต่อความสามารถของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่จะปกป้องจากการติดเชื้อต่างๆ แต่ข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้นั้นยอมรับว่า ความอ้วนนั้นมีผลต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ที่จะทำให้อาการและการแพร่กระจายเชื้อของคนอ้วนนั้นนานกว่าคนที่มีน้ำหนักและรูปร่างปกติถึงร้อยละ 42 และในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์H1N1 นั้น ความอ้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรวมทั้งมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


แม้ว่าในขณะนี้จะยังไม่มีข้อมูลโดยตรงถึงผลของความอ้วนว่าจะทำให้อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตจากไวรัสโควิด-19 ในอัตราเท่าใด แต่ผลของการศึกษาวิจัยเบื้องต้นที่ออกมาจากอู่ฮั่นและได้รับการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ของประเทศจีน พบว่า เมื่อเทียบกับคนไข้ที่รูปร่างปกติและมีค่าดัชนีมวลกาย (BMI) ปกติคือน้อยกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรแล้ว คนไข้ที่มี BMI มากกว่าเกณฑ์มาตรฐานมีโอกาสที่จะเกิดอาการรุนแรงมากกว่าอย่างชัดเจน และเมื่อแยกกลุ่มออกมาเป็นกลุ่มที่รอดชีวิตและเสียชีวิตจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้วพบว่าในกลุ่มที่เสียชีวิตนั้นร้อยละ 88.2 มีค่า BMI มากกว่า 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตร นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ที่เสียชีวิตส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะลิ่มเลือดหลุดอุดหลอดเลือด (Thromboembolism) ที่เกิดจากพยาธิสภาพของการติดเชื้อไวรัสโควิดในรายที่มีอาการรุนแรงซึ่งเป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิด Thromboembolism นั้นพบได้สูงกว่าในผู้ป่วยโรคอ้วนดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ความอ้วนน่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการติดเชื้อไวรัสโควิดที่ทำให้เกิดอาการรุนแรงและอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเมื่อข้อมูลต่างๆ ทางการแพทย์เพิ่มขึ้นจากรายงานทางการแพทย์ในประเทศทางตะวันตกและสหรัฐอเมริกาที่มีจำนวนผู้ป่วยหนักและเสียชีวิตเป็นจำนวนมากกว่าที่เสียชีวิตในประทศจีนหลายต่อหลายเท่า ข้อมูลใหม่ๆก็น่าจะเป็นประโยชน์และแน่นอนมากขึ้นในระหว่างนี้ก็คงต้องพึ่งพาทฤษฎีที่เกี่ยวข้องและข้อมูลเท่าที่มีอยู่ก่อน

อีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าจะนำมาอธิบายความสัมพันธ์ของความอ้วนกับอาการรุนแรงเมื่อติดไวรัสโควิดก็คือ คนที่อ้วนและมีไขมันมากจะมีจำนวนของตัวรับที่เรียกว่า ACE2 สูงและ ACE 2 นั้น เป็นตัวรับที่จะจับกับไวรัสโควิด-19 และเป็นจุดที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ของร่างกายมนุษย์และทำให้เกิดอันตรายร้ายแรงได้ การมีจำนวนตัวรับ ACE2 มากจึงเพิ่มปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้การติดเชื้อไวรัสโควิดรุนแรงขึ้นและเกิดอันตรายมากกว่า รวมทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตสูงและใช้ยาจำพวก ACE1s inhibitor และ ARBs blocker ก็จะไปเพิ่มตัวรับ ACE2 ก็ทำให้มีโอกาสติดเชื้อไวรัสโควิดรุนแรงขึ้นด้วยเช่นกันเป็นที่ทราบกันดีว่าโรคความดันโลหิตสูงนั้นมักจะมาคู่กันกับโรคไขมันในเลือดสูง น้ำตาลในเลือดสูงและอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของสุขภาพโดยรวมทั้งสิ้นและเมื่อเพิ่มปัจจัยเสี่ยงด้านการเพิ่มโอกาสเกิดการอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสโควิดและระบบภูมิคุ้มกันลดลงจากโรคอ้วนด้วยแล้วก็จะยิ่งทำให้อันตรายจากการติดเชื้อไวรัสโควิดเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

ดังนั้น การรักษาสุขภาพ และการลดโอกาสการติดเชื้อให้น้อยลงเท่าที่ทำได้ด้วยการรักษาระยะห่างและไม่ไปอยู่ในที่ที่มีโอกาสสูงในการติดเชื้อแล้ว อาหาร การออกกำลังกายการพักผ่อนนอนหลับที่พอเพียง และการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน จะเป็น New Normalที่ทุกคนจะต้องเร่งปฏิบัติกัน

ศัลยา คงสมบูรณ์เวชนักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) และกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ แนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยากจะควบคุมหรือลดน้ำหนักลงให้มีสุขภาพที่ดี ต้องปฏิวัติการกินแบบตามใจปากให้ได้ แผนที่จะช่วยให้คุณควบคุมน้ำหนักได้สำเร็จ เช่น

1.กำหนดแผนการลดความอ้วนโดยสัปดาห์หนึ่ง ควรลดปริมาณพลังงานให้ได้ 3,500-7,000 แคลอรีต่อสัปดาห์ หรือวันละประมาณ 500 แคลอรี เพราะการลดน้ำหนักที่ถูกต้องไม่ควรหักโหมมาก เพราะอาจจะเกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมาได้

2.สร้างทัศนคติที่ว่า “เรากินอย่างไร ร่างกายเป็นอย่างนั้น”ให้เกิดกับตัวเอง

3.คุณควรหัดดื่มน้ำก่อนกินข้าวเพื่อถ่วงกระเพาะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำเปล่า หรือน้ำผลไม้ หรือกินเม็ดแมงลักควบคู่ไปด้วยก่อนกินข้าวสักครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้รู้สึกอิ่มและทำให้กินข้าวได้น้อยลง

4.เตรียมภาชนะขนาดเล็กไว้เพื่อกินอาหาร เพื่อที่คุณจะได้ตักข้าวได้น้อยลง

5.เพิ่มอาหารเผ็ดในมื้ออาหารเพราะรสชาติที่เผ็ดร้อนของพริกจะช่วยให้ร่างกายคุณเพิ่มการใช้พลังงาน ในการเผาผลาญ และยังทำให้คุณดื่มน้ำมากเป็นการลดแคลอรีทางหนึ่ง

6.สั่งอาหารกับแกล้มแทนอาหารจานใหญ่ หากคุณต้องออกไปกินข้าวนอกบ้าน พยายามสั่งอาหารที่เป็นประเภทกับแกล้มมากิน ไม่ใช่อาหารจานใหญ่ เพราะมีแคลอรีน้อยกว่า แต่ต้องไม่ใช่อาหารประเภททอดเด็ดขาด

7.หยุดทันทีที่อิ่ม เมื่อกินข้าวไปได้ครึ่งจานแล้วรู้สึกอิ่มให้หยุดกินทันที เพราะการกินอาหารด้วยความเสียดายทำให้น้ำหนักคุณเพิ่ม

8.ลดปริมาณข้าวลงครึ่งหนึ่งของที่เคยตัก และพยายามนั่งกินให้ไกลจากหม้อข้าว และหม้อแกง เพื่อที่คุณจะได้ลำบากในการเดินไปตักใหม่หลายๆ รอบ

9.เปลี่ยนนิสัยในการตักอาหารเข้าปาก ตักให้ช้าลงรวมถึงเคี้ยวให้ช้าลง และนานขึ้นด้วยเพื่อที่คุณจะได้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

10.กินซีเรียลชิ้นใหญ่ๆ เพราะมันจะทำให้คุณอิ่มเร็วขึ้น และหนักท้องกว่าซีเรียลชิ้นเล็กๆ

11.นั่งกินเป็นที่ การนั่งกินที่โต๊ะอาหารนั้นดีที่สุด เพราะการเดินกินไม่เป็นที่ จะทำให้คุณกินมากแบบไม่รู้ตัว

อันที่จริงการเตรียมตัวเพื่อลดน้ำหนักนั้นไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่คุณมีความตั้งใจปฏิบัติจริงเท่านั้นก็จะเห็นผล

ผศ.(พิเศษ)ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top