วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
จากผลการสำรวจผลกระทบของการระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา2019 ต่อประชากรสูงอายุในประเทศไทยซึ่งดำเนินการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 โดยความร่วมมือระหว่างกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ประจำประเทศไทย และวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยพบว่าผู้สูงอายุที่ทำแบบสำรวจประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านสุขภาพ โดยผู้สูงอายุประมาณ 1 ใน 3 ระบุว่ามีรายได้ไม่เพียงพอในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 และ สัดส่วนของผู้สูงอายุที่มีรายได้หลักจากการทำงานลดจากร้อยละ 40 เหลือเพียงร้อยละ 22 เท่านั้น
จากผลการสำรวจ ผู้สูงอายุที่ทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ร้อยละ 81 ประสบอุปสรรคในการทำงานในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเป็นผลมาจากการระบาดใหญ่ของโควิด-19โดยในสัดส่วนดังกล่าว ร้อยละ 36 สูญเสียอาชีพ พื้นที่ค้าขาย หรือถูกปรับลดเงินเดือน โดยผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองประสบปัญหาเกี่ยวกับการทำงานมากกว่าผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตชนบท นอกจากนี้ ผู้สูงอายุยังมีรายได้จากการทำงาน บุตรและดอกเบี้ยเงินออม ลดลงในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19อีกด้วย

ในด้านสุขภาพ ร้อยละ 20 ของผู้สูงอายุระบุว่าตนเองมีอาการทางสุขภาพจิตอย่างน้อยหนึ่งอาการ เป็นบางครั้งหรือตลอดเวลาในช่วงระหว่างการระบาดใหญ่ของโควิด-19ซึ่งได้แก่ วิตกกังวล (ร้อยละ 57.2) ไม่อยากอาหาร (ร้อยละ47.3) เหงา (ร้อยละ 25) และ ไม่มีความสุข (ร้อยละ 23.3) สัดส่วนดังกล่าวทั้งหมดแตกต่างกันเล็กน้อยระหว่างผู้สูงอายุชายและหญิง แต่มีค่าสูงกว่าสำหรับผู้สูงอายุที่อยู่อาศัยในเขตเมืองเมื่อเปรียบเทียบกับเขตชนบท นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ตามลำพังมีแนวโน้มที่จะมีอาการเหงามากกว่าผู้สูงอายุที่มีลักษณะการอยู่อาศัยในรูปแบบอื่นๆ นอกจากนี้ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดระบุว่าได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการระบาดใหญ่ของโควิด-19 จาก โทรทัศน์/วิทยุ และสมาชิกในครอบครัว
ศ.ดร.วิพรรณ ประจวบเหมาะ คณบดีวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า นโยบายและมาตรการที่รัฐนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนและ
ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 ควรต้องคำนึงถึงประชากรสูงอายุที่ยังต้องการทำงานและพึ่งพารายได้จากทำงานในการดำรงชีวิต โดยการสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจเพื่อคุ้มครองผู้สูงอายุจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้เกี่ยวข้องเชิงนโยบายในหลายระดับเพื่อที่จะให้แน่ใจว่าผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองในช่วงเวลาวิกฤตด้วยเช่นกัน”
ดร.วาสนา อิ่มเอม หัวหน้าสำนักงาน UNFPA กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย ย้ำว่า เช่นเดียวกับสมาชิกอื่นๆ ในสังคม ผู้สูงอายุมีสิทธิตามสิทธิมนุษยธรรมทุกเรื่อง รวมถึงในช่วงเวลาระบาดใหญ่โควิด-19นี้ด้วย ไม่ควรคิดว่าการดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุเป็นภาระ เพราะผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรบุคคลที่สร้างคุณค่าและมรดกทางสังคม การดูแลเอาใจใส่ผู้สูงอายุจึงควรมาจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกในกลุ่มต่างๆ ของครอบครัวและสังคมภายใต้แนวทาง“สังคมอารีจากคนหลากหลายรุ่น” (intergenerational society)โดยแนวทางนี้จะเปิดโอกาสให้คนรุ่นเด็ก วัยรุ่น วัยทำงานและวัยสูงอายุเอง ได้มีโอกาสช่วยกันเติมเต็มบทบาทในการดูแลผู้สูงอายุและดูแลซึ่งกันและกัน และยังเป็นแนวทางที่สนับสนุนการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจสู่สังคมที่ยั่งยืนภายใต้เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลังอีกด้วย
ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา แม้ว่าประชากรในทุกกลุ่มอายุต่างมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโควิด-19 แต่จากหลักฐานเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงต่ออาการที่รุนแรงและการเสียชีวิตนั้นเพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้นด้วย ดังนั้น ประเทศที่มีโครงสร้างประชากรสูงวัยจึงมีโอกาสที่จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากยิ่งขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีโครงสร้างประชากรสูงวัยในสัดส่วนที่ค่อนข้างมาก
ทั้งนี้ สามารถอ่านบทสรุปผู้บริหารและอินโฟกราฟฟิกเกี่ยวกับการสำรวจได้ที่ https://thailand.unfpa.org/th/covid-op หรือ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี