วันพฤหัสบดี ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2569
เชื่อหรือไม่ว่า เพียงแค่เปิดตู้เสื้อผ้า คุณก็สามารถช่วยลดโลกร้อนได้ ใครจะคิดว่าเสื้อผ้าในตู้ของคุณ จะเป็นส่วนหนึ่งของสาเหตุการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพราะกว่าจะมาเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น ให้ได้เลือกซื้อและสวมใส่ ต้องผ่านกรรมวิธีมากมาย จากผืนดินสู่ผิวจากไร่ฝ้ายถึงผืนผ้า และจากคนปลูกจนถึงคนใส่ ซึ่งกระบวนการผลิตเสื้อผ้าต้องแลกมาด้วยผลกระทบต่อทั้งผู้คน ธรรมชาติ และสภาวะโลกร้อนอย่างมหาศาล แต่เราในฐานะผู้บริโภคกลับถูกตัดขาดและไม่เคยรู้ว่าสิ่งที่สวมใส่อยู่นั้นมีผลกระทบต่อวิกฤติทางภูมิอากาศที่ใหญ่เกินกว่าตู้เสื้อผ้าของเราอย่างไรบ้าง
เพื่อเป็นการสร้างการตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านแฟชั่นของผู้บริโภค บริติช เคานซิล จึงร่วมกับ แฟชั่น เรฟโวลูชั่น ไทยแลนด์ (Fashion Revolution Thailand) ชวนทุกคนมาร่วมหาคำตอบว่า “แค่เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านแฟชั่น จากการเลือกซื้อที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ก็สามารถขับเคลื่อนสังคมไปในทางที่ดีขึ้นได้จริงหรือไม่?”
ดร.พัชรวีร์ ตันประวัติ หัวหน้าฝ่ายศิลปะและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ บริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า เนื่องในโอกาสการเข้าสู่ปี 2021 ซึ่งเป็นปีที่สหราชอาณาจักร และอิตาลี ร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ในช่วงปลายปี 2021 ที่เมืองกลาสโกว์ สกอตแลนด์ เพื่อเป็นการตอบรับปีแห่งการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม อีกทั้ง ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านสิ่งแวดล้อมของสหราชอาณาจักร บริติช เคานซิล จึงได้ร่วมมือกับ แฟชั่น เรฟโวลูชั่น (Fashion Revolution) ประจำประเทศไทย เครือข่ายเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ให้อุตสาหกรรมแฟชั่นดีขึ้นทั้งในแง่ของสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการทำงานของทั้งสององค์กร เพื่อเข้าถึงคนรุ่นใหม่และผลักดันการปฏิวัติวิธีคิดจากเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy) ที่มีการผลิต บริโภค และทิ้ง เป็นหัวใจหลัก สู่ “เศรษฐกิจหมุนเวียน” (Circular Economy) เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมแฟชั่นให้เติบโตอย่างยั่งยืน ผ่าน นิทรรศการ “โฮมโกรว์น” (Homegrown) โดยภายในนิทรรศการมีการจัดแสดงสินค้าของกลุ่มศิลปินท้องถิ่นที่ทำงานร่วมกับบริติช เคานซิล ในโครงการ “คราฟท์ติ้ง ฟิวเจอร์” อาทิ กลุ่มไทลื้อวานีตา รวมถึงแบรนด์ภูคราม แมนคราฟท์โฟล์กชาร์ม KH Editionsฝ้ายจ๋ายาใจ ซึ่งมีการผลิตสินค้าที่เป็นไปตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ตลอดจนกิจกรรมเวิร์กช็อป “Circular design lab: closing the loops”
นางสาวกมลนาถ องค์วรรณดีผู้ประสานงานเครือข่ายแฟชั่น เรฟโวลูชั่นประจำประเทศไทย กล่าวเพิ่มว่าแฟชั่น เรฟโวลูชั่น ประจำประเทศไทย ได้เชื่อมโยงการทำงานกับกลุ่มศิลปินโครงการ “คราฟท์ติ้ง ฟิวเจอร์” ตลอดจนคนในวงการออกแบบ และผู้ที่มีความสนใจ ร่วมสร้างสรรค์นิทรรศการ “โฮมโกรว์น” (Homegrown)ซึ่งมีแนวคิดหลักที่ง่ายและเชื่อมโยงกับเรื่องใกล้ตัวของทุกคน เพียงเริ่มต้นที่การพิจารณาตู้เสื้อผ้าของตัวเอง โดยนิทรรศการได้เล่าเรื่องให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจถึงที่มาของเสื้อผ้าที่เราใส่อยู่เป็นประจำทุกวัน รวมถึงตระหนักรู้ว่ากระบวนการ กว่าจะเป็นเสื้อผ้าหนึ่งชิ้น ต้องผ่านการผลิตที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติมากมาย ทั้งดิน น้ำ อากาศ นอกจากนี้ นิทรรศการได้นำเสนอผลกระทบที่เกิดจากฟาสต์แฟชั่น (Fast fashion) ไปจนถึงภาพของอนาคตในการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการผลิตและบริโภคจากแบบเส้นตรงที่ผลิต-ใช้-ทิ้ง โดยเน้นปริมาณและความรวดเร็ว มาเป็นเศรษฐกิจแบบหมุนเวียน ที่ชุมชนระดับท้องถิ่นขนาดเล็กสามารถพึ่งพาตนเองและธรรมชาติ ในแนวคิด“farm to closet” ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบที่การสวมใส่เสื้อผ้าของเรามีต่อโลกได้จากข้อมูลพบว่าทุกๆ ปี ฟาสต์แฟชั่น (Fast fashion) ฝากขยะไว้ให้โลก92 ล้านตัน และถ้าภายใน 10 ปีนี้เรายังผลิตและบริโภคแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ โลกจะร้อนขึ้นเกินกว่า 1.5 องศา ซึ่งเป็นจุดที่ร้อนเกินกว่าระบบนิเวศและสิ่งมีชีวิตจะรับได้
นอกจากนี้ ภายในนิทรรศการยังมีไฮไลท์คือ กิจกรรมเวิร์กช็อป “Circular design lab: closing the loops” โดย กมลนาถ องค์วรรณดีซึ่งพัฒนาจากเวิร์กช็อปที่เธอได้เข้าร่วมในโครงการ Circular Futures Lab กับบริติช เคานซิล ที่กรุงลอนดอน เมื่อปี 2018 แนวคิดนี้มาจากบริษัท IDEO บริษัทที่ปรึกษาด้านนวัตกรรมชื่อดัง ร่วมกับ Ellen MacArthur Foundation องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนให้เกิดในระดับนานาชาติ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้สวมบทบาทเป็นดีไซเนอร์ ผ่านการลงมือทำกิจกรรมกลุ่ม ให้เลือกวัตถุดิบใกล้ตัวมาคิดใหม่ เรียนรู้ความต้องการของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเสื้อผ้า ไม่ว่าจะเป็น ความสวยงาม ประโยชน์ใช้สอย ฯลฯ
จากนั้นนำความต้องการในด้านต่างๆ มาระดมความคิดว่าจะออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างไร ผ่านวิธีคิดแบบ “การออกแบบหมุนเวียน” (CircularDesign Methodology) ซึ่งมีหลักการ 3 ข้อ ได้แก่ 1) การออกแบบกระบวนการผลิตทั้งวงจรโดยไม่ให้เกิดของเสีย หรือมลพิษ ที่จะส่งผลกระทบต่อธรรมชาติ 2)วัสดุที่นำมาใช้ จะต้องเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากที่สุด หรือเมื่อสิ้นสุดการใช้งานแล้วจะต้องสามารถนำกลับมาเป็นวัตถุดิบตั้งต้นได้ และ3)ใช้วัสดุในท้องถิ่นให้มากที่สุด เพื่อส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมใกล้ตัว ซึ่งวิธีคิดที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการทำเวิร์กช็อปนี้ สามารถนำไปออกแบบหรือปรับปรุงสินค้าและบริการ อีกทั้งเพิ่มความสามารถในการแข่งขันที่จะรองรับกับความต้องการใหม่ของโลกหลังโควิด-19 ที่ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ทางเลือก แต่คือทางรอด ซึ่งหัวใจหลักของเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมแฟชั่น คือ การส่งมอบคุณค่า ที่จะทำให้ทรัพยากรถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ตั้งแต่การเลือกวัสดุ (raw material) ไปจนถึงปลายทางของการผลิต (end of life)
และในโอกาสใกล้ปีใหม่กมลนาถ จึงชวนทุกคนมาตั้งปณิธานในการเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านแฟชั่นในปี 2021 ซึ่งกำลังจะเป็นปีแห่งการทำเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นดียิ่งขึ้นทั้งในด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย 5 เช็คลิสต์ง่ายๆ ดังนี้ 1.ชั่งใจว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อ จำเป็นจริงหรือไม่ -แน่นอนว่าการลดปัญหาโลกร้อนจากอุตสาหกรรมแฟชั่นที่ดีที่สุดคือ การไม่เพิ่มเสื้อผ้าใหม่ๆ ในตู้ ที่สักวันจะกลายเป็นของเสียที่ถูกทิ้ง หรือหากว่าอยากซื้อเสื้อผ้าใหม่จริงๆ อาจจะต้องกลับมาคิดให้มากยิ่งขึ้น ว่ามันจำเป็นจริงๆ และเราจะใช้มันอย่างคุ้มค่าจริงหรือไม่
2.กำหนดลิมิตตัวเองกับการซื้อเสื้อผ้า ในหนึ่งซีซั่น - ใครที่ไม่สามารถเลิกซื้อเสื้อผ้าได้จริงๆ วิธีนี้จะช่วยจำกัดปริมาณการซื้อเสื้อผ้าได้โดยการทำสัญญากับตัวเองว่าในซีซั่นหนึ่ง จะซื้อเสื้อผ้าไม่เกินกี่ชิ้น 3.สร้างทางเลือกซื้อเสื้อผ้ามือสอง หรือแลกเสื้อผ้ากันใส่ เทรนด์ใหม่ที่ต้องรีบตาม
3.นอกเหนือจากสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมแฟชั่น - การผลักดันให้เกิดการบริโภคอย่างสร้างสรรค์ (Creative consumption) ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสื้อผ้ามือสอง หรือการแลกเสื้อผ้ากันใส่ ไปจนถึงการชวนกันมามิกซ์แอนด์แมทช์เสื้อผ้าเก่าๆ ให้ออกมาเป็นชุดใหม่ได้โดยที่ไม่ต้องซื้อใหม่ ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้เราสนุกกับแฟชั่น ได้อย่างไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย
4.มองคุณภาพการใช้งานที่ยาวนานต้องมาก่อนความทันสมัย -เพราะฟาสต์ แฟชั่น หรืออุตสาหกรรมแฟชั่นที่มาไวไปไว เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน และด้วยความไวของกระแส ทำให้การผลิต การขนส่ง และจำหน่าย ต้องทำอย่างรวดเร็ว ในปริมาณมาก ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อคน และสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น การตัดสินใจซื้อที่คำนึงถึงคุณภาพ มาก่อนราคา และความทันสมัยจะช่วยยืดอายุการใช้งานเสื้อผ้า และลดผลกระทบที่ฟาสต์ แฟชั่น ทำต่อโลกเราได้
5.สนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นสร้างความแข็งแกร่งให้กับชุมชน-การสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่น นอกจากจะทำให้เม็ดเงินกลับมาสู่ชุมชน เกิดการกระจายรายได้อย่างแท้จริง ยังเป็นการสนับสนุนกระบวนการผลิตขนาดเล็ก ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ากระบวนการผลิตของแบรนด์ใหญ่ๆ นอกจากนี้ การซื้อเสื้อผ้าในท้องถิ่นยังเป็นอีกวิธีการสนับสนุนความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมใกล้ตัวในฐานะเครื่องมือที่จะช่วยฟื้นฟูความมั่นคงและความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสังคมโดยรวม
ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่บริติช เคานซิล ประเทศไทย โทร.02-6572211 และเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี