ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’  ภูมิสถานหอคำแห่งนครเชียงใหม่

ภูมิบ้าน ภูมิเมือง : ‘เวียงหน้าคุ้มแก้ว’ ภูมิสถานหอคำแห่งนครเชียงใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2564, 06.00 น.
Tag :

การเกิดขึ้นตั้งใหม่และเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทุกแห่งที่มีอำนาจ อาทิตย์นี้ได้ตามหา “เวียงแก้ว” ภูมิสถานที่น่าสนใจไปกับ คุณสายกลาง จินดาสุนักโบราณคดีคนเก่งของเมืองเชียงใหม่ ถึงการขุดตรวจพื้นที่เรือนจำเก่าของเมืองเชียงใหม่ และการพัฒนาพื้นที่ให้มีประโยชน์ ซึ่งมีการคิดอ่านกันหลากหลายไปตามตาเห็นและงบประมาณ แต่สิ่งที่พบหลังการขุดตรวจสำรวจข้อมูลภายหลังของกรมศิลปากรโดย หน่วยศิลปากรที่ ๘ นี่แหละที่ทำให้มีเรื่องราวที่ตาไม่เห็นจากใต้ดินมาเป็นข้อมูลหารือกัน ก่อนที่จะลงมือทำอะไรกันต่อให้เหมาะสมกับเรื่องราว ส่วนจะทำเพื่อบอกอะไรให้ดีงามนั่นแหละต้องว่ากันตามจริต คนไม่ว่ากัน 

สำหรับการขุดตรวจสำรวจนั้นทำให้พบข้อมูลทางโบราณคดีที่พบแนวอิฐวางตัวด้านทิศเหนือของพื้นที่โครงการ และเมื่อนำภาพทับซ้อนแผนที่มาดู จึงพบว่าแนวอิฐนี้น่าจะเป็นกำแพงที่แบ่งพื้นที่วังส่วนเหนือและส่วนใต้ รวมถึงยังพบแนวอิฐที่กลางบริเวณกลางพื้นที่โครงการกระจายหลายกลุ่มโดยอาคารเหล่านี้วางตัวเฉียงจากแนวแกนทิศตะวันออก-ตะวันตกไปทางเหนือ ๑๐ องศา เช่นเดียวกับแนวกำแพงด้านใต้และด้านเหนือที่พบ จนทำให้ “เวียงแก้วหรือคุ้มหลวงเวียงแก้ว” นี้ ถูกกล่าวถึงมากขึ้นทันที ข้อมูลเบื้องต้นบนดินนั้นประมาณเอาว่าเมื่อที่เจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ขึ้นครองเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๑๔ แล้วได้มีการรื้อหอคำของเจ้าหลวงองค์ก่อนไปปลูกถวายวัดในเชียงใหม่ และย้ายไปประทับอยู่ยังวังแห่งใหม่ บริเวณโรงเรียนยุพราชในปัจจุบัน ตามแผนที่โบราณนครเชียงใหม่ พ.ศ.๒๔๓๖ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพื้นที่เวียงแก้วอาจมิได้ใช้งานเป็นวังมาตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๔ หรือหลังจากนั้นแล้วพื้นที่เวียงแก้วก็ถูกกลับมาใช้งานอีกครั้งในสมัยเจ้าอินทวโรรส ยกให้ใช้เป็นเรือนจำมณฑลพายัพในราวปี พ.ศ.๒๔๕๑ ส่วนเรื่องใต้ดินนั้นยังรู้ไม่หมดต้องอาศัยข้อมูลตรวจสอบกันเท่าที่มี เช่นพงศาวดารโยนก กล่าวว่า ท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่ ได้กระทำการอุกอาจมิได้อ่อนน้อมต่อพระเจ้านครเชียงใหม่นั้นแล้ว ก็ชวนให้เชื่อว่า ท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่ที่กระทำการอุกอาจในคราวนั้นคงจะได้จัดค่ายซึ่งเป็นที่พำนักในบริเวณข่วงหลวงนั้นให้เป็นประดุจเมืองที่มีค่ายคูประตูหอรบพร้อมสรรพ ชาวนครเชียงใหม่ในเวลานั้นจึงคงจะเรียกค่ายพำนักของท้าวพระยารามัญผู้รั้งเมืองนครเชียงใหม่นั้นว่า “เวียงหน้าคุ้มแก้ว”


และเมื่อครั้งพระเมกุฏิสุทธิวงศ์ เจ้านครพิงค์เชียงใหม่ กับพระยากระมล ผู้ครองเมืองเชียงแสนร่วมกันคิดแข็งเมืองต่อกรุงหงสาวดี เมื่อปีชวดฉศก จุลศักราช ๙๒๖ (พ.ศ.๒๑๐๗) นั้น พระเจ้าหงสาวดีได้ยกกองทัพตีเมืองเชียงใหม่ได้ และเอาตัวพระเมกุฏิฯ และพระยากระมลส่งไปไว้กรุงหงสาวดีแล้ว ได้ตั้งราชเทวีเชื้อสายพระเจ้าเชียงใหม่ขึ้นเป็นพระวิสุทธิเทวี ให้ครองเมืองเชียงใหม่ร่วมกับขุนนางรามัญ ผู้เป็นข้าหลวงกำกับเมืองเชียงใหม่แล้ว ข้าหลวงพม่าผู้กำกับเมืองนครเชียงใหม่ก็คงจะพำนักอยู่ที่เวียงหน้าคุ้มแก้ว ซึ่งเป็นค่ายพักของพม่าต่อมาตราบจนนางพญาวิสุทธิราชเทวีถึงพิราลัยใน พ.ศ.๒๑๒๑ แล้ว เวียงหน้าคุ้มแก้วซึ่งปลูกสร้างด้วยไม้คงถูกปล่อยทิ้งและผุพังจนร้างรื้อถอนไป จากนั้นมาคำว่า “เวียงหน้าคุ้มแก้ว” คงเรียกกันเป็น “เวียงแก้ว” เมื่อพม่าครองเมืองนครเชียงใหม่ต่อมาจนถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ยกกองทัพมาตีเมืองเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๓๑๗ จนพม่าผู้รักษาเมืองนครเชียงใหม่ แตกพ่ายหลบหนีออกจากเมืองทางประตูช้างเผือกและพากันล้มตายเป็นจำนวนมาก เสร็จศึกคราวนั้นแล้วเมืองเชียงใหม่ก็ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลาช้านานกว่า ๒๐ ปี จนถึง พ.ศ.๒๓๓๗ พระเจ้ากาวิละ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้านครเชียงใหม่มาตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๒๕ จึงได้คุมไพร่พลจากเวียงป่าซางมาฟื้นฟูเมืองเชียงใหม่ แต่ในระหว่างนั้นคงจะได้สร้างบ้านแปลงเมืองพร้อมกับสร้างหอคำขึ้นประดับเกียรติยศไว้เป็นที่พำนักภายในพื้นที่ตอนเหนือของเวียงแก้วก่อน ครั้นวันพฤหัสบดี เดือน ๖ (เหนือ)ขึ้น ๑๒ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ.๒๓๓๙ พระเจ้ากาวิละจึงพร้อมด้วยญาติพี่น้องบุตรหลาน แสนท้าวพระยาทั้งปวง พากันยกครัวเรือนจากเวียงป่าซางเข้ามาถึงเมืองนครเชียงใหม่...กระทำประทักษิณรอบนครแล้ว เวลาจวนเที่ยงก็เข้าประตูช้างเผือกอันเป็นประตูด้านทิศอุดร ไปพักพลณ วัดเชียงมั่นอันเป็นที่ชัยภูมิแห่งนคร แรมในที่นั้นราตรีหนึ่ง รุ่งขึ้น ณ วันศุกร์ เดือน ๖ขึ้น ๑๓ ค่ำ เวลาสายจึงเข้าสู่นิเวศน์สถานที่อยู่อันสร้างไว้ภายในนครนั้น…” และพระเจ้ากาวิละได้พำนักอยู่ที่เวียงแก้วนั้นมาตราบจนพิราลัยใน พ.ศ.๒๓๕๖ ความสำคัญก็คงไม่ได้มีแค่นี้หากขยายบริเวณให้รอบทิศก็น่าจะคิดไกลไปอีกว่าสถานที่แห่งนี้อาจจะเป็นเวียงแก้วหรือข่วงหลวงของพระยามังรายเมื่อแรกมาสร้างเมืองเชียงใหม่คราวนี้แหละงานเข้าทั้งเมือง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top