วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
“ไขปัญหากับอายุรแพทย์ โดยราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย” วันนี้มาคุยกันต่อเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 มารู้จักกับวัคซีนที่เพิ่งได้รับอนุมัติจากองค์การอาหารและยาของประเทศไทยให้ใช้ในคนไทยเป็นตัวแรกกัน
วัคซีนของบริษัท แอสตร้าเซนเนก้า เป็นวัคซีนชนิดที่มีไวรัสเป็นตัวนำพา (viral vector) ใช้อะดีโนไวรัสที่ทำให้ฤทธิ์อ่อนลงไม่ทำให้เกิดโรค มาตัดต่อใส่สารพันธุกรรมของไวรัสโคโรนาลงไป เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกัน จากผลการศึกษาระยะที่ 1 และ 2 ที่ดูเฉพาะเรื่องภูมิคุ้มกันพบว่า มากกว่าร้อยละ 99 ในอาสาสมัคร 209 ราย ตรวจพบภูมิคุ้มกันหลังจากฉีดวัคซีน 14 วัน โดยไม่พบอาการข้างเคียงร้ายแรง
จึงนำมาสู่การศึกษาในระยะที่ 3 ในประเทศอังกฤษ แอฟริกาใต้และบราซิล มีผู้ที่เข้าร่วมการศึกษาประมาณ 23,000 ราย โดยจำนวนทั้งหมดนี้จะถูกติดตามความปลอดภัยของวัคซีน แต่มีเพียง 11,000 รายที่มีการติดตามประสิทธิภาพของวัคซีน (รายงานเบื้องต้นจนถึงเดือนพฤศจิกายน 2563 แต่การศึกษายังเก็บข้อมูลต่อ)ผู้เข้าร่วมการศึกษาส่วนใหญ่เป็นชาวยุโรป มีชาวเอเชียน้อยมาก และประมาณร้อยละ 80 เป็นบุคลากรทางการแพทย์ อายุ 18-55 ปี มีผู้ที่มีอายุมากกว่า 55 ปี ที่เข้าร่วมการศึกษาเพียงร้อยละ 3.8 บางรายมีโรคร่วมอื่นๆ เช่น โรคทางเดินหายใจ โรคหัวใจ และเบาหวาน แต่ไม่มีหญิงตั้งครรภ์ มีการติดตาม 3 เดือนครึ่งหลังจากที่ฉีดเข็มที่ 2 กลุ่มที่เปรียบเทียบจะได้น้ำเกลือหรือวัคซีนเมนิงโกค็อกคัส (หรือที่เรารู้จักว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือโรคไข้กาฬหลังแอ่น)
ผู้เข้าร่วมการศึกษาจะได้วัคซีน 2 เข็ม โดยเข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 4-12 สัปดาห์ (จริงๆ แล้ว ต้องฉีดห่างกัน 4 สัปดาห์ แต่ระหว่างการศึกษา โรงงานผลิตวัคซีนไม่ทัน ทำให้ผู้เข้าร่วมการศึกษาบางรายได้วัคซีนช้า) ผลการศึกษาพบว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเป็นโควิด-19 แบบไม่มีอาการ ร้อยละ 27 (แปลได้ว่าวัคซีนมีผลในการป้องกันการติดเชื้อได้น้อย เรายังคงต้องป้องกันตนเองต่อไป ทั้งการใส่หน้ากาก ล้างมือและการเว้นระยะห่าง) วัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเป็นโควิด-19 ที่มีอาการ ร้อยละ 70.4 (กลุ่มที่ได้วัคซีนจริงพบเป็นโควิด-19 ร้อยละ 0.5 ในขณะที่กลุ่มที่ได้วัคซีนหลอกเป็นโควิด-19 ร้อยละ 1.7) ถ้าวิเคราะห์ในผู้ที่ได้วัคซีนเข็มแรกขนาดต่ำและเข็มที่ 2 ขนาดปกติ (เกิดจากความผิดพลาดในการทำวิจัย) วัคซีนมีประสิทธิภาพร้อยละ 90 แต่ถ้าวิเคราะห์ในผู้ที่ได้วัคซีนทั้ง 2 เข็มขนาดปกติ วัคซีนมีประสิทธิภาพเพียงร้อยละ 62
วัคซีนลดอัตราการรักษาในโรงพยาบาลได้ร้อยละ 80ส่วนประสิทธิภาพในการลดอาการที่รุนแรง เช่น การนอนในหอผู้ป่วยวิกฤติ การเสียชีวิต และการใช้ออกซิเจนประเมินได้ยาก เพราะพบเหตุการณ์นี้ในการศึกษาน้อยพบผลข้างเคียงที่รุนแรงร้อยละ 0.65 มี 1 คน เป็นไขสันหลังอักเสบ ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นผลมาจากวัคซีนในขณะที่กลุ่มผู้ที่ได้ยาหลอกพบร้อยละ 0.76
ถ้าคิดเรื่องความคุ้มค่าพบว่าเมื่อฉีดวัคซีนชนิดนี้ให้ประชากร 1,000 คน จะสามารถป้องกันโควิด-19 แบบมีอาการได้เพียง 12 คน โดยตัวเลขนี้จะขึ้นกับอัตราหรือความชุกของโควิด-19 ในขณะที่ทำการศึกษา กล่าวคือ ถ้ามีผู้ป่วยที่เป็นโควิด-19 ในการศึกษามากกว่านี้ แล้วเกิดความแตกต่างของจำนวนผู้ป่วยที่เป็นโควิด-19 ในกลุ่มที่ได้
วัคซีนจริงและได้วัคซีนหลอกมากกว่านี้ จะทำให้ตัวเลขดูคุ้มค่ามากกว่านี้ และคงต้องคำนึงถึงราคาของวัคซีนด้วย
โดย ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี