วันศุกร์ ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569
โรคขี้เรื้อนขุมขนสุนัขหรือโรคขี้เรื้อนเปียก เป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยมีสาเหตุมาจาก ไรขี้เรื้อนขุมขน (demodex) ซึ่งมักอาศัยอยู่ตามรูขุมขนของสุนัข ลูกสุนัขมักได้รับเชื้อนี้จากแม่สุนัขในระยะ 48-72 ชั่วโมงหลังคลอด แต่จะไม่มีการติดต่อไปสู่สุนัขตัวอื่นเมื่อสุนัขมีอายุมากขึ้น ซึ่งต่างจากโรคขี้เรื้อนแห้งในสุนัข (canine scabies) ซึ่งสามารถติดต่อจากสัตว์ป่วยที่อยู่ใกล้ชิดกันได้
สุนัขปกติอาจพบไรขี้เรื้อนชนิดนี้เป็นปริมาณเล็กน้อยโดยไม่มีรอยโรค แต่พบว่าสุนัขที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ หรือมีโรคอื่นๆ ที่มีผลทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของสุนัขผิดปกติก็จะเกิดโรคขึ้นได้ โดยสุนัขที่เป็นโรคมักมีอาการขนร่วง ผิวหนังอักเสบแดงบริเวณรูขุมขน อาจพบมีสะเก็ดรังแคหรือคราบน้ำเหลืองเกาะอยู่ตามผิวหนังได้ โดยปกติแล้วโรคนี้จะไม่ทำให้สุนัขเกิดอาการคัน นอกจากเกิดการอักเสบที่รุนแรงมากหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนสุนัขจึงจะแสดงอาการคัน
.gif)
โรคขี้เรื้อนขุมขนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดคือ
1.โรคขี้เรื้อนขุมขนแบบเฉพาะที่: สัตว์จะมีอาการของโรคผิวหนังเพียงไม่กี่ตำแหน่งเท่านั้น โดยอาจพบเพียงมีอาการขนร่วงเป็นหย่อมๆหรือมีผิวหนังอักเสบที่ไม่รุนแรง อาจพบรอยโรคที่บริเวณใดๆ บนร่างกายก็ได้ แต่บริเวณที่มักพบคือรอบตา รอบปาก ศีรษะ ลำตัวและขาหลัง โรคขี้เรื้อนขุมขนชนิดนี้จะมีอาการของโรคที่ไม่รุนแรง ประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของสัตว์ป่วยจะหายได้เองโดยไม่จำเป็นต้องทำการรักษา โดยอีกประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์สามารถพัฒนาต่อไปเป็นโรคขี้เรื้อนขุมขนแบบกระจายทั่วตัวซึ่งจะมีอาการของโรคที่รุนแรงกว่า
2.โรคขี้เรื้อนขุมขนแบบกระจายทั่วตัว: เป็นโรคขี้เรื้อนขุมขนชนิดที่มีความรุนแรงมากกว่า มักมีรอยโรคเป็นบริเวณกว้างหรือหลายตำแหน่ง อาจพบรอยโรคที่บริเวณเท้าร่วมด้วย
.gif)
การวินิจฉัยโรค
สามารถทำการวินิจฉัยได้โดยการขูดตรวจผิวหนังชั้นลึกโดยต้องขูดให้มีเลือดออกเล็กน้อยเนื่องจากไรขี้เรื้อนชนิดนี้จะอาศัยอยู่ในรูขุมขนซึ่งอยู่ในผิวหนังชั้นลึก หรือถ้าสุนัขมีรอยโรคอยู่บริเวณที่ขูดตรวจได้ยากเช่นรอบตา อาจใช้วิธีดึงขนเพื่อมาส่องตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ ได้
*** สุนัขที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคขี้เรื้อนขุมขน ควรได้รับการตรวจหาโรคอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุหลักของโรคที่ทำให้สัตว์มีภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติแล้วจึงเกิดโรคขี้เรื้อนขุมขนตามมา เช่นภาวะไทรอยด์ต่ำ โรคตับแบบเรื้อรัง เป็นต้น
.gif)
การรักษา
การรักษาโรคขี้เรื้อนขุมขนมักจำเป็นต้องได้รับยาฆ่าไรขี้เรื้อนควบคู่ไปกับการรักษาตามอาการ เช่นการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อใช้ในการรักษาภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง และอาจให้แชมพูที่มีส่วนผสมของตัวยาที่มีฤทธิ์ในการทำความสะอาดลึกถึงรูขุมขน(follicular-flushing effect) เพื่อช่วยให้ยาฆ่าไรขี้เรื้อนสัมผัสถึงตัวไรขี้เรื้อนได้ดีขึ้นและยังมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียที่มักมีการติดเชื้อแทรกซ้อนด้วย
.gif)
สำหรับยาที่ใช้ในการรักษาไรขี้เรื้อนนั้นมีหลายรูปแบบทั้งรูปแบบยาทา ยากิน ยาฉีด หรือยาหยดหลัง ซึ่งการเลือกใช้ยาแต่ละชนิดจะมีข้อจำกัดและประสิทธิภาพในการรักษาที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของสัตวแพทย์ในการเลือกใช้ยาในรูปแบบต่างๆให้เหมาะสมกับอาการของสัตว์ ความรุนแรงของโรค ความสะดวกและสุขภาพของสัตว์เลี้ยงอีกด้วยครับ
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี