วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
สถานการณ์โลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกวัน บีบให้ธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่ต้องทิ้งตำราเก่าเปิดตำราใหม่ เข้าสู่โลกดิจิทัลที่ไม่ง่ายอีกต่อไป วิถีการใช้ชีวิตของผู้บริโภคในยุคใหม่ เร่งผลักดันให้เกิดการปรับตัวเพื่อหารายได้ตั้งแต่ต้นปีและเสริมสร้างเกราะป้องกันหันมาใส่ใจตัวเองทั้งด้านสุขภาพร่างกายและสภาพจิตใจ ต้นปีคนไทย “ความสุขทรงตัว” เน้นการจับจ่ายอย่างระวังช่วงเทศกาล ซึ่งเป็นโอกาสที่น่าตื่นเต้นของแบรนด์ต่างๆ ที่ควรเข้ามาจับเทรนโดยเร็ว
สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้ทำการศึกษาและคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2565 เพื่อเป็นแนวทางรับมือกับสิ่งที่กำลังเผชิญอยู่ในสังคมไทยปัจจุบัน
นางสาวชุติมา วิริยะมหากุล ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ สถาบันวิจัยความเป็นอยู่ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า กว่าระยะเวลา 2 ปี นับตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิด-19 ถึงแม้ทุกวันนี้สถานการณ์จะเริ่มดีขึ้นคนไทยได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงและมีความเข้าใจในการป้องกันตนเองที่เพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงปฏิเสธไม่ได้ว่า นี่คือปัญหาใหญ่ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับโรคนี้ให้ได้ จากผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคด้านการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทย ประจำเดือนกุมภาพันธ์ 2565 ซึ่งถือว่าเป็นผลสำรวจชิ้นแรกของปีนี้ พบว่า คนไทยส่วนใหญ่ระแวดระวังเรื่องการใช้จ่ายมาก ทำให้ภาพรวมการใช้จ่ายลดลง 4% เมื่อเทียบเท่ากับช่วงปลายปีที่ผ่านมา ในผลสำรวจครั้งนี้นักช้อปผู้ชายมีกำลังจับจ่ายคงที่ ยังคงเน้นการซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนนักช้อปผู้หญิงที่การใช้จ่ายที่ลดลง ผลพวงจากราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้นต้นปีในสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาน้ำมัน ผนวกกับเดือนธันวาคมที่ผ่านมาหลายแบรนด์กระตุ้นและดึงดูดด้วยโปรโมชั่นที่ลดสนั่น โดยเฉพาะสินค้าด้านความงามครองอันดับยอดขายสูงสุด ซึ่งสอดคล้องกับช่วงฤดูกาลที่ต้องดูแลสุขภาพผิวมากขึ้นเป็นพิเศษ ในขณะที่ความสุขของคนไทยยังคงที่ แต่โดยรวมแล้วคนไทยให้ความสำคัญเรื่องครอบครัวและสุขภาพอนามัย เพราะการมีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงนั้นจะช่วยป้องกันไวรัสโควิด-19
ผลสำรวจและคาดการณ์พฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในประเทศไทยประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2565 หากจำแนกเป็นช่วงอายุพบว่า อายุ 40-59 ปี มีแนวโน้มและความต้องการในการใช้จ่ายสูงขึ้น เน้นเรื่องความสุขของทุกคนในครอบครัว อีกทั้งยังเป็นช่วงเดือนแห่งความรัก ที่อยากจะมอบสิ่งของพิเศษให้กับคนรัก และหาเวลาในการผ่อนคลายความเครียดด้วยการท่องเที่ยวในประเทศ โดยมีข้อเสนอแนะที่น่าจับตามองถึงความต้องการในการใช้จ่ายของผู้บริโภคอยู่ 2 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นที่ 1 : คนไทยหันมาใช้จ่ายเพื่อผ่อนคลายและสร้างสุขภาพให้คนในครอบครัว สืบเนื่องจากความตึงเครียดจากสถานการณ์โควิด-19 อันยาวนาน เป็นโอกาสที่เหล่านักการตลาดเกิดการชักชวนผู้บริโภค ให้นึกถึงการดูแลตัวเองและครอบครัว รวมถึงการส่งต่อความรักในเดือนแห่งความรัก เพื่อเป็นการทดแทนการใช้จ่าย ลดการฟุ่มเฟือยและไตร่ตรองในการจับจ่ายเพิ่มขึ้น นอกนี้เรื่องสุขภาพนั้นก็สำคัญที่เราจะต้องสร้างภูมิคุ้มกันร่างกายเพื่อต่อต้านโรคที่อยู่รอบตัว การดูแลสุขภาพผิวกายในฤดูหนาวที่ต้องดูแลเป็นพิเศษไม่ว่าผู้หญิงและผู้ชาย และที่สำคัญที่สุดคือสุขภาพจิตใจที่ต้องปรับสภาพไปตามบรรยากาศรอบตัว
ประเด็นที่ 2 : วิถีชีวิตใหม่ที่เน้นใส่ใจเรื่องคุณภาพและความน่าเชื่อถือ สถานการณ์โควิด-19 และเจ้าตัวไวรัสทั้งเดลต้าและโอไมครอนที่มาใหม่ ส่งผลทำให้ผู้บริโภคหันมาช็อปปิ้งสินค้าออนไลน์มากขึ้น อีกทั้ง ยังมีโปรแรงจากดับเบิลเดย์ 11.11, 12.12 ที่ล่อตาล่อใจ รวมทั้งการไลฟ์สดขายของต่างๆ เปิดโปรโมชั่นกล่องสุ่มที่มาแรง แต่ก็เจอดราม่าจากผู้ค้าออนไลน์ที่ขายของไม่มีคุณภาพ หรือขายสินค้าปลอมหรือลอกเลียนแบบ ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบ รวมถึงใส่ใจเรื่องของ คุณภาพ วัตถุดิบ แหล่งที่มา หรือมีสถาบันที่น่าเชื่อถือออกมารองรับตามที่แบรนด์สินค้าต่างๆ ได้เคลมไว้ เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค
ครั้งนี้ทีมวิจัยได้จัด 10 อันดับ กลุ่มสินค้าที่ผู้บริโภคจับจ่ายมากที่สุด ดังนี้ 1. อาหารและเครื่องดื่ม 20% (+2%)
2. ของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวัน 13% (+3%) 3. โทรศัพท์มือถือ, สมาร์ทโฟน 11% (0%) 4. เสื้อผ้าและเครื่องประดับ 7% (0%) 5. ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม 6% (+3%) 6. ท่องเที่ยว 5% (-3%) 7. ตู้เย็น เครื่องใช้ไฟฟ้า 4% (-1%) 8. คอมพิวเตอร์, แท็บแล็ต 4% (-1%) 9. ทานอาหารนอกบ้าน 4% (+2%) 10. รองเท้า, กระเป๋า 3% (0%)
ด้าน นางสาวมนัสริน ณ ระนอง รองผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ บริษัท ฮาคูโฮโด แบงคอก กล่าวเสริมว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา ทีมผู้วิจัยได้นำเสนอเนื้อหาใหม่โดยคาดการณ์และจัด 5 อันดับสิ่งที่ให้ความสำคัญที่สุดในชีวิต ได้แก่ ครอบครัว 32% สุขภาพ 24% การงาน 12% ความมั่งคั่ง 11% และความสัมพันธ์ 5%
1.ด้านครอบครัว ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสถานการณ์แบบนี้ ที่จะต้องช่วยกันข้ามผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากและเอาแน่นอนอะไรไม่ได้ การใส่ใจดูแลกัน การได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันจะช่วยให้ทุกคนในครอบครัวได้ให้กำลังใจในการใช้ชีวิตด้วยความอบอุ่น 2.ด้านสุขภาพ คนส่วนใหญ่มองว่าเมื่อเรามีสุขภาพที่แข็งแรง ก็จะสามารถมีกำลังกาย และมีกำลังใจที่ดีตามไปด้วย สามารถทำงานหาเงินเพื่อมาดูแลครอบครัวได้โดยไม่ลำบาก โดยกลุ่มคนช่วงอายุ 50 ปี จะให้ความสำคัญเรื่องสุขภาพมาเป็นอันดับแรก 36% เพราะคนกลุ่มนี้รู้สึกว่า เมื่ออายุมากขึ้นยิ่งต้องใส่ใจเรื่องสุขภาพไม่ให้ตัวเองต้องเป็นภาระของใคร 3.ด้านการงาน กลุ่มคนช่วงอายุ 20 ปี ให้ความสำคัญกับเรื่องงานเป็นพิเศษ มากกว่าการดูแลสุขภาพ (16% vs 14%) ซึ่งคนกลุ่มนี้คิดว่าถ้าไม่มีงานก็จะไม่มีเงิน และจัดเป็นช่วงอายุที่อยู่ในการเริ่มต้นงานใหม่ หรืออยู่ในช่วงทดลองงานที่มีความเสี่ยงในด้านความมั่นคงจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อต้องการหางานที่สร้างความมั่นคงเพื่ออนาคตที่ดี
การสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในปี 2565 นี้ ทางสถาบันวิจัยความเป็นอยู่ ฮาคูโฮโด อาเซียน (ประเทศไทย) ได้มุ่งเน้นที่จะสร้างคอนเทนท์ที่มีความเข้มข้นขึ้น รวมถึงการเจาะลึกข้อมูลในมุมมองที่หลากหลายในสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญในชีวิตประจำวันมากที่สุดในแต่ละช่วงอายุ และมีคอนเทนท์ที่สร้างการมีส่วนร่วมกับคนไทยอย่างต่อเนื่อง โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/hakuhodohillasean
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี