วันจันทร์ ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2569
มูลนิธิรักษ์ตับ ร่วมกับ ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และมูลนิธิเครือข่ายมะเร็ง ได้จัดงาน Voice of Liver 2022: #ฟังเสียงตับรับมือมะเร็ง ครั้งที่ 2 เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับให้แก่คนไทย รวมไปถึงเพื่อเผยแพร่และรายงานการศึกษา “ต่อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งตับ…ยกระดับเส้นทางการรักษา (Surviving Liver Cancer - Improving the Disease Journey)” ที่สะท้อนความต้องการและอุปสรรคต่างๆ ที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งเซลล์ตับต้องเผชิญ รวมถึงเสียงของผู้ให้บริการทางการแพทย์ที่เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วย ในรายงานการศึกษาดังกล่าวยังประกอบด้วยข้อเสนอแนะ ซึ่งอาจเป็นแนวทางแก่ผู้กำหนดนโยบายที่ช่วยขยายโอกาสการเข้าถึงการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งเซลล์ตับ นอกจากนี้ ตัวแทนหน่วยงานและองค์กรต่างๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้ง ผู้ป่วยโรคมะเร็งเซลล์ตับ ยังให้เกียรติมาร่วมกันเสวนาหาทางออก เพื่อเพิ่มโอกาสการรักษาและสร้างความยั่งยืนด้านการรับมือกับโรคมะเร็งเซลล์ตับในระยะยาว
ในประเทศไทย เมื่อเทียบมะเร็งตับกับมะเร็งชนิดอื่นๆ พบว่ามีอุบัติการณ์สูงที่สุดอันดับ 1 อยู่ที่ร้อยละ 14.4 นอกจากนี้ สัดส่วนของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งตับมักเป็นผู้ป่วยชายมากกว่าผู้ป่วยหญิงถึง 2 เท่า โดยมีจำนวน 18,268 ราย และ 9,126 ราย ตามลำดับ ทั้งนี้ ชนิดของมะเร็งตับที่พบได้บ่อยและมากที่สุดคือ มะเร็งเซลล์ตับ (Hepatocellular carcinoma - HCC) ถึงร้อยละ 90 นอกจากนี้ อัตราการเสียชีวิตของประชากรไทยด้วยโรคมะเร็งตับยังมากที่สุดเป็นอันดับ 1 อีกด้วย อาจกล่าวได้ว่ามะเร็งตับไม่ได้เป็นภัยต่อสุขภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและสังคมจากการเจ็บป่วยเรื้อรังและการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากการสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ในวัยทำงาน ส่งผลต่อกำลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งเซลล์ตับ ได้แก่ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากซึ่งนำไปสู่โรคตับจากพิษสุราเรื้อรัง การสูบบุหรี่ การออกกำลังกายไม่เพียงพอที่นำไปสู่โรคอ้วน และการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนสารอะฟลาท็อกซิน โดยอาการที่พบบ่อยที่สุดของผู้ป่วยมะเร็งตับคือ อาการท้องอืด ท้องมาน น้ำหนักตัวลดลง และเบื่ออาหารโดยไม่ทราบสาเหตุ นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เป็นตับแข็งร่วมด้วยมักพบอาการสมองฝ่อตาหรือเล็บเหลือง และอวัยวะภายในร่างกายบวม อย่างไรก็ตาม ในบางครั้งผู้ป่วยอาจมีอาการเพียงเล็กน้อยจึงทำให้การวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งแพทย์สามารถใช้ตัวชี้วัดทางชีวภาพ การถ่ายภาพรังสี และการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจเพื่อเป็นแนวทางการวินิจฉัยโรคมะเร็งตับ
แนวทางการรักษาโรคมะเร็งตับแบ่งเป็น 3 วิธีหลักๆ ได้แก่ การรักษาด้วยเคมีบำบัด (Chemotherapy) ซึ่งเป็นแนวทางการรักษาที่ผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ที่รุนแรงทั้งระหว่างการให้ยาและช่วงพักการให้ยา; การรักษาด้วยยามุ่งเป้า (Targeted Therapy) ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งผ่านกลไกการยับยั้งการสร้างหลอดเลือดที่มาเลี้ยงมะเร็ง แต่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้หากผู้ป่วยได้รับยาติดต่อกันเป็นเวลานาน; และการรักษาด้วยยาภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) ซึ่งเป็นยาที่ออกฤทธิ์ในการเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยมักใช้ร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด และมีหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการที่แสดงให้เห็นถึงผลลัพธ์การรักษาที่ดี ช่วยยืดระยะเวลาปลอดโรค และช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ โดย นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า และรองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า กล่าวว่า “เนื่องจากมะเร็งเซลล์ตับเป็นโรคที่ผู้ป่วยมักพบในระยะลุกลาม ดังนั้น แนวทางการรักษาที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นปัจจัยสำคัญ แต่จากสถิติกลับพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดตามสิทธิประโยชน์ด้านยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเท่านั้น เพราะยังไม่สามารถเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาตามมาตรฐานสากลได้”
รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลศรีนครินทร์ และประธานมูลนิธิรักษ์ตับ ร่วมด้วย นพ.ภาสกร วันชัยจิระบุญ อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระปกเกล้า และรองประธานศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็ง โรงพยาบาลพระปกเกล้า และ พ.อ.ผศ.นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข อายุรแพทย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านโรคมะเร็งโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ได้ร่วมกันศึกษาและจัดทำรายงานการศึกษา “ต่อชีวิตผู้ป่วยมะเร็งตับ…ยกระดับเส้นทางการรักษา (Surviving Liver Cancer - Improving the Disease Journey)” เพื่อยกระดับเส้นทางการรักษาให้แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในประเทศไทย โดยวิเคราะห์ปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อโอกาสการเข้าถึงการรักษา การดูแลและการให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งเซลล์ตับ โดยสำรวจข้อมูลเชิงปริมาณในกลุ่มผู้ป่วย 92 คน แบ่งเป็นเพศชาย 72 คน และเพศหญิง 20 คน อายุระหว่าง 31-90 ปี และสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ป่วย 10 คน และแพทย์ 3 คน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - ธันวาคม พ.ศ. 2564 ผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นถึงข้อมูลด้านสุขภาพของผู้ป่วย วิเคราะห์ปัจจัยเชิงบวกและเชิงลบที่มีผลต่อการวินิจฉัยและการตัดสินใจเลือกแนวทางการรักษา รวมถึงนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความช่วยเหลือที่ผู้ป่วยยังไม่ได้รับตลอดระยะเส้นทางการรักษาเช่น การขาดความรู้เกี่ยวกับโรคมะเร็งตับและแนวทางการรักษาที่เหมาะสมความซับซ้อนทางโครงสร้างของระบบสาธารณสุข ความกังวลด้านค่าใช้จ่าย รายการยาที่บรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางแก่ผู้กำหนดนโยบาย
การศึกษาดังกล่าวยังมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนความคิดของผู้ป่วย ตลอดจนอุปสรรคที่ผู้ป่วยต้องเผชิญตลอดเส้นทางการรักษา ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 6 แนวความคิด ดังนี้ 1.ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ ส่วนใหญ่มักได้รับการวินิจฉัยที่ค่อนข้างล่าช้า ส่งผลให้โรคลุกลามและการพยากรณ์ของโรคแย่ลง 2.การเข้าถึงการรักษาด้วยยานวัตกรรมยังถูกจำกัด เนื่องจากยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามสิทธิการรักษา 3.แม้ผู้ป่วยรู้สึกพึงพอใจกับการรักษาและประสบการณ์การขอคำปรึกษา แต่ผู้ป่วยที่มีความรู้ด้านสุขภาพต้องการให้แพทย์ตอบคำถามของพวกเขามากกว่าที่เป็นอยู่ 4.ข้อมูลที่ให้กับผู้ป่วยควรปรับเปลี่ยนตามความเหมาะสม เพราะผู้ป่วยแต่ละคนมีความต้องการที่ไม่เหมือนกัน 5.ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับเผชิญความลำบากทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง 6.ผู้ป่วยโรคมะเร็งตับต้องการความช่วยเหลือหลายด้าน นอกเหนือจากการดูแลรักษาจากแพทย์เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ทางออกในการรับมือปัญหาโรคมะเร็งตับอย่างยั่งยืนในประเทศไทย ควรเริ่มตั้งแต่การเพิ่มการตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนต่อโรคมะเร็งตับ โดยสนับสนุนการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ หากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคดังกล่าวแล้ว ผู้ป่วยควรเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นด้านแนวทางการรักษา เพื่อช่วยประกอบการตัดสินใจรับแนวทางรักษาที่มีประสิทธิภาพและวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advanced Care Plan) ร่วมกันระหว่างผู้ป่วย แพทย์ และคนดูแล นอกจากนี้ โรงพยาบาลและหน่วยงานกำกับดูแลด้านสาธารณสุขยังต้องเพิ่มขีดความสามารถให้ทันกับความต้องการของผู้ป่วยในเขตพื้นที่ชุมชน ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มจํานวนบุคลากร เช่น การจัดตั้งทีมสหวิชาชีพในโรงพยาบาล เป็นต้น
ส่วนบทบาทของหน่วยงานภาครัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้อง การตั้งคณะกรรมการพิจารณาเพิ่มรายการยาในบัญชียาหลักแห่งชาติให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมการรักษาสามารถช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วยได้ รวมไปถึงการแสวงหากลไกทางเลือก (alternative mechanism) เพื่อเพิ่มแหล่งเงินทุน เช่น จัดตั้งกองทุนรักษาโรคมะเร็ง และการหาแนวทางในการบริหารกลไกการเบิกจ่าย เหนือสิ่งอื่นใด ความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาและความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงตัวแทนของผู้ป่วย ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะผลักดันแผนนโยบายสุขภาพรูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างความยั่งยืนและพัฒนาขีดความสามารถในการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในระยะยาว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี