วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
เมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วพูดถึงการรับประทานยาให้ถูกเวลา ทั้งการรับประทานยาก่อนและหลังอาหารให้ถูกวิธี ยังมียาอีกหลายชนิดที่มีวิธีการรับประทานที่เฉพาะเจาะจงกว่านั้น หากเรามีความเข้าใจและปฏิบัติตามวิธีการรับประทานยาได้อย่างถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษา
หลายครั้งเราอาจได้รับยาที่ฉลากระบุไว้ว่า ให้รับประทานก่อนนอน การรับประทานก่อนนอนนี้เป็นที่เข้าใจกันว่าคือการรับประทานก่อนนอน เป็นการรับประทานก่อนนอนในตอนกลางคืนเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่าต้องรับประทานยานี้ทุกครั้งที่นอน หากมีการนอนพักผ่อนในช่วงกลางวัน เราก็ไม่จำเป็นต้องรับประทานยานี้อีกครั้งมีบางท่านที่มีเวลานอนไม่ปกติ อาจจะเนื่องมาจากการทำงานที่ต้องทำงานเป็นกะ หากสงสัยว่าจะรับประทานยานี้อย่างไรดี เมื่อได้รับยาที่ฉลากเขียนว่าให้รับประทานก่อนนอนให้ขอปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้ง เพื่อการใช้ยาที่ถูกต้องและเพื่อให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ยาบางชนิดมีระบุที่ฉลากว่าให้รับประทานวันละครั้งอาจต้องพิจารณาให้ดีก่อน ในกรณีที่เป็นยาบรรเทาอาการทั่วไป และรับประทานเมื่อมีอาการ การรับประทานวันละครั้งอาจจะหมายถึงช่วงเวลาไหนของวันก็ได้ โดยทั่วไปอาจไม่มีผลเสียอะไรจากการรับประทานคนละช่วงเวลาในแต่ละวัน
หากเป็นยาที่จำเป็นต้องรับประทานต่อเนื่อง เราจะควรรับประทานวันละครั้ง ในช่วงเวลาเดียวกันของวัน เช่น ยาคุมกำเนิด หรืออาจจะเป็นระยะสั้นๆ เช่น ในกรณีของยาปฏิชีวนะ เพื่อให้ยาสามารถที่จะควบคุมระดับยาในเลือดได้อย่างคงที่ในทุกๆ วัน ยาถูกออกแบบมาให้มีออกฤทธิ์หรือมีผลการรักษาต่อเนื่องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง แต่หากเรารับประทานตอนเช้า วันต่อมารับประทานตอนเย็น อาจจะทำให้ระยะห่างในการรับประทานยามากเกินกว่า 24 ชั่วโมง ยาก็ไม่สามารถรักษาระดับยาในเลือดให้คงที่ได้ ทำให้ลดประสิทธิภาพในการรักษาไป
ในบางครั้ง เราอาจได้รับยาที่ไม่ได้ระบุให้รับประทานก่อนอาหาร หรือหลังอาหาร แต่ระบุให้รับประทานยาทุก 8 ชั่วโมง ยกตัวอย่างเช่น ยาปฏิชีวนะบางชนิด คำว่ารับประทานทุก 8 ชั่วโมง คือมีเป้าหมายให้เรารับประทานวันละ 3 ครั้งทุก 8 ชั่วโมง โดยไม่นำไปผูกกับมื้ออาหาร เพราะอาหารเช้า กลางวัน และเย็นของเรา อาจไม่ได้ห่างกัน8 ชั่วโมง และโดยเฉพาะระยะห่างระหว่างมื้อเย็นไปจนถึงมื้อเช้าวันรุ่งขึ้น อาจห่างกันกว่า 10-12 ชั่วโมงเลยด้วยซ้ำ ยิ่งในยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อที่เราต้องรักษาระดับยาให้ถึงระดับที่เชื้อไม่สามารถเติบโต หากเรารับประทานยาตามมื้ออาหารอาจจะทำให้ระดับยาในเลือดต่ำเกินไป จนทำให้อาการของโรคแย่ลงก็เป็นได้ เราจึงต้องคำนวณเวลาในการรับประทานยาให้ถูกต้อง และหากฉลากระบุให้รับประทานยาติดต่อกันจนหมด ก็ต้องปฏิบัติตามเพื่อให้เกิดภาวะเชื้อดื้อยาตามมา
นอกจากนี้ยังมียาอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้ผูกกับมื้ออาหาร แต่ไปผูกกับการเดินทางของเรา ยากลุ่มนี้คือยาป้องกันอาการเมารถหรือเมาเรือนั่นเอง เช่น ยาไดเฟนไฮดรามีน เราจะต้องรับประทานยาประเภทนี้ 30 นาทีก่อนออกเดินทางไม่ว่าจะเป็นการโดยสารแบบใด รถยนต์ เรือ หรือเครื่องบินให้นับเวลาครึ่งชั่วโมงก่อนที่ล้อจะหมุนหรือเรือจะแล่นออก หากรับประทานหลังจากนั้นอาจจะไม่เกิดประสิทธิภาพในการป้องกันเท่าที่ควร และหากการเดินทางในครั้งนั้นใช้เวลานานเราสามารถรับประทานซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง หากยังไม่ถึงปลายทาง
ในอีกประเด็นที่อยากจะกล่าวถึง คือยาที่รับประทานคนละเวลากับยาตัวอื่น เช่น ยาผงถ่าน (activated charcoal)หลายท่านอาจเคยใช้ยานี้ตอนที่อาหารเป็นพิษ หรือเพื่อรักษาอาการท้องเสีย เนื่องจากยาชนิดนี้ทำหน้าที่ในการดูดซับสารพิษ ถ้ารับประทานยาผงถ่านพร้อมกับยาชนิดอื่น ยาผงถ่านจะดูดซับยาตัวอื่นด้วย และขับถ่ายออกไปในที่สุด ทำให้ประสิทธิภาพในการรักษาลดลง ดังนั้นหากเราจำเป็นต้องรับประทานยา ยาผงถ่าน และมียาอื่นที่รับประทานอยู่เป็นประจำ เราเว้นระยะเวลาห่างของยาผงถ่านกับยาอื่นๆ โดยรับประทานห่างกัน 2-3 ชั่วโมง
จากตัวอย่างที่ยกมา จะเห็นว่ายาหลายชนิดก็มีวิธีการรับประทานที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ได้ประสิทธิผลในการรักษาที่ดีที่สุด เราต้องรับประทานยาให้ถูกเวลา ยาบางชนิดรับประทานเฉพาะเวลามีอาการ ยาบางชนิดรับประทานติดต่อกันจนหมด ยาบางชนิดต้องรับประทานตลอดชีวิตเนื่องจากโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ การอ่านฉลากให้ครบถ้วนสิ่งที่จะช่วยให้เราสามารถรับประทานยาได้ถูกต้อง และหากมีข้อสงสัย ให้ปรึกษาเภสัชกรก่อนใช้ยา
ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี