SHAWPAT ฝึกอบรม ‘การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน’ ให้พนักงาน รับมือภัยสุขภาพใกล้ตัว ‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน’

SHAWPAT ฝึกอบรม ‘การช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน’ ให้พนักงาน รับมือภัยสุขภาพใกล้ตัว ‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน’

วันจันทร์ ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2565, 06.00 น.
Tag :

ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่องค์กรและบริษัทต่างๆ เริ่มให้พนักงานกลับมาทำงานตามปกติ สิ่งสำคัญที่องค์กรต้องคำนึงถึงเมื่อพนักงานกลับเข้าออฟฟิศอีกครั้งก็คือภาวะสุขภาพของคนวัยทำงาน ไม่เพียงเฉพาะโรคอุบัติใหม่ แต่หลายครั้งภัยเงียบทางสุขภาพเกิดขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะสุขภาพหัวใจภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน (Sudden Cardiac Arrest หรือ SCA) เป็นอีกหนึ่งภัยเงียบใกล้ตัวที่ไร้สัญญาณเตือนที่คร่าชีวิตผู้คนมากมายในแต่ละปี และสามารถเกิดได้กับทุกคนในทุกที่ทุกเวลารวมถึงในที่ทำงาน การเตรียมแผนการสื่อสารด้านการปฐมพยาบาลที่เหมาะสมและการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมถึงการติดตั้งใช้งานอุปกรณ์ช่วยชีวิต เป็นสิ่งจำเป็นที่องค์กรและบริษัทต้องตระหนักถึงเมื่อเรากลับมาทำงานตามปกติอีกครั้ง เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ฯ (SHAWPAT) จึงได้ผนึกกำลังความร่วมมือกับศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) และบริษัท เจี่ยรักษา จำกัดจัดงานเสวนาหัวข้อ “AE D: กุญแจสำคัญสู่การรอดชีวิตของผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน” เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการปฐมพยาบาลโดยใช้เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ (Automated ExternalDefibrillator หรือ AED) และการติดตั้งเครื่อง AED ในพื้นที่ทำงานและอาคารต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นให้องค์กร พนักงาน และผู้เกี่ยวข้องได้รับความรู้ความเข้าใจในหลักการปฐมพยาบาลและการใช้เครื่อง AED อย่างถูกต้อง ปรับเปลี่ยนชุดเครื่องมือปฐมพยาบาลให้เหมาะสมและทันสมัย พร้อมแผนสื่อสารด้านการช่วยชีวิตผู้ป่วยขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปใช้เกณฑ์ปฏิบัติในระยะยาวต่อไป


อันตรายของภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน โดยเฉพาะในที่ทำงาน 

ภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน พบได้ในทุกช่วงอายุ แต่พบบ่อยในผู้ใหญ่วัยกลางคนที่มีอายุระหว่าง 30-40 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน โดยพบในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง 2 เท่า เป็นภาวะที่เกิดจากการที่หัวใจสูญเสียการทำงานกะทันหัน ทำให้หัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดออกซิเจนไปยังร่างกายได้อย่างเพียงพอ และทำให้เกิดภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่มีความอันตรายถึงชีวิตนายแพทย์คมชิต ชวนัสพร วิทยากรในฐานะสมาคมส่งเสริมความปลอดภัยและอนามัยในการทำงาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ฯจากศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) กล่าวเสริมเกี่ยวกับภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันในที่ทำงานว่า เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่ต้องรักษาทันที ด้วยการทำการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และใช้เครื่อง AED เมื่อจำเป็นเพื่อให้หัวใจกลับมาเต้นปกติ ซึ่งหากมีการใช้อย่างถูกต้องภายใน 3-5 นาที จะสามารถเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานเกินไป โอกาสรอดชีวิตก็ยิ่งลดลง เนื่องจากอวัยวะต่างๆ ขาดเลือดไปเลี้ยงนานเกินไปดังนั้น หากผู้ป่วยได้รับการปฐมพยาบาลอย่างทันท่วงที จะทำให้สามารถมีโอกาสรอดชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้

การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานตามหลัก “ห่วงโซ่แห่งการรอดชีวิต” (chain of survival) และการช่วยชีวิตผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันด้วยเครื่อง AED เป็นขั้นตอนสำคัญที่ทุกคนต้องรู้ โดยเฉพาะพนักงานในองค์กร โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติหรือ สพฉ. ได้แนะนำขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน ได้แก่ Early Access เมื่อพบผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้รีบโทรแจ้งขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่สายด่วน 1669 ทันที จากนั้น Early CPR เพื่อเริ่มช่วยชีวิตผู้ป่วยทันที โดยการนำผู้ป่วยนอนราบบนพื้นแข็งและกดที่กลางหน้าอกผู้ป่วยเพื่อนวดหัวใจ เหยียดแขนตึงตั้งฉากกับผู้ป่วย จากนั้นออกแรงกดให้ลึกประมาณ 2 นิ้ว กดต่อเนื่องและสม่ำเสมอด้วยอัตรา 100-120 ครั้งต่อนาที Early Defibrillation ในสถานการณ์ที่ทำ CPR อย่างเดียวไม่ได้ผล AED คือ เครื่องปฐมพยาบาลที่จำเป็นที่สุด เมื่อจำเป็นต้องใช้กระแสไฟฟ้าช่วยชีวิตผู้ป่วย ให้นำเครื่อง AED มาติดที่บริเวณหน้าอกของผู้ป่วยตามคำแนะนำที่บอกไว้ที่เครื่อง หยุดรอให้เครื่องวิเคราะห์ผู้ป่วย จากนั้นหากเครื่องแนะนำให้ทำการช็อกห้ามทุกคนสัมผัสตัวผู้ป่วยและกดช็อกที่ตัวเครื่อง AED เมื่อเสร็จแล้วให้กดหน้าอกผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง Early ACLS ทีมกู้ชีพที่ได้รับการประสานการช่วยเหลือ จะเป็นผู้ใช้วิธีช่วยชีวิตขั้นสูงอย่างรวดเร็วและนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลต่อไป Integrated Post Cardiac Arrest Care ดูแลผู้ป่วยหลังจากการทำ CPR อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นการให้ออกซิเจน การควบคุมระดับความดันโลหิตให้เหมาะสม ฯลฯ

นอกจากนี้ เครื่อง AED ถือเป็นอุปกรณ์ช่วยชีวิตที่มีความสำคัญในขั้นตอนการปฐมพยาบาล เนื่องจากช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้กับผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นกะทันหันได้ โดยคณะกรรมการแพทย์ฉุกเฉินได้ออกประกาศกำหนดให้การใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติเป็นการปฐมพยาบาลอีกขั้นตอนหนึ่ง ไว้สำหรับเริ่มต้นกระทำการรักษาชีวิตหรือช่วยเหลือผู้ป่วยภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน ขณะรอคอยปฏิบัติการแพทย์จากผู้ประกอบวิชาชีพ หรือผู้ช่วยเวชกรรม ณ ที่เกิดเหตุการณ์และขณะเคลื่อนย้ายผู้ป่วยฉุกเฉิน ทุกคนจึงสามารถใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าแบบอัตโนมัติได้ แต่จำเป็นต้องมีความรู้ในการช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยการปั๊มหัวใจหรือการทำ CPR ที่ถูกต้อง โดยการกดหน้าอกและการช่วยหายใจร่วมด้วย ดังนั้นในสถานประกอบการ พนักงานจะสามารถช่วยพนักงานด้วยกันได้ โดยจำเป็นต้องผ่านการอบรมเรื่องการทำ CPR และการใช้เครื่อง AED อย่างถูกต้องก่อน

องค์กรจำเป็นต้องมีแนวทางปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนแผนการสื่อสารและจัดฝึกอบรมขั้นตอนการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน เพื่อรับรองสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและสร้างสวัสดิภาพที่ดีให้แก่พนักงาน และเพื่อให้องค์กรมีความพร้อมในการรับมือกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันของพนักงาน โดยมีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสความสูญเสีย โดยแนวทางการสื่อสารด้านความปลอดภัยขององค์กร ควรประกอบด้วยโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) และการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าอัตโนมัติ (AED) ให้แก่พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นประจำ ซักซ้อมแผนการช่วยเหลือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินต่างๆ รวมถึงการติดตั้งใช้งานเครื่อง AED เป็นหนึ่งในอุปกรณ์ปฐมพยาบาลที่จำเป็นขององค์กร โดยให้มีการบำรุงรักษาเครื่อง การตรวจเช็คตามระยะ การซ่อมบำรุงให้เครื่องมีความพร้อมในการใช้งานได้ตลอดเวลา

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top