วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือชื่อทางการแพทย์ คือ coronary artery disease เกิดจากการมีตะกรันไขมันและหินปูนสะสมที่ผนังหลอดเลือดหัวใจ เมื่อสะสมมากถึงระดับหนึ่งจะส่งผลให้หลอดเลือดหัวใจตีบหรืออุดตัน และมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง ผู้ป่วยอาจมีอาการเจ็บแน่นหน้าอกเหนื่อยง่าย มีภาวะหัวใจวาย หรือบางรายอาจไม่มีอาการใดๆ โรคนี้เป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิตและทุพพลภาพของประชากรทั่วโลก โดยมีปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ดังนี้
1.ภาวะไขมันในเลือดสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ แนะนำให้ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยเน้นรับประทานผัก ผลไม้ ถั่วบางชนิด ธัญพืช ปลา บริโภคไขมันไม่อิ่มตัวในปริมาณที่เหมาะสม (เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันกาโนล่า เม็ดมะม่วงหิมพานต์ ถั่วอัลมอนด์ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง อะโวคาโด เป็นต้น) หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว (เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์ แปรรูป อาหารทะเล เนย เนยเทียม นม ชีส ไอศกรีม น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม กะทิ เป็นต้น) รวมถึงไขมันชนิดทรานส์ (เช่น มาการีน อาหารทอด เฟรนช์ฟรายส์ ฟาสฟู้ด โดนัท เค้ก เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว เป็นต้น)
2.การสูบบุหรี่ รวมถึงการได้รับควันบุหรี่มือสอง เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่สำคัญ ผู้ที่ยังสูบบุหรี่อยู่ควรได้รับ
คำแนะนำ และช่วยเหลือในการเลิกบุหรี่
3.โรคความดันโลหิตสูง แนะนำให้ลดการบริโภคเกลือ (ปริมาณไม่ควรเกิน 5 กรัมต่อวัน) ลดการรับประทานอาหารที่มีรสชาติเค็ม ลดการปรุงอาหารด้วยเกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส
4.โรคเบาหวาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารหรือขนมที่มีรสหวาน ผลไม้รสหวานส่วนอาหารจำพวกข้าว แป้ง ขนมปัง สามารถรับประทานได้แต่ในปริมาณที่น้อย หลีกเลี่ยงการปรุงอาหารด้วยน้ำตาลทุกชนิดและลดการบริโภคเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เป็นต้น
5.ภาวะอ้วน แนะนำให้ลดน้ำหนัก โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกาย ซึ่งจะช่วยควบคุมความดันโลหิต ระดับไขมันในเลือด และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน
6.ภาวะปัญหาด้านจิตใจและสังคม การมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่ดี การไม่มีที่พึ่งทางใจ ความเครียด ความวิตกกังวล โรคซึมเศร้าล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรค
นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิต โดยการออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอและปรับกิจกรรมในชีวิตประจำวันให้คล่องแคล่ว หรือมีกิจกรรมบ้างตลอดวันตามสภาพและความเหมาะสมของร่างกาย ก็มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค แม้ว่าในปัจจุบันมีการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วยการใช้ยาและการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนหรือใส่ขดลวด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ประชาชนทั่วไปควรตระหนักและมุ่งเน้นการป้องกันโรค โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวข้างต้นและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตมากกว่าการรอให้เกิดโรคและเกิดการสูญเสียที่สายเกินแก้
บทความโดย :- ศ.พญ.นิธิมา รัตนสิทธิ์
อายุรแพทย์โรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลศิริราช
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี