วันพฤหัสบดี ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569
โรคภูมิแพ้เป็นโรคที่พบบ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ จากสถิติพบว่าผู้ใหญ่ประมาณ ร้อยละ 20 เป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนสถิติในเด็กพบสูงกว่าผู้ใหญ่ประมาณ 2 เท่าดังนั้นคนทั้งสองกลุ่มจึงใช้ยาแก้แพ้กันมาก และพบว่าเป็นยาที่ใช้กันมานานกว่า 70 ปี ปัจจุบันมีการใช้ยานี้ตามคำสั่งแพทย์ นอกจากนั้นยังสามารถซื้อได้เองจากร้านยา ยาแก้แพ้บางชนิดเป็นยาสามัญประจำบ้าน สามารถซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป
ปัจจุบันมียาแก้แพ้กลุ่มใหม่ในตลาด แต่ก็มีข้อกังวลบางอย่างเกี่ยวกับผู้ป่วยบางกลุ่มที่ต้องใช้ยาแก้แพ้บางตัว
ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮิสตามีน (antihistamine) ออกฤทธิ์ต้านไม่ให้สารฮิสตามีนที่หลั่งออกมาเมื่อร่างกายพบเจอกับสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดการแพ้จับกับตัวรับ แล้วทำให้เกิดอาการแพ้ต่างๆ นานา เช่น อาการคัน น้ำมูก/น้ำตาไหล จาม ไอ เป็นต้น
ปัจจุบันยาต้านฮิสตามีนที่จำหน่ายในตลาดมี 2 รุ่นรุ่นที่หนึ่ง (first generation) ได้แก่ คลอเฟนิรามีน (chlorpheniramine: CPM), ไดเฟนไฮดรามีน (diphenhydramine), ไฮดรอกไซซีน (hydroxyzine) มีข้อดีคือราคาค่อนข้างถูก ออกฤทธิ์รวดเร็ว แต่ก็หมดฤทธิ์รวดเร็วเช่นกัน จึงเป็นยาที่มักต้องรับประทานมากกว่าวันละ 1 ครั้ง ยาแก้แพ้รุ่นแรกนี้มีข้อเสียหลายประการคือทำให้ง่วงซึม เพราะมีฤทธิ์กดระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนั้นยังมีฤทธิ์ต้านระบบระบบประสาทโคลิเนอร์จิค ทำให้ปากแห้ง คอแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะขัด จึงไม่ควรใช้ในผู้ที่ต้องการความตื่นตัว เช่น นักเรียน/นักศึกษาที่ต้องเรียนหรือสอบ คนที่ต้องขับรถ คนที่ทำงานกับเครื่องจักร หรือคนที่ทำงานบนที่สูงและเสี่ยงต่อการพลัดตก นอกจากนี้ไม่ควรใช้กับผู้ที่มีโรคประจำตัวจำพวกต้อหิน หรือต่อมลูกหมากโตเพราะยิ่งซ้ำเติมอาการของโรคเดิมให้รุนแรงมากขึ้นอีก
ยาแก้แพ้รุ่นที่สอง (second generation) มักถูกเรียกในท้องตลาดว่ายาแก้แพ้แบบไม่ง่วง (non-sedative antihistamine) ตัวที่นิยมใช้บ่อยๆ ได้แก่ ลอราทาดีน (loratadine) เซทิริซีน (cetirizine) เฟกโซเฟนาดีน (fexofenadine) เดสลอราทาดีน (Desloratadine) เลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) และ บิลาสทีน (Bilastine) เป็นต้น นอกจากจะพัฒนาให้ผลข้างเคียงที่ทำให้ง่วงซึมลดลงแล้ว ยังสามารถออกฤทธิ์ต้านอาการแพ้ได้นานขึ้น ยากลุ่มนี้จึงรับประทานเพียงวันละ 1 ครั้งเดียว ซึ่งเป็นจุดเด่นของยารุ่นนี้
นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบกับยาแก้แพ้รุ่นที่หนึ่ง แล้วยาในรุ่นที่สอง ยังมีความปลอดภัยมากกว่า เพราะฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางน้อยกว่า นอกจากจะทำให้ไม่ง่วงแล้ว การที่ยาถูกพัฒนาให้จำเพาะเจาะจงต่อเป้าหมายมากขึ้น ผลข้างเคียงลดลงและปลอดภัยมากขึ้น
ในปัจจุบันมีข้อมูลชี้ว่า การใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่หนึ่งอย่างต่อเนื่องมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคสมองเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ ทั้งนี้ เนื่องจากยาในกลุ่มนี้เข้าสมองได้ และมีผลต่อการทำงานของสารสื่อประสาทโคลิเนอร์จิค อย่างไรก็ตามยารุ่นใหม่ๆ มีราคาสูงกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยากลุ่มเก่าๆ โดยเฉพาะในรุ่นที่หนึ่ง
กลุ่มผู้ป่วยที่ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องใช้ยาแก้แพ้คือ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 อาจจะปลอดภัยมากกว่า อย่างไรก็ตามในเด็กช่วงอายุต่างกัน การใช้ยาแต่ละตัวจึงอนุญาตให้ใช้ได้ในระดับแตกต่างกัน เช่นบางตัวใช้ได้ตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป รวมถึงขนาดของยาด้วยเช่นกันโดยต้องพิจารณาว่าขึ้นอยู่กับน้ำหนักหรืออายุ
ดังนั้น การใช้ยาในเด็กทุกกรณีควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเพื่อความปลอดภัย ส่วนในผู้สูงอายุ ไม่ควรใช้ยาแก้แพ้รุ่นที่หนึ่ง เพราะนอกจากจะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้ง่วงซึม เสี่ยงต่อการหกล้ม ทำให้ปัสสาวะขัด ท้องผูก ฯลฯ แล้ว ด้วยลักษณะเฉพาะของผู้สูงอายุ ที่ตับไตเริ่มทำงานได้ลดลง มีโรคประจำตัวและใช้ยาหลากหลาย การเลือกใช้ยาแก้แพ้จึงควรตรวจสอบเรื่องปัญหายาตีกัน รวมถึงการปรับขนาดยาให้เหมาะสมกับการทำงานของตับไตด้วย แม้การใช้ยาแก้แพ้จะดูเป็นเรื่องปกติของหลายๆ คน และยังเป็นยาที่ใช้กันมานานแล้ว แต่ต้องไม่มองข้ามความปลอดภัยของการใช้ยาแก้แพ้
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ ผศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี