แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

แหวกฟ้าหาฝัน : เยือนหอศิลป์ Kunsthaus Zurich

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2566, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวแนวศิลป์ที่มาเยือน Zurich และมี Swiss pass อยู่ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นในเมือง ชิมอาหาร และช้อปปิ้งเท่านั้น คงต้องหาโอกาสมาเยือนKunsthaus ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของเมือง อีกทั้งยังสามารถเข้าฟรีได้ด้วย Swiss pass อีกต่างหาก Kunsthaus Zurich ที่มีพื้นที่กว่า 11,500 ตารางเมตร และเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในสวิสประกอบด้วยหมู่อาคาร 4 ส่วน ส่วนเก่าแบ่งเป็น 3 ปีก คือ Moserbau,Buhrlesaal และ Mullerbau ส่วนใหม่ที่ต่อเติม ก็คือ Chipperfield ที่เพิ่งเปิดทำการได้ในปี 2021

หอศิลป์นี้มีกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1787 เมื่อศิลปินและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะมาพบกันครั้งแรกและก่อตั้ง Zurich Artists’ Society ขึ้นต่อมาในปี 1813 สมาคมก็ได้เข้าครอบครองอาคารบนถนน Halseisengasse ซึ่งปัจจุบันคือ Kunstlergasse โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนล่วงหน้าจากกระทรวงพาณิชย์ แต่อาคารนี้กลับไม่เหมาะกับการจัดนิทรรศการภาพเขียน สมาคมจึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมในปี 1845 ภายใต้การออกแบบของ Gustav Albert Wegmann และเปิดทำการในปี 1847 แม้สมาคมจะลงทุนใหม่ แต่อาคารใหม่นั้นก็กลับยังไม่เหมาะทั้งกับการจัดเก็บผลงานศิลปะและการจัดนิทรรศการ สมาคมจึงตัดสินใจซื้ออาคารคอนเสิร์ตหลังเก่าที่เคยเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแต่ก็ไม่สามารถที่จะก่อสร้างตึกได้ จวบจนกระทั่งปี 1895 ได้เกิดการก่อตั้งสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปินขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อAssociation for the Visual Arts ขึ้นและได้ก่อตั้ง Kunstlerhaus ขึ้น ณ ตำแหน่งมุมถนน Talstrasse ตัดกับ Borsenstrasse และได้มีการจัดนิทรรศการเรื่อยมาจนเกิดการควบรวมกับสมาคมเก่าในอีก 1 ปีต่อมา


ความเพียรพยายามในการตามหาอาคารที่เหมาะสมในการจัดตั้งหอศิลป์ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Johann Heinrich Landolt สมาชิกสภา Zurich ได้ตัดสินใจเขียนพินัยกรรมขายบ้านในราคาถูกให้กับเมืองเพื่อทำหอศิลป์ แต่ภรรยาของเขาที่มีชีวิตอยู่กลับไม่ยอมออกจากบ้านตามพินัยกรรม และตัดสินใจให้สภาสร้างหอศิลป์ได้เฉพาะในบริเวณสวนโดยให้สร้าง ณ ตำแหน่ง Heimplatz เท่านั้น หอศิลป์ใหม่จึงได้ที่ทำการ ณ ตำแหน่งนั้นเทศบาลได้เริ่มดำเนินการประกวดแบบและตัดสินใจให้ Karl Moser เป็นผู้ออกแบบและควบคุมจนทำให้หอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ในอีก 2 ปีต่อมา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1906

ในปี 1909 Wilhelm Wartmannได้เข้ามาเป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์และได้ไต่เต้าจนเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ในอีก 17 ปีต่อมาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาวนานถึง 40 ปี เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ Edvard Munchศิลปินชื่อดังชาวนอร์เวย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1920เขาจึงได้รับงานของ Munch มาเป็นจำนวนมากจนทำให้หอศิลป์แห่งนี้เป็นหอศิลป์ที่มีผลงานของ Munch มากที่สุดในโลกเป็นรองแค่ในนอร์เวย์เท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ที่นี่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานมากยิ่งขึ้นไปอีก

นับจากนั้นมาหอศิลป์แห่งนี้ก็สะสมผลงานของศิลปินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลงานของ Albert Giacometti, Emil Georg Buhrle จนเทศบาลเมืองต้องตัดสินใจขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานอีกครั้งจำนวนมากด้วยการใช้เงินมากถึง 206 ล้านฟรังก์โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาค และอีกส่วนหนึ่งมาจากภาษีท้องถิ่นและมอบหมายให้ David ChipperfieldArchitects เป็นผู้ออกแบบในปี 2012 และเปิดทำการได้ในปี 2021 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนหอศิลป์แห่งนี้ควรเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากหอศิลป์นี้ใหญ่โตมาก และมีของจัดแสดงมากถึง 2 อาคารใหญ่ 4 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นใช้เวลาชมไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นการเยือนนักท่องเที่ยวคงรู้สึกเหมือนๆ กันว่าการได้มีโอกาสเยือนเมืองเศรษฐีนี้ดีจริงๆ ทั้งนี้ เพราะไม่เพียงอาคารจัดแสดงจะใหญ่โต และของจัดแสดงยังมีมากมายแล้วยังสามารถเข้าชมฟรีอีกต่างหากด้วย

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top