วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
นักท่องเที่ยวแนวศิลป์ที่มาเยือน Zurich และมี Swiss pass อยู่ คงไม่พอใจเพียงแค่เดินเล่นในเมือง ชิมอาหาร และช้อปปิ้งเท่านั้น คงต้องหาโอกาสมาเยือนKunsthaus ด้วย ทั้งนี้เพราะที่นี่เป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดของเมือง อีกทั้งยังสามารถเข้าฟรีได้ด้วย Swiss pass อีกต่างหาก Kunsthaus Zurich ที่มีพื้นที่กว่า 11,500 ตารางเมตร และเป็นหอศิลป์ที่ใหญ่ที่สุดในสวิสประกอบด้วยหมู่อาคาร 4 ส่วน ส่วนเก่าแบ่งเป็น 3 ปีก คือ Moserbau,Buhrlesaal และ Mullerbau ส่วนใหม่ที่ต่อเติม ก็คือ Chipperfield ที่เพิ่งเปิดทำการได้ในปี 2021
หอศิลป์นี้มีกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1787 เมื่อศิลปินและผู้ที่ชื่นชอบศิลปะมาพบกันครั้งแรกและก่อตั้ง Zurich Artists’ Society ขึ้นต่อมาในปี 1813 สมาคมก็ได้เข้าครอบครองอาคารบนถนน Halseisengasse ซึ่งปัจจุบันคือ Kunstlergasse โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนล่วงหน้าจากกระทรวงพาณิชย์ แต่อาคารนี้กลับไม่เหมาะกับการจัดนิทรรศการภาพเขียน สมาคมจึงตัดสินใจก่อสร้างอาคารใหม่บนพื้นที่เดิมในปี 1845 ภายใต้การออกแบบของ Gustav Albert Wegmann และเปิดทำการในปี 1847 แม้สมาคมจะลงทุนใหม่ แต่อาคารใหม่นั้นก็กลับยังไม่เหมาะทั้งกับการจัดเก็บผลงานศิลปะและการจัดนิทรรศการ สมาคมจึงตัดสินใจซื้ออาคารคอนเสิร์ตหลังเก่าที่เคยเป็นอาคารตลาดหลักทรัพย์มาก่อนแต่ก็ไม่สามารถที่จะก่อสร้างตึกได้ จวบจนกระทั่งปี 1895 ได้เกิดการก่อตั้งสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับศิลปินขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อAssociation for the Visual Arts ขึ้นและได้ก่อตั้ง Kunstlerhaus ขึ้น ณ ตำแหน่งมุมถนน Talstrasse ตัดกับ Borsenstrasse และได้มีการจัดนิทรรศการเรื่อยมาจนเกิดการควบรวมกับสมาคมเก่าในอีก 1 ปีต่อมา
.jpg)
ความเพียรพยายามในการตามหาอาคารที่เหมาะสมในการจัดตั้งหอศิลป์ยังคงดำเนินต่อไป เมื่อ Johann Heinrich Landolt สมาชิกสภา Zurich ได้ตัดสินใจเขียนพินัยกรรมขายบ้านในราคาถูกให้กับเมืองเพื่อทำหอศิลป์ แต่ภรรยาของเขาที่มีชีวิตอยู่กลับไม่ยอมออกจากบ้านตามพินัยกรรม และตัดสินใจให้สภาสร้างหอศิลป์ได้เฉพาะในบริเวณสวนโดยให้สร้าง ณ ตำแหน่ง Heimplatz เท่านั้น หอศิลป์ใหม่จึงได้ที่ทำการ ณ ตำแหน่งนั้นเทศบาลได้เริ่มดำเนินการประกวดแบบและตัดสินใจให้ Karl Moser เป็นผู้ออกแบบและควบคุมจนทำให้หอศิลป์สามารถเปิดทำการได้ในอีก 2 ปีต่อมา ในวันที่ 15 กรกฎาคม 1906
ในปี 1909 Wilhelm Wartmannได้เข้ามาเป็นภัณฑารักษ์ในหอศิลป์และได้ไต่เต้าจนเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์ในอีก 17 ปีต่อมาและดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการยาวนานถึง 40 ปี เขาเป็นเพื่อนสนิทกับ Edvard Munchศิลปินชื่อดังชาวนอร์เวย์ตั้งแต่ต้นทศวรรษที่ 1920เขาจึงได้รับงานของ Munch มาเป็นจำนวนมากจนทำให้หอศิลป์แห่งนี้เป็นหอศิลป์ที่มีผลงานของ Munch มากที่สุดในโลกเป็นรองแค่ในนอร์เวย์เท่านั้น อีกทั้งยังทำให้ที่นี่ต้องเพิ่มพื้นที่ในการจัดแสดงผลงานมากยิ่งขึ้นไปอีก
.jpg)
นับจากนั้นมาหอศิลป์แห่งนี้ก็สะสมผลงานของศิลปินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผลงานของ Albert Giacometti, Emil Georg Buhrle จนเทศบาลเมืองต้องตัดสินใจขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานอีกครั้งจำนวนมากด้วยการใช้เงินมากถึง 206 ล้านฟรังก์โดยส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาค และอีกส่วนหนึ่งมาจากภาษีท้องถิ่นและมอบหมายให้ David ChipperfieldArchitects เป็นผู้ออกแบบในปี 2012 และเปิดทำการได้ในปี 2021 นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนหอศิลป์แห่งนี้ควรเผื่อเวลาไว้ไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากหอศิลป์นี้ใหญ่โตมาก และมีของจัดแสดงมากถึง 2 อาคารใหญ่ 4 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นใช้เวลาชมไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นการเยือนนักท่องเที่ยวคงรู้สึกเหมือนๆ กันว่าการได้มีโอกาสเยือนเมืองเศรษฐีนี้ดีจริงๆ ทั้งนี้ เพราะไม่เพียงอาคารจัดแสดงจะใหญ่โต และของจัดแสดงยังมีมากมายแล้วยังสามารถเข้าชมฟรีอีกต่างหากด้วย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี