วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
ปัจจุบันพบว่าคนทั่วไปมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคตับเรื้อรัง หรือบางคนเป็นมากจนเป็นตับแข็งได้บ่อย เช่น การดื่มสุรา การติดเชื้อทั้งไวรัสตับอักเสบบีและซีโดยเฉพาะที่มากับความอ้วนเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ที่เรียกว่าไขมันพอกตับ เป็นต้น การรับประทานอาหารนับว่าเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจผู้ป่วยตับแข็ง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะขาดสารอาหารหรือทุพโภชนาการ (malnutrition) มากขึ้น โดยพบภาวะนี้ได้ถึง 50-90% ของผู้ป่วยตับแข็ง และเมื่อขาดสารอาหารจะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนมากขึ้นทั้งการติดเชื้อ การทำงานของตับที่แย่ลง รวมถึงเพิ่มอัตราการตายอีกด้วย
สำหรับอาหารที่ควรรับประทานในผู้ป่วยตับแข็ง คือ อาหารที่ดีต่อสุขภาพคล้ายคนทั่วไป แต่จะมีบางจุดที่ต้องใส่ใจได้แก่ ควรรับประทานอาหารที่หลากหลายให้ครบมื้อ ไม่งดอาหารโดยไม่จำเป็น เน้นการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ โดยความต้องการโปรตีนต่อวันในผู้ป่วยตับแข็งจะมากกว่าคนทั่วไปคือเพิ่มจาก 0.8-1 กรัม/น้ำหนักตัว1 กิโลกรัม/วัน เป็นอย่างน้อย 1.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม/วัน เนื่องจากผู้ป่วยตับแข็งจะมีโอกาสสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเกิดภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) มากขึ้น ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่หนัก 50 กิโลกรัม จะต้องการโปรตีนอย่างน้อย 60 กรัมต่อวัน โดยเนื้อสัตว์สุก 2 ช้อนโต๊ะหรือ 30 กรัม หรือไข่ 1 ฟอง หรือนม 1 แก้ว จะมีโปรตีนประมาณ 7 กรัม นอกจากนี้ควรเลือกรับประทานอาหารที่สุกสะอาด เลี่ยงอาหารทะเลที่ไม่สุก เช่น หอยนางรมสด เนื่องจากอาจเกิดการติดเชื้อที่รุนแรงได้ เลี่ยงอาหารแห้ง เช่น ถั่วลิสง พริกแห้ง ข้าวโพด กระเทียม ที่เก็บรักษาไม่ดี เนื่องจากอาจมีสารอะฟลาท็อกซิน (Aflatoxin) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้
สำหรับผู้ป่วยตับแข็งที่รับประทานอาหารได้น้อย สงสัยภาวะขาดสารอาหาร โดยเฉพาะในผู้ป่วยตับแข็งระยะท้าย อาจสังเกตได้จากมีดัชนีมวลกายน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร มีน้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจมากกว่า 5% ในระยะเวลาน้อยกว่า 6 เดือน หรือมากกว่า 10% ในระยะเวลามากกว่า 6 เดือน หรือรับประทานอาหารได้น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของปกติมากกว่า 1 สัปดาห์ขึ้นไป ควรปรึกษาแพทย์เพื่อให้การดูแลรักษาทางโภชนาการที่เหมาะสม เบื้องต้นควรรับประทานอาหารบ่อยขึ้นไม่ควรให้มีระยะเวลาอดอาหารนานเกินไป เนื่องจากจะทำให้สูญเสียมวลกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มการรับประทานอาหารมื้อดึกหลัง 2 ทุ่ม รับประทานมื้อเช้าให้ไม่สายเกิน٠7.00 หรือ ٠8.00 น. เพิ่มการรับประทานอาหารมื้อว่างสายหรือบ่าย ผู้ป่วยที่ยังรับประทานได้ไม่เพียงพอ อาจพิจารณารับประทานอาหารทางการแพทย์ โดยอาจใช้สูตรทั่วไป ดื่มเสริมเป็นมื้อดึกหรือระหว่างวัน โดยแพทย์อาจพิจารณาใช้อาหารทางการแพทย์สูตรโรคตับในผู้ป่วยบางรายที่เหมาะสมได้
ผู้ป่วยตับแข็งที่มีน้ำในช่องท้องควรจำกัดการรับประทานเกลือโซเดียม โดยไม่ควรรับประทานเกิน 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเท่ากับเกลือแกงประมาณ 1 ช้อนชา หรือน้ำปลา 4 ช้อนชา อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ป่วยรับประทานอาหารได้น้อย อาจปรุงรสอาหารได้บ้างเพื่อให้รับประทานอาหารได้เพิ่มขึ้น ผู้ป่วยตับแข็งไม่ควรซื้อวิตามิน สมุนไพร หรืออาหารเสริมรับประทานเอง เนื่องจากอาจทำให้ตับหรือไตแย่ลงได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์นริศร ลักขณานุรักษ์
สาขาวิชาโภชนาการคลินิก ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี