วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
ประเทศไทยนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักเดินทางจากทุกมุมโลกแล้ว ประเทศไทยยังเป็นอีกจุดหมายปลายทางสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มไฮเอนด์ ซึ่งส่วนใหญ่เน้นมาท่องเที่ยวควบคู่กับการดูแลรักษาสุขภาพ หรือที่เรียกว่า “การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์” (Medical Tourism) โดยตลาดการท่องเที่ยวรูปแบบนี้จะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สอดรับกับการประเมินของ Global Wellness Institute ได้ระบุไว้ว่า การท่องเที่ยงเชิงสุขภาพจะกลับมาเติบโตแบบก้าวกระโดดจากปีนี้ไปอีกหลายปี โดยเติบโตเฉลี่ยสูงถึงปีละ 20.9 เปอร์เซ็นต์ และจะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 ประกอบกับล่าสุดรัฐบาลได้ประกาศใช้มาตรการ “ฟรีวีซ่า” สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2566 - กุมภาพันธ์ 2567 นับเป็นแรงสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นหมุดหมายสำคัญในการต้อนรับนักท่องเที่ยวกลับมาในช่วง High Season

นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์
นพ.นัทธพงศ์ จิรุระวงศ์ ประธานบริษัท และผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ Dr.TATTOF กล่าวว่า “Dr.TATTOF ในฐานะผู้นำคลินิกเวชกรรมด้านการลบรอยสัก มาตรฐานระดับสากล ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) ต้อนรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายังประเทศไทย เพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง ด้านบริการสุขภาพ Dr.TATTOF พร้อมใช้ความรู้ ความสามารถการเป็นผู้นำอันดับ 1 ในภาคพื้นเอเชีย-แปซิฟิก ด้านการลบรอยสักให้บริการกับผู้ที่ต้องการลบรอยสัก รวมถึงนักท่องเที่ยวกลุ่ม Medical Tourism ภายใต้ Concept ลบทุกรอยที่อยากลืม”
Dr.TATTOF นอกจากจุดแข็งในการให้บริการลบรอยสักแล้ว Dr.TATTOF ยังให้บริการลบรอยแผลเป็น ลบรอยแตกลาย ลบรอยดำคล้ำ ลบรอยด่างขาว ลบปานดำ ปานแดง สลายไขมัน กำจัดขนถาวร และการลบรอยหลุมสิว ด้วยทีมแพทย์ที่มากประสบการณ์และเครื่องมือเลเซอร์ที่ปลอดภัยและทันสมัย ทั้งนี้เพื่อให้สอดรับกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนที่ทยอยเดินทางเข้ามาในประเทศไทย ประกอบกับข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยที่ได้รวบรวมสถิตินักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาประเทศไทยตั้งแต่เดือนมกราคม - สิงหาคม 2566 พบว่า ส่วนใหญ่เดินทางมาจากประเทศในแถบภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกว่า 12 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีนมากถึง 2.7 ล้านคนจาก 12 ล้านคนในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิกฟิก
5 เหตุผลดันประเทศไทยตอบโจทย์นักท่องเที่ยว
จากข้อมูลของ Medical Tourism Index (MTI) 2020-2021 Global Destination ระบุชัดเจนว่า อุตสาหกรรม Medical Tourism ของประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเข้าใช้บริการทางการแพทย์ โดยประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 5 จากทั้งหมด 46 ประเทศ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
บุคลากรทางการแพทย์ แพทย์ไทยมีความรู้ความสามารถได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ส่วนใหญ่ได้รับคุณวุฒิการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ในสหรัฐอเมริกา และประเทศอังกฤษ และมีความใส่ใจในทุกขั้นตอนของการรักษา
สถานพยาบาล ประเทศไทยมีสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลจำนวนมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน โดยมีมาตรฐาน American Accreditation Commission International (AACI) รับรองว่าสถานพยาบาลแห่งนั้น มีความปลอดภัยในเรื่องสิทธิของผู้เข้ารับบริการ ความปลอดภัยในการผ่าตัดหรือทำหัตถการ ความปลอดภัยในเรื่องการจ่ายยา รวมถึงมีบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความรู้ ความสามารถ มาตรฐาน AACI ยังเป็นการรับรองว่าองค์กรมีการพัฒนาและรักษามาตรฐานในการให้บริการอย่างสม่ำเสมอ
ค่ารักษา มีค่ารักษาพยาบาลที่สมเหตุสมผล นักท่องเที่ยวมีกำลังในการใช้จ่ายได้
เทคโนโลยีการรักษา ประเทศไทยมีเทคโนโลยีเครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย สามารถนำมาพัฒนาบริการและเกิดการใช้งานได้จริง
แหล่งท่องเที่ยว ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในการดึงดูดชาวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาภายในประเทศ ทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะวัฒนธรรมที่งดงาม รวมถึงภูมิทัศน์ที่สวยงามของทะเลและชายหาดบนผืนแผ่นดินไทย
Dr.TATTOF ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งพาไทยมุ่งสู่ การเป็น “Medical Tourism” สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Line Official Account : @dr.tattof เฟซบุ๊ก : Dr.TATTOF หรือเว็บไซต์ www.drtattof.com ตลอด 24 ชั่วโมง
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี