วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2569
วันที่ 14 พฤศจิกายนของทุกปีถูกกำหนดให้เป็นวันเบาหวานโลก เพื่อให้คนตระหนักถึงความสำคัญของโรคเบาหวานอันเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญระดับโลก องค์การอนามัยโลกระบุว่าทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานอยู่ 422 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 3.3 ล้านคน ซึ่งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาปีละกว่า 47,000 ล้านบาท
เหตุที่คนไทยเรียกโรคนี้ว่าเบาหวานก็เพราะในปัสสาวะของผู้ป่วยโรคนี้มีน้ำตาลปนออกมา ซึ่งก็หมายความว่าน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยจะต้องสูงมากจนปัสสาวะออกมาหวานจนมดมา
สาเหตุที่แท้จริงของโรคเบาหวานก็คือฮอร์โมนอินสุลิน ที่ทำหน้าที่นำน้ำตาลที่ร่างกายรับจากอาหารไปใช้เป็นพลังงานมีไม่เพียงพอ หรือร่างกายเกิดภาวะดื้อต่ออินสุลินจนนำน้ำตาลไปใช้ไม่ได้ ทำให้น้ำตาลตกค้างอยู่ในเลือดสูง ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานต่อเนื่องตามมา อาทิ ไตเสื่อม หลอดเลือดสำคัญๆ เช่น หลอดเลือดสมองและหลอดเลือดหัวใจตีบปลายประสาทอักเสบทำให้เกิดอาการมือเท้าชาจอประสาทตาเสื่อม ภูมิต้านทานโรคต่ำลง แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย อย่างที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินคำพูดทีเล่นทีจริงว่าหวานตัดขา ซึ่งก็มีที่มาจากความจริงที่ว่าพอเป็นเบาหวาน เท้าอาจจะชาจนไปเหยียบของมีคมที่สกปรกจนเกิดแผลแล้วผู้ป่วยไม่รู้ตัว จนแผลที่เกิดขึ้นติดเชื้อลุกลาม ไม่หายส่งผลให้ต้องตัดเท้า หรือขาทิ้งไปเพื่อรักษาชีวิตของผู้ป่วยไว้
ปัญหาก็คือ เบาหวานเป็นโรคที่ในระยะแรกไม่มีอาการ ทำให้ผู้ป่วยไม่ค่อยรู้ตัวเลยไม่ได้ไปพบแพทย์ อันที่จริงเวลาน้ำตาลในเลือดสูงถึงระดับหนึ่ง ผู้ป่วยจะมีอาการหิวบ่อยกินจุแต่น้ำหนักลด กระหายน้ำ ดื่มน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลากลางคืน ติดเชื้อบ่อย แผลหายช้า
แต่ทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นผู้ป่วยมักไม่ทันสังเกต จะมารู้ตัวกันอีกทีก็เมื่อถึงกำหนดการตรวจสุขภาพประจำปีแล้วพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินเกณฑ์ไปเสียแล้ว เผลอๆ อาจจะพบพร้อมกับภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานอย่างอื่นร่วมด้วยไปแล้ว เช่น จอประสาทตาเสื่อม ชาจากปลายประสาทอักเสบ เป็นต้น ดังนั้น การหมั่นสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้น การหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นมาตรการสำคัญในการค้นหาโรคเบาหวานในระยะเริ่มต้น เพื่อรีบรับการรักษาที่เหมาะสมเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จากเบาหวาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ยาลดความดันเลือดที่มีผลช่วยชะลอไตเสื่อม ในรายที่มีไขมันในเลือดสูงร่วมด้วยก็ต้องได้รับยาลดไขมันด้วย นอกจากนั้นยังต้องปรับพฤติกรรมการบริโภคอาหาร และออกกำลังกายร่วมด้วยเพื่อให้การรักษามีประสิทธิผลสูงสุด
คนที่ควรไปตรวจคัดกรองโรคเบาหวานเป็นประจำทุกปีคือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือดัชนีมวลกายมากกว่า 23 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ผู้ชายที่มีรอบเอวใหญ่เกิน 90 เซนติเมตร หรือผู้หญิงที่มีรอยเอวใหญ่ 80 เซนติเมตรคนที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน หญิงที่เคยคลอดบุตรที่น้ำหนักตัวแรกคลอดมากกว่า 4 กิโลกรัม หรือเคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หญิงที่มีประวัติเป็นถุงน้ำในรังไข่หรือที่เรียกว่าโรค PCOS (polycystic ovary syndrome) คนที่มีความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดสมองหรือเป็นโรคหัวใจ
เบาหวานเป็นหนึ่งในโรคที่มียารักษาที่มีประสิทธิภาพสูงหลายชนิด หากผู้ป่วยกินยาสม่ำเสมอ และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตให้ดีต่อสุขภาพมากขึ้นแม้จะไม่หายขาดจากโรคเบาหวาน แต่ก็สามารถมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพดีได้ยาวนาน มีผู้ป่วยหลายคนที่ในที่สุดก็อยู่กับโรคเบาหวานโดยการคุมอาหาร และไม่ต้องใช้ยาเพียงแค่ต้องไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามระดับน้ำตาลในเลือดเป็นระยะๆ และในทางกลับกันก็มีผู้ป่วยเบาหวานที่ดูแลตนเองไม่ดี และเมื่อจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อควบคุมน้ำตาล ก็ไม่รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งผู้ป่วยหลายคนกลัวว่ายาจะทำให้ไตพัง แต่หารู้ไม่ว่าการที่ไม่รับประทานยาตามแพทย์สั่ง และคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ นั่นแหละที่ทำให้ไตพัง จนในที่สุดเกิดภาวะแทรกซ้อนไม่ว่าจะเป็นไตวาย อัมพฤกษ์ อัมพาต ต้องใช้ชีวิตที่เหลือไปอย่างไม่มีคุณภาพ เพราะมัวแต่ต้องรักษาโรคแทรกซ้อนต่างๆ
ฉะนั้นผลการรักษาจะดี หรือไม่ขึ้นกับการตรวจพบโรคในระยะแรกๆ ร่วมกับความร่วมมือในการรักษาของผู้ป่วย
รศ.ภญ.ดร.ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ.ภก.ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี