วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569
สภาผู้บริโภค เปิดผลสำรวจผู้บริโภค 90% อยากให้กำหนดราคาค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพูสูงสุด 20 บาท ขณะที่เลขาฯ สภาผู้บริโภคเดินหน้าผลักดันนโยบาย 20 บาทจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ด้านกรมการขนส่งทางรางเตรียมตั้งคณะกรรมการเจรจาเอกชนผลักดันค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทให้เกิดขึ้นทุกสาย
หลังการเปิดใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีชมพู โดยให้ใช้บริการฟรีจนถึง วันที่ 3 มกราคม 2567 จากนั้นจะเก็บค่าโดยสารราคา 15-45 บาท สภาองค์กรของผู้บริโภคได้จัดเวทีเสวนา "รถไฟฟ้า 20 บาท ทุกสายทำได้ เพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภคและประชาชน" เพื่อเสนอทางออกในการกำหนดราคาค่าโดยสารที่เหมาะสมต่อไป
นายคงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการคณะอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค ได้นำเสนอผลการสำรวจเบื้องต้นการสัญจรของผู้บริโภคในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูโดยได้สอบถามผู้ใช้บริการกว่า 2,500 รายในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่า ผู้บริโภค 69.8% เห็นว่านโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้บริการตอบโจทย์ต่อการใช้งานและการเดินทางของทุก ๆ คน
เมื่อถามว่าราคาค่าโดยสารสายสีชมพูที่รัฐบาลกำหนดไว้ 15-45 บาทแพงหรือไม่ ผู้ตอบแบบสอบถาม 55 % ตอบว่าแพง โดยให้เหตุผลว่า ถ้าเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยถือว่าแพงมาก ทั้งนี้ผู้โดยสารเห็นว่าค่าโดยสารรถไฟฟ้าตลอดสายไม่ควรเกิน 27 บาท
นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 91% อยากให้กำหนดราคาค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีชมพูเก็บค่าโดยสารไม่เกิน 20 บาทเหมือนกับสายสีม่วงและสีแดง
“ผู้ตอบแบบสอบถามอยากได้ค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีชมพู 20 บาท เนื่องจากขณะนี้ให้นั่งฟรีถึงวันที่ 3 ม.ค. 2567 เท่านั้นเองและหลังจากนั้นต้องจ่ายราคา 15 -45 บาท ซึ่งอยากให้กระทรวงคมนาคมพิจารณาในส่วนนี้”

ขณะที่ความเห็นของเครือข่ายผู้บริโภคกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็น ตัวแทนผู้บริโภคที่ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดง สีม่วง สีชมพู สีเหลืองและสีน้ำเงินต่างเห็นด้วยและสนับสนุนให้มีราคาค่าโดยสาร 20 บาทตลอด นอกจากนี้ยังต้องการให้ผลักดันการใช้ตั๋วร่วมเนื่องจากช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าครองชีพอย่างมาก
ส่วนปัญหาของการใช้บริการพบว่า จุดเชื่อมต่อระหว่างรถไฟฟ้าสายสีชมพูและสายสีเขียวที่ยังมีความลำบากต่อผู้ใช้บริการโดยเฉพาะผู้ใช้บริการที่สูงอายุ และยังมีปัญหาการเชื่อมต่อกับระบบขนส่งมวลชนประเภทอื่นอย่างเช่น รถเมล์ เป็นต้นซึ่งบางสถานีไม่มีป้ายรถเมล์ให้ผู้โดยสารได้ใช้บริการต่อไปยังรถไฟฟ้า
อย่างไรก็ตามผู้ใช้บริการส่วนใหญ่เชื่อว่า หากค่าโดยสารรถไฟฟ้าอยู่ที่ราคา 20 บาทตลอดสายก็จะยังคงใช้บริการต่อไปและเชื่อว่าจะมีคนใช้บริการจำนวนมากขึ้น
ด้านนางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้ผลักดันเรื่องรถไฟฟ้าราคา 20 บาททุกสายมาโดยตลอดและจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เนื่องจากมีข้อมูลพบว่าต้นทุนค่าเดินรถไฟฟ้าอยู่ที่ 10.30 บาท และ16.10 บาททำให้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทสามารถทำได้
การกำหนดค่าโดยสารในราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ยังช่วยให้เกิดการเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยขณะนี้คนไทยใช้ขนส่งสาธารณะในปริมาณน้อยเพียง 24-25% เท่านั้น ขณะที่ประเทศมาเลเซียตั้งเป้าหมายในปี 2573 จะทำให้คนใช้ขนส่งมวลชน 40%
หากมีการกำหนดค่ารถไฟฟ้าราคา 20 บาท นอกจากช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน แล้ว ยังช่วยลดปัญหามลพิษ ลดปัญหาโลกร้อน โลกเดือด ยกตัวอย่างข้อมูลจากบีทีเอสเองบอกว่าจะปลูกต้นไม้ 4,000 ต้นต่อปี เพราะในแต่ละปีเดินรถไฟฟ้า 4,000 เที่ยว โดยสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้ 2.1หมื่นล้านตันคาร์บอน
“สภาผู้บริโภคสนับสนุนให้ขนส่งมวลชนทุกคนขึ้นได้ทุกวัน และสนับสนุนให้มีค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ และการเข้าถึงขนส่งมวลชนต้องสะดวก สามารถเดินไปไม่เกิน 500 เมตร เจอขนส่งมวลชนสาธารณะ ดังนั้น เราจึงผลักดันในเรื่องค่ารถไฟฟ้า 20 บาททุกสาย ซึ่งจะผลักดันเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าจะสำเร็จ”
ด้านนายอธิภู จิตรานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางราง กระทรวงคมนาคม บอกว่า ในส่วนผู้บริโภคและกรมรางฯ มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงการเดินทางขนส่งสาธารณะมากขึ้น โดยการผลักดันนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทมาอย่างต่อเนื่องและสามารถทำได้แล้ว 2 สายคือ รถไฟฟ้าสายสีแดงและรถไฟฟ้าสายสีม่วง เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้าที่รัฐลงทุนและในวันที่ 30 พ.ย.นี้ นายสุรพงษ์ ปิยะโชติ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคมจะเปิดให้มีการเดินทางร่วมกันได้ระหว่างสายสีแดงและสายสีม่วง โดยไม่มีค่าแรกเข้าผ่านบัตร EMV ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ได้มีการประเมินผลของการดำเนินนโยบายค่ารถไฟฟ้า 20 บาทโดยในเรื่องของผู้โดยสารพบว่า รถไฟฟฟ้าสายสีแดงมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีผู้โดยสารเฉลี่ยประมาณ 2 หมื่นคนเพิ่มขึ้นเป็น 26,097 คน ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีม่วงจากเดิม มีผู้โดยสารอยู่ที่ 56,979 คน เพิ่มขึ้น 64,803 คน
ส่วนการประเมินในเรื่องของรายได้ของรถไฟฟ้าสายสีแดงก่อนจะมีนโยบาย 20 บาทมีรายได้เฉลี่ยต่อวันที่ประมาณ 6.6 แสนบาท แต่หลังดำเนินการมีรายได้ลดลงมาเหลือประมาณ 5 แสนบาท ขณะที่ รายได้ของรถไฟฟ้าสายสีม่วงจากเดิมวันละล้านบาท หลังดำเนินการเหลือประมาณ 6 แสนบาท ดังนั้นรายได้ที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทำให้เราต้องมาประเมินกันว่าจะเดินหน้านโยบายค่าโดยสาร 20 บาทต่อไปอย่างไร
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการผลักดันในเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาททุกสายต่อไปกระทรวงคมนาคมได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเจรจากับเอกชนเพื่อเจรจาในส่วนรถไฟฟ้าที่ติดสัญญาสัมปทานว่าจะสามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้อย่างไรบ้าง โดยในคณะกรรมการชุดนี้จะมีสภาองค์กรของผู้บริโภคเข้าร่วมเป็นกรรมการในฐานะตัวแทนผู้บริโภค โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
ส่วนมาตรการอื่น ๆ ในการผลักดันให้เกิดนโยบาย 20 บาททุกสาย นายอธิภู กล่าวว่าจะผลักดันนโยบายบัตร EMV เพื่อให้สามารถเดินทางร่วมกันได้ เพื่อลดค่าแรกเข้าครั้งเดียว ซึ่งได้มีการคุยกันในเบื้องต้นแล้วแต่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายและมีแนวคิดเรื่องการตั้งกองทุนขึ้นมาเพื่อสนับสนุนค่าโดยสารและได้เข้าไปหารือกับกระทรวงพลังงานเพื่อนำเงินกองทุนน้ำมันมาเพื่อสนับสนุนนโยบายดังกล่าว แต่ทั้งหมดยังเป็นแนวคิดที่จะดำเนินการภายใต้หลักการค่าโดยสารของกรมการขนส่งทางราง ผู้บริโภคต้องเข้าถึงได้อย่างเป็นธรรม
รองศาสตราจารย์สิริวัฒน์ ไชยชนะ อุปนายกวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ความเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม หรือใครได้ประโยชน์จากค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคา 20 บาทตลอดสายนั้นสามารถมองได้ 2 ประเด็น โดยประเด็นแรกต้องสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางโดยรถไฟฟ้าเนื่องจากส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชุมชนที่ห่างไกลจากสถานีรถไฟฟ้า ส่วนค่าโดยสารรถไฟฟ้าราคา 20 บาทเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้คนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น หากมีคนใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมจากการจราจรจะลดลงมาก
-(016)
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี