วันจันทร์ ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2569
Cherries 1930
ในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นอกจากสวิสจะมี Rene Auberjonois ศิลปินพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงแล้ว ในช่วงเวลาใกล้เคียงกันก็ยังมีศิลปินอีกคนหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากนั่นคือ Louis Adolphe Soutter ศิลปินที่เกิดในปี 1871 ก่อน Rene Auberjonois เพียงปีเดียวในครอบครัวที่พ่อเป็นเภสัชกร และแม่เป็นครูสอนร้องเพลงพี่น้องของเขาทั้งพี่ชาย พี่สาวล้วนเป็นนักดนตรี เขาเริ่มต้นชีวิตมหาวิทยาลัยด้วยการเข้าเรียนสาขาวิศวกรรมศาสตร์ที่University of Lausanne ก่อนย้ายไปเรียนสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Geneva แต่เขากลับเริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นนักดนตรีอันเป็นผลมาจากบรรยากาศความเป็นนักดนตรีของพี่น้องในปี 1892 เขาย้ายไปอยู่บรัสเซลล์ เบลเยียมเพื่อไปเรียนไวโอลินกับ Eugene Ysave ที่ RoyalConservatory และได้รู้จัก Madge Fursmanเพื่อนนักเรียนดนตรีอเมริกันอีกคนจนหมั้นหมายกัน
ในปี 1895 เขาตัดสินใจหยุดเรียนดนตรีแล้วกลับไปเมืองโลซานน์และเข้าเรียนทางด้านเขียนภาพก่อนจะย้ายไปเจนีวาเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพของ Leon Gaud
ที่ชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ หลังจากนั้นเขาเดินทางไปปารีสเพื่อเข้าทำงานกับห้องภาพ ของ Jean-Paul Laurens ก่อนเข้าเรียนกับ Joseph Benjamin Constant ที่ Academie Colarossi ซึ่งเขาได้พบกับ Artus van Briggle นักเซรามิกจากสหรัฐฯ ที่กำลังเริ่มตั้งบริษัท Colorado Springs ซึ่งเป็นที่ๆ Fursman เคยทำงานอยู่ด้วย Briggle แนะนำเขาว่าที่มหาวิทยาลัยใน Colorado Springs กำลังจะมีการเปิดโปรแกรมศิลปะใหม่ เขาจึงตัดสินใจเดินทางไปสหรัฐฯ ในปี 1897 ด้วยความหวังจะเปิดบริษัทเกี่ยวกับสถาปนิกที่นิวยอร์ก และเข้าเป็นอาจารย์ แต่เนื่องจากเขามีสุขภาพไม่ค่อยดีเขาจึงใช้เวลา 3 เดือนในชิคาโกก่อนจะย้ายไป Colorado Springs และแต่งงานในปี 1897 โดยคู่สมรสใหม่ยังคงอาศัยกับพ่อแม่ในช่วงแรกก่อน

April 1923
ปี 1898 เขาได้เข้าทำงานเป็นหัวหน้าภาควิชาศิลปะที่ Colorado College สมใจ ปี 1903 ภรรยาของเขาฟ้องศาลเพื่อขอหย่าจากเหตุผลที่เขาชอบใช้ความรุนแรง เขา
ไม่ต่อสู้ ยอมหย่าแต่โดยดีและย้ายกลับมาปารีส ปี 1907 เขาหันมามีอาชีพนักดนตรีแทนโดยเข้าเป็นนักไวโอลินของ The Orchestre du Theatre de Geneva แต่ก็ทำงานได้เพียงปีเดียว เขาย้ายวงไปอีกหลายครั้งก่อนไปทำงานที่ห้องอาหารเล็กๆ ในปี 1918 หลังจากนั้นหลายคนว่าเขาบ้าจนต้องมีคนดูแล และต้องถูกส่งไปอยู่สถานดูแลใน Gros de Vaud
ในปี 1923 ขณะอายุเพียงแค่ 52 ปีเขาถึงส่งตัวไปบำบัดที่โรงพยาบาลผู้สูงอายุใน Ballaigues แม้เขาจะสามารถอยู่อย่างค่อนข้างอิสระ แต่ก็ไม่มีความสุขอีก ถึงกระนั้นก็ตาม ในช่วงเวลานั้นเขาได้ร่างภาพด้วยปากกาและดินสอไว้จำนวนมาก อีกทั้งยังเล่นดนตรีในโบสถ์ ปี 1937 เขาป่วยด้วยโรคข้อจนนิ้วพิการ แต่เขาใช้นิ้วมือจุ่มสีและวาดแทน ในช่วงนั้น Le Corbusier ได้รวบรวมผลงานของเขานำมาจัดแสดงที่ Hartford, Lausanne และ นิวยอร์ก เขาเสียชีวิตที่โรงพยาบาลจากการไม่ยอมทานอาหารในขณะอายุ 70 ปี

Black Eagle 1923
นักท่องเที่ยวจะเห็นว่า ผลงานเกือบทั้งหมดของ Soutter ออกแนวหม่นหมอง ยุ่งเหยิง แต่ทันสมัยมากโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Michelangelo’s Christ 1923, The American must be Bigger 1930 และ Lives 1930 ทั้งนี้อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในชีวิตของเขาขณะนั้นไม่ค่อยประสบความสำเร็จ อีกทั้งยังเจ็บป่วยมากทั้งในเรื่องจิต และกายภาพเสียจนกระทั่งเขาไม่สามารถสร้างสรรค์งานได้อย่างศิลปินปกติ ถึงกระนั้นก็ตามผลงานของเขาก็มีอัตลักษณ์และมีความสร้างสรรค์อย่างแท้จริงสมกับเป็นศิลปินแนวหน้าคนหนึ่งของสวิสเลยทีเดียว
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี