วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569
ปวดหลังร้าวลงขา อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่การปวดเมื่อยเพียงเพราะนั่งทำงานนานๆ หรือยกของหนัก แต่นั่นเป็นสัญญาณของเส้นประสาทที่มีปัญหาซึ่งอาจกำลังเผชิญกับความผิดปกติ และการผ่าตัด คือแนวทางการรักษาที่นับว่าให้ผลลัพธ์ดีที่สุด
นายแพทย์พร นริศชาติ แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า การรักษาโรคกระดูกสันหลังมีหลายวิธีตั้งแต่การทานยา กายภาพบำบัด ไปจนถึงการผ่าตัด ที่ผ่านมาที่โรงพยาบาลเอส สไปน์ จะวิเคราะห์อาการของผู้ป่วยก่อนเสมอโดยใช้เทคโนโลยี การเอกซเรย์ร่วมกับการทำเอ็มอาร์ไอ จึงทำให้ผลของการวิเคราะห์รอยโรคมีความแม่นยำ และนำไปสู่การรักษาที่ตรงจุด โดยปัจจุบันโรงพยาบาลเอส สไปน์ เป็นศูนย์ให้บริการตรวจสแกนร่างกายด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความเข้มสูง โดยเฉพาะเครื่อง MRI แบบยืน
ซึ่งเป็นแห่งแรกในประเทศไทย ที่สามารถแสดงรายละเอียดต่างๆ ได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพื่อให้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคได้อย่างถูกต้องและแม่นยำ

ปัจจุบันโรงพยาบาลเอส สไปน์ ใช้การรักษาแบบ Minimally Invasive Spine Surgery หรือ MIS Spine แบบครบวงจร เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกสันหลังและกลัวการผ่าตัด ทำให้การผ่าตัดแผลใหญ่กลายเป็นแผลเล็ก แต่ได้ผลการรักษาที่เท่ากัน ผู้ป่วยเสียเลือดน้อย ความเจ็บปวดหลังการรักษาลดลง จากเดิมที่ผู้ป่วยต้องนอนโรงพยาบาลประมาณ 1 สัปดาห์ หรือบางรายอาจต้องนอนนาน 1-2 เดือน แต่เมื่อมารักษาด้วยวิธี MIS Spine จะทำให้ผู้ป่วยนอนพักที่โรงพยาบาลเพียง 1 คืน เท่านั้น
เมื่อย้อนเวลากลับไปในยุคที่เครื่องมือในการผ่าตัดยังไม่ถูกพัฒนาเหมือนในปัจจุบัน การรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังในแต่ละครั้งถือเป็นเรื่องใหญ่มาก เนื่องจากยังไม่มีเครื่องเอกซเรย์ ไม่มีกล้องผ่าตัดที่มีกำลังขยายสูง ไม่มีไฟที่ใช้ส่องในการผ่าตัดที่เหมาะสม และศัลยแพทย์ที่ถูกฝึกฝนมาเฉพาะทางยังมีไม่มาก จึงเป็นสาเหตุที่แพทย์จำเป็นต้องเปิดแผลตามขนาดของจำนวนข้อกระดูกสันหลังที่มีปัญหา ทำให้เกิดผลข้างเคียงขณะทำการผ่าตัดและหลังทำการผ่าตัด จึงเป็นเหตุให้ผู้ป่วยหรือญาติรู้สึกกลัวที่จะต้องรักษาโรคที่เกี่ยวกับกระดูกสันหลังด้วยวิธีการผ่าตัด แต่ในปัจจุบันวิวัฒนาการของเทคโนโลยีการผ่าตัดกระดูกสันหลังได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเทคนิคการผ่าตัดที่มุ่งเน้นไปยังรอยโรคของผู้ป่วย ทำให้การเสียเลือด การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ
และการบาดเจ็บหลังการผ่าตัดน้อยกว่าแบบเดิมหลายเท่า อีกทั้งระยะเวลาในการนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลก็สั้นกว่า ทำให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมได้เร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Microscope ที่มีกำลังขยายสูงทำให้แผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงเหลือ 3-5 เซนติเมตรและมีความปลอดภัยมากขึ้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องพักอยู่ที่โรงพยาบาลประมาณ 3-4 วัน ซึ่งในผู้ป่วยที่มีความแข็งแรงของร่างกายน้อย หรือผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวอื่นๆ จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดเพื่อให้กล้ามเนื้อกลับมาใช้งานได้อย่างปกติ

แต่ด้วยการผ่าตัดกระดูกสันหลังผ่านกล้อง Endoscope หรือการเจาะรูส่องกล้อง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่โดยที่เลนส์ของกล้องเอ็นโดสโคปจะติดอยู่ที่ปลายของอุปกรณ์ ซึ่งเปรียบเสมือนดวงตาของแพทย์ที่สามารถเข้าไปอยู่ในร่างกายของผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นตำแหน่งของรอยโรคได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น การเจาะรูส่องกล้องสามารถเลือกตัดเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก แต่ได้ผลการรักษาดีเทียบเท่ากับการผ่าตัดใหญ่ และข้อดีของการเจาะรูส่องกล้อง คือแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลงเหลือเพียง 0.5 ซม. ทำให้ผู้ป่วยนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเพียงแค่ 1 คืนเท่านั้น หลังจากทำการรักษาก็สามารถกลับบ้านไปใช้ชีวิตได้ตามปกติและไม่จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดให้เสียเวลา
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดไม่ได้เป็นเรื่องสนุก ถ้ามีความจำเป็นต้องทำการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และเราเพิกเฉยหรือปล่อยทิ้งไว้เป็นระยะเวลานาน เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เส้นประสาทชำรุด การรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้มากหรือผลการรักษาก็จะไม่ได้ดีเท่าที่ควร ดังนั้น ถ้ารู้สึกว่าการใช้ชีวิตของเราเริ่มไม่ปกติ และมีข้อบ่งชี้หนึ่งที่ควรจะต้องได้รับการผ่าตัด การเลือกแพทย์และสถานพยาบาลที่ปลอดภัย จะช่วยลดความเสี่ยงต่อผลแทรกซ้อนได้อย่างมาก ทั้งนี้ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาล
เอส สไปน์ ปรึกษาโทร.02-0340808
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี