วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเครื่องดนตรีของราชสำนักจีนอย่าง “กู่เจิง”
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางดนตรี โดยเป็นพระราชวงศ์พระองค์แรกของโลก ที่สามารถทรงเครื่องดนตรีของราชสำนักจีนอย่าง “กู่เจิง” ได้อย่างไพเราะจนสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ถวายตำแหน่ง “ทูตวัฒนธรรม” แด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ซึ่งในครั้งนี้ ทางรัฐบาลจีนได้เป็นเจ้าภาพในการจัดงาน การแสดงดนตรีและวัฒนธรรม"สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน "ครั้งที่ 6 ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยชิงหัว กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อกลางเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้ทรงเครื่องดนตรีกู่เจิง ร่วมกับพระอาจารย์ฉาง จิ้ง และวงออร์เคสตร้าของจีน (Symphony Orchestra of China Opera and Dance Drama Company) สลับกับการแสดงนาฎศิลป์และศิลปะทั้งของไทยและจีน ใน“งานแสดงดนตรีและวัฒนธรรม"สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน " ครั้งที่ 6 รอบปฐมทัศน์ โดยมี นางหลิว เหยียนตง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน พร้อมเอกอัครราชทูต และประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าชมการแสดงกว่า 1,500 คน
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเครื่องดนตรีของราชสำนักจีนอย่าง “กู่เจิง”
การแสดงในครั้งนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเครื่องดนตรีกู่เจิง ร่วมกับอาจารย์ฉาง จิ้ง พระอาจารย์ประจำพระองค์ และวงออร์เคสตร้าของจีน เริ่มด้วยเพลงเดือนเพ็ญ ทั้งนี้ทรงขับร้องเป็นเนื้อภาษาไทย ต่อด้วยเพลงธารสวรรค์ใต้จันทร์เพ็ญ สลับด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมโดยคณะนักแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน และคณะศิลป์นาฏดุริยางค์ กรมศิลปากร พร้อมด้วยคณะนักแสดง สำนักการสังคีต กรมศิลปากร จากประเทศไทย รวม 4 ชุด ได้แก่ การแสดงระบำหญิงหมู่ ชุด “ความงามของสาวใต้” เป็นการร่ายรำโชว์ความสวยงามของสาวชาวจีนที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ บอกเล่าเรื่องราวประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมการดำเนินชีวิต, การแสดงนาฏศิลชุด "รำถวายพระพร" จากสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ที่สืบทอดมาจากละครหลวงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ซึ่งปัจจุบันหาชมได้ยาก ซึ่งเป็นกระบวนท่าร่ายรำที่ผสมผสานกับของต่างชาติ
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเครื่องดนตรีของราชสำนักจีนอย่าง “กู่เจิง”
พร้อมด้วย การแสดงชุด "สรีระนาฎยไทย" จากรมศิลปากร เป็นการแสดงร่วมสมัย ประยุกต์และดัดแปลงจากท่ารำของนาฎศิลป์โขนและลีลาท่าทางของมวยไทย ซึ่งเป็นศิลปะการป้องกันตัว เน้นจังหวะ ทิศทาง และการรำเท้า การเคลื่อนไหวตามลักษณะของตัวละคร พระ ยักษ์ ลิง ผสมผสานกับการใช้เท้าตามแบบการต่อสู้ของมวยไทย, การแสดง ชุด “จิตวิญญาณที่ส่องแสงแห่งน้ำ” เป็นการเต้นในรูปแบบโมเดิร์นแดนซ์ แสดงท่วงท่าพลิ้วไหว และยืดหยุ่นของร่างกาย
จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จฯ ยังเวทีอีกครั้ง ทรงแสดงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีกู่เจิงในบทเพลง ดวงทิพย์ ที่ทรงนิพนธ์เนื้อร้องเอง พร้อมทรงขับร้องเป็นเนื้อภาษาไทย และภาษาจีน ซึ่งสร้างความประทับใจ และได้รับเสียงปรบมือเป็นกำลังใจจากผู้เข้าชมการแสดง เป็นอย่างมาก ต่อด้วย เพลงคะนึงหาตราบนิรันดร์, เพลงแคนลำโขง ซึ่งทรงขับร้องเป็นเนื้อภาษาไทยเช่นกัน, เพลงห้วงธาราใต้แสงจันทร์ และเพลงพิสุทธิ์ ก่อนสลับด้วยการแสดงทางวัฒนธรรมของคณะศิลป์นาฏดุริยางค์ กรมศิลปากร, สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และคณะนักแสดงจากสาธารณรัฐประชาชนจีน อีก 3 ชุด ได้แก่ การแสดงนาฏศิลป์ชุด "สักการะเทวราช" เป็นนาฏยประดิษฐ์ ที่มีต้นเค้ามาจากพระราชพิธีอินทราภิเษกในสมัยอยุธยาตอนต้น เป็นการร่ายรำของเหล่าข้าราชบริพาร เพื่อถวายพระเกียรติแด่กษัตริย์ ซึ่งจะจัดในวาระเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ตามความเชื่อในลัทธิเทวราชาว่าพระมหากษัตริย์เป็นอวตารของพระอินทร์ เป็นกษัตริย์ของเทวดาทั้งปวง
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเครื่องดนตรีกู่เจิง ร่วมกับอาจารย์ฉาง จิ้ง พระอาจารย์ประจำพระองค์
ต่อด้วย การแสดงชุด “เต้นรำตุ๊กตาดินเผา” ที่สืบทอดการเต้นรำสมัยราชวงศ์ฮั่น แสดงถึงความเบิกบานของผู้หญิงในสมัยนั้น และ การแสดงร่วมสมัย ชุด “ครู” (The Master) นำโดย ผศ.ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินพื้นถิ่นอาวุโส, นายมานพ มีจำรัส เจ้าของรางวัลศิลปาธร นักแสดงร่วมสมัยยอดเยี่ยม และอาจารย์อานันท์ นาคคง อาจารย์คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่สื่อถึงการเคารพบูชาครู และการสืบสานความรู้จากครูมาสร้างสรรค์ศิลปะร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นการรำโนราพื้นบ้าน และการร่ายรำผ่านวิธีการสาธิตการนุ่ง "โจงกระเบน" ผสมผสานกับดนตรีภาคกลาง ภาคใต้ และดนตรีผีผา ซึ่งเป็นเครื่องสายของจีนมาร่วมบรรเลงเพลงไทย เพื่อแสดงถึงสายสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมอันแน่นแฟ้นของทั้งสองแผ่นดินได้อย่างลงตัว
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พร้อมด้วย นางหลิว เหยียนตง รองนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ปรบมือให้กำลังใจกับนักแสดงทั้งชาวไทย และชาวจีน
ก่อนการแสดงดนตรีและวัฒนธรรม"สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน "ครั้งที่ 6 รอบปฐมทัศน์จะจบลง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงแสดงดนตรีด้วยเครื่องดนตรีกู่เจิงในเพลงยามเย็น ซึ่งเป็นบทเพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทรงปิดท้ายด้วยเพลงสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน บทเพลงที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงนิพนธ์เนื้อร้องด้วยพระองค์เอง ที่สื่อถึงความสัมพันธ์ของไทยและจีนอย่างแน่นแฟ้น และมีมาอย่างยาวนาน โดยมีเนื้อหาที่สำคัญว่า "ถึงแม้ไม่มีแผ่นดินใกล้กัน เชื้อชาติพงศ์พันธุ์อาจต่างไป ฟ้ากั้นกลางไม่มีทางขวางใจ สัมพันธ์สายใยสองเขตแดน สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ไม่มีวันสุดสิ้นแน่นแฟ้น สายสัมพันธ์สองเขตแดน คงอยู่แนบแน่นชั่วกาล"
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงฉายพระรูปร่วมกับ อาจารย์ฉาง จิ้ง และวาทยกร
ในโอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ได้พระราชทานพระวโรกาสให้คณะสื่อมวลชน เข้าเฝ้าฯ เพื่อกราบทูลสัมภาษณ์ถึงการแสดงที่เพิ่งเสร็จสิ้นลงไป โดยมีรับสั่งว่า “การแสดงในครั้งนี้อยากปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะมีเวลาซ้อมน้อยมาก และมีความตื่นเต้น แต่ทุกครั้งที่รู้สึกตื่นเต้นจะนำคำสอนของหลวงตามหาบัวมาใช้ ซึ่งทรงสอนว่า “ถ้าจิตใจตื่นเต้น หรือกระสับกระส่ายให้ระลึกคำาว่าพุธโธ พุธโธ แล้วจิตจะนิ่ง จิตจะมีสมาธิ และสามารถทำอะไรที่เราต้องการจะทำได้เป็นอย่างดี”
การแสดงระบำหญิงหมู่ ชุด “ความงามของสาวใต้” จาก สาธารณรัฐประชาชนจีน
"พร้อมรับสั่งถึงการแสดงครั้งนี้ว่า “ได้นำเพลงบางส่วนที่ได้แสดงไว้เมื่องานครั้ง ที่ 5 มาแสดงในครั้งนี้ เนื่องจากต้องการให้ชาวจีนได้รับฟังด้วย ส่วนการแสดงวัฒนธรรมไทย นาฎศิลป์ครั้งนี้ คณะนักแสดงทุกคน แสดงได้ดีและยอดเยี่ยมมาก และอยากเห็นการแสดงวัฒนธรรมที่เป็นไทยจริงๆ แม้จะมีการประยุกต์ให้สมัยใหม่ขึ้นก็ตาม แต่ยังคงต้องมีแก่น มีรากมาจากวัฒนธรรมไทยที่แท้จริง”
นอกจากนี้ ยังทรงรับสั่งถึงเหตุผลในการทรงเลือกเล่นดนตรีกู่เจิ้งว่า “เป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงไพเราะ และมีเสน่ห์ และสามารถทำได้หลายเสียง ทั้งเสียงเอื้อน ออดอ้อน เสียงมีพลัง หรือแม้กระทั่งเสียงใสๆ เหมือนน้ำที่ไหล อีกทั้ง ยังมีประวัติที่ยาวนาน กว่า 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งกู่เจิงตัวแรก มีเพียง 5 สาย เกิดขึ้นเมื่อสมัยซินจี่ฮ่องเต้ ปัจจุบันพัฒนามาเป็น 21 สาย”
การแสดงร่วมสมัย ชุด “ครู” จาก ประเทศไทย
ในฐานะที่ทรงเป็นทูตวัฒนธรมและทรงเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่คณะมนุษย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทรงมองว่า งานด้านวัฒนธรรมเป็นส่วนสำคัญที่จะพัฒนาด้านความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจีนให้แน่นแฟ้น มากยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นพลังที่อ่อนนุ่มที่ทุกคนมองข้าม อีกทั้ง ทรงเห็นว่า ถ้าคนเราเข้าใจวัฒนธรรมซึ่งกันและกัน ก็จะนำไปสู่ความเข้าใจกันทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ ด้านการเมือง หรือแม้กระทั่งด้านการทหาร
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี