อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

อาจารย์ ‘จรัญ’ แพทย์รางวัลสมเด็จพระวันรัต ผู้บันดาลใจ-มอบชีวิตใหม่ให้ผู้พิการใบหน้า

วันจันทร์ ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569, 17.26 น.
Tag :

บนโลกปัจจุบันนิยามของคำว่า ‘ศัลยกรรมตกแต่ง’ อาจถูกผูกโยงไปกับภาพลักษณ์ความงามอันไร้ที่ติ การมีจมูกโด่งคม หรือใบหน้าเรียวยาว ซึ่งกลายเป็นเป้าหมายของใครหลายคนที่ต้องการทำให้ตนเอง ‘ดูดี’ กว่าที่เคยเป็น แต่ ณ อีกมุมหนึ่งของห้องผ่าตัด งานของศัลยแพทย์ตกแต่งก็ไม่ได้มีไว้เพื่อเติมเต็มความปรารถนาในความสวยงามเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เพราะสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง ‘ความสวยงาม’ อาจเป็นเรื่องไกลตัวเกินกว่าจะใฝ่ฝัน หากสิ่งที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียวคือ ‘ความปกติ’ โอกาสที่จะเดินไปบนท้องถนนโดยไม่ต้องหลบซ่อนสายตาใคร โอกาสที่จะยิ้มได้สุดริมฝีปาก หรือโอกาสที่จะใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีใบหน้าสมบูรณ์เหมือนคนทั่วไป นั่นเพราะเขาคือผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง


แม้จะฟังดูเป็นเรื่องที่สำคัญมากต่อชีวิตของใครบางคน แต่ทราบหรือไม่ว่าอาจารย์แพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้ มีอยู่เพียงไม่ถึง 10 คนในประเทศไทย...

โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทลายกรงขังแห่งความพิการเหล่านั้น คือ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ มหาทุมะรัตน์ อาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ แก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

หากอธิบายเพื่อให้เข้าใจถึงลักษณะความพิการบนใบหน้า มีได้ตั้งแต่ความผิดปกติเล็กน้อยที่เราอาจพบได้บ่อย อย่างเช่น โรคปากแหว่ง เพดานโหว่ ไปจนถึงความผิดปกติที่รุนแรงมากขึ้น เช่น โรคประสานกะโหลกศีรษะเชื่อมติดผิดปกติ โรคใบหน้าแหว่งแต่กำเนิด โรคงวงช้าง ฯลฯ ซึ่งบรรดากลุ่มอาการที่มีความรุนแรงเหล่านี้เอง จึงจำเป็นต้องอาศัยศัลยแพทย์ที่มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านนี้โดยเฉพาะ

แต่หากย้อนเวลากลับไปก่อนหน้าปี พ.ศ. 2526 ขณะนั้นประเทศไทยยังไม่เคยมี...

ในปีนั้นเอง ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ คือผู้ที่ได้รับพระราชทานทุนมูลนิธิอานันทมหิดล เพื่อไปศึกษาต่อด้านศัลยศาสตร์ตกแต่งแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง จากผู้เชี่ยวชาญที่ประเทศออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ก่อนที่จะได้กลับมาประเทศไทยในปี พ.ศ. 2529 เพื่อบุกเบิกและจัดตั้ง “คณะทำงานแก้ไขความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะ รพ.จุฬาลงกรณ์” โดยร่วมกับศัลยแพทย์ตกแต่งแก้ไขความพิการชนิดรุนแรง (Craniofacial Surgeon), ประสาทศัลยแพทย์, แพทย์หู คอ จมูก, กุมารแพทย์, รังสีแพทย์, จักษุแพทย์, วิสัญญีแพทย์, ทันตแพทย์, จิตแพทย์ ไปจนถึงนักจิตวิทยา, นักอรรถบำบัด, นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ รวม 12 สาขา

นั่นจึงเป็นปีเริ่มต้นของประเทศไทยในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ เพื่อรักษาผู้ป่วยที่มีความพิการบนใบหน้าและกะโหลกศีรษะชนิดรุนแรง ที่สมบูรณ์แบบเทียบเท่านานาอารยะประเทศ อีกทั้งเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนที่ในภายหลังจะจัดตั้ง “ศูนย์แก้ไขความพิการฯ” ขึ้นอย่างเป็นทางการ และต่อมาได้รับพระราชทานนามใหม่กลายเป็น “ศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ” ที่เดินหน้าแก้ไขความพิการให้กับผู้ป่วยทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคมาอย่างต่อเนื่อง จนเข้าสู่วาระครบรอบ 40 ปี ในปีนี้

ผลงานของ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ และทีมงานของศูนย์ฯ ไม่ใช่แค่เพียงการได้ร่วมกันรักษาผู้ป่วยที่ถูกส่งตัวมาจากทั่วประเทศไทยรวมไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จนสำเร็จไปแล้วมากกว่า 4,000 รายเท่านั้น แต่เขายังเป็นผู้ที่ได้คิดค้นวิธีที่ชื่อว่า “จุฬาเทคนิค” โดยร่วมกับประสาทศัลยแพทย์ ผศ. นพ.ช่อเพียว เตโชฬาร คิดค้นวิธีผ่าตัดรักษาโรคงวงช้างด้วยวิธีการใหม่ ที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ช่วยลดระยะเวลา ลดผลกระทบ ลดค่าใช้จ่าย จนต่อมากลายเป็นแนวทางที่ถูกใช้อย่างแพร่หลาย และมีศัลยแพทย์จากต่างประเทศที่แวะเวียนเข้ามาเรียนรู้วิธีการที่ศูนย์ฯ แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง

ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ย้อนเล่าถึงเส้นทางการทำงานในด้านนี้ตลอด 40 ปี ที่ไม่ได้อาศัยเพียงทักษะความรู้ความเชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งยังต้องอาศัยจิตใจกุศล เมตตา การมีเจตนารมณ์ที่มุ่งการทำงานเพื่อสังคม เพราะผู้ป่วยที่ประสบกับโรคนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้ด้อยโอกาส ผู้ที่มีความยากลำบากทางเศรษฐฐานะ ซึ่งไม่ใช่แค่การขาดค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเท่านั้น หากบางรายยังไม่มีแม้กระทั่งค่าเดินทางในการเข้ามารักษา

“งานพวกนี้ทำแล้วไม่ค่อยได้เงิน ในทางกลับกันเราต้องหาเงินให้เขา” ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยอมรับ “แต่หลายคนพอเขาเห็นแล้วก็สงสาร เห็นใจกับความยากลำบากและสภาวะที่ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเผชิญ จึงมีหน่วยงาน ภาคเอกชน สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนเงินบริจาค เพื่อให้เราสามารถดำเนินการรักษาผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้อย่างต่อเนื่อง หากติดต่อเข้ามาที่จุฬาฯ เรามีกองทุนให้ทั้งค่าเดินทาง ค่ากินอยู่ ค่าผ่าตัดรักษา ฟรีทั้งหมด”

ณ วัย 77 ปี ปัจจุบัน ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ยังไม่ได้เกษียณจากการทำงานแต่อย่างใด หากยังคงดำรงฐานะหัวหน้าศูนย์สมเด็จพระเทพรัตนฯ โดยที่ไม่รับค่าตอบแทน ดำรงบทบาทศัลยแพทย์แก้ไขความพิการที่ยังคอยเดินหน้ามอบคืนชีวิตให้กับผู้ป่วย ทั้งยังเป็นประธานคณะกรรมการแผนกแพทยศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล รวมถึงนายกสมาคมศิษย์เก่าแพทย์จุฬาลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไม่นับรวมไปถึงบทบาทอีกมากมายในอดีตที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจที่ประวัติของศัลยแพทย์ตกแต่งท่านนี้ จะเต็มไปด้วยผลงานและรางวัลเชิดชูเกียรติอันยาวเหยียดหลายหน้ากระดาษ

หนึ่งในนั้นคือการถูกยกย่องให้เป็น 1 ใน 19 อาจารย์ผู้เป็นแรงบันดาลใจ ผู้ทำคุณประโยชน์และชื่อเสียงให้กับคณะฯ มหาวิทยาลัย และประเทศชาติ ที่ได้รับการจารึกและจัดทำหุ่นจำลองไว้ในหอประวัติคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และล่าสุดทางแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ยังได้มอบรางวัลใหญ่ที่สุดประจำปีอย่าง “รางวัลสมเด็จพระวันรัต” ที่เป็นการยกย่องและเพิ่มพูนเกียรติภูมิให้กับแพทย์ที่สร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติ อันนำชื่อเสียงมาสู่วงการแพทย์ ให้กับ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ ในวันที่ 31 ม.ค. นี้

แน่นอนว่า ศ.กิตติคุณ นพ.จรัญ จะยังคงเดินหน้าเป็นแรงบันดาลใจให้กับแพทย์รุ่นใหม่ที่จะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ต่อ เพราะภารกิจของการพลิกคืนชีวิตผู้ป่วยให้หายจากความทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเดินหน้ารักษาอย่างเดียวเท่านั้น หากจะต้องบ่มเพาะและสร้าง “ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านแก้ไขความพิการบนใบหน้าชนิดรุนแรง” เพิ่มเข้ามาให้มากขึ้นกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อที่โอกาสในการได้ชีวิตคืนของผู้ป่วยเหล่านั้น จะเดินทางไปถึงเขาได้มากกว่าเดิม

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top