Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

Life&Health : การใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569, 17.57 น.
Tag :

การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทอย่างไรต่อการทำงานของฮอร์โมนโปรแลคติน


ข้อมูลจาก รศ.ดร.ภญ.วิลาสินี หิรัญพานิช ซาโตะ ภาควิชาเภสัชวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่า การคุมกำเนิดหลังคลอดเป็นเรื่องสำคัญที่คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตร จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยต่อทั้งแม่และลูก ไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และมีประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ หลังการคลอดบุตร ร่างกายจะมีระดับฮอร์โมนฮอร์โมนเอสโตรเจน (estrogen) และโปรเจสเตอโรน (progesterone) ลดลง และจะกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า จากการที่ลูกดูดนมแม่ โดยฮอร์โมนโปรแลคตินจะมีฤทธิ์ยับยั้งการตกไข่ (Lactational amenorrhea) โดยการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน LH และ FSH ดังนั้นการให้ลูกดูดนมแม่จึงเป็นการคุมกำเนิดตามธรรมชาติ โดยเมื่อหยุดให้นมบุตร ระดับฮอร์โมนโปรแลคตินจะลดลงทำให้กระบวนการตกไข่กลับมาเป็นปกติ หากมีเพศสัมพันธ์จึงทำให้มีโอกาสตั้งครรภ์ได้

ฮอร์โมนเอสโตรเจนมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน โดยเฉพาะระยะหลังคลอดบุตร (postpartum phase) ซึ่งร่างกายมีการลดระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้ฮอร์โมนโปรแลคติน ถูกกระตุ้นมากและส่งผลกระตุ้นการผลิตน้ำนม  ดังนั้นในระยะให้นมบุตร หากร่างการมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจน สูง จะทำให้หลั่งโปรแลคติน ลดลงและส่งผลต่อการผลิตลดการผลิตน้ำนมตามธรรมชาติในที่สุด

เนื่องจากผลของฮอร์โมนเอสโตรเจนมีผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนโปรแลคติน ดังนั้นขณะคุณแม่กำลังให้นมบุตรจึงควรใช้ยาคุมกำเนิดซึ่งไม่มีเอสโตรเจนเป็นส่วนประกอบ หรือเรียกว่า ฮอร์โมนเดี่ยวชนิด progestin-only pills (POP เรียกอีกชื่อว่า "minipill") โดยสามารถเริ่มใช้ยาคุมกำเนิดชนิด POP ได้ทันที หรือภายใน 4-6 สัปดาห์หลังคลอด  โดยไม่กระทบต่อการผลิตน้ำนม และลดความเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตันจากฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยคุณแม่ที่ให้นมบุตรสามารถเปลี่ยนมาใช้ยาคุมกำเนิดชนิดรวมที่มีทั้งเอสโตรเจสและโปรเจสติน (progestin) เป็นส่วนประกอบ (combined oral contraceptives หรือ COCs) ได้เมื่อคลอดบุตรนานมากกว่า 6 เดือน หรือเมื่อหยุดให้นมแล้ว

ยาคุมกำเนิดชนิด POP มีกลไกการออกฤทธิ์ในการคุมกำเนิดโดยยับยั้งกระบวนการตกไข่ (ovulation) เหมือนยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมที่มีทั้งฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสตินเป็นส่วนประกอบ แต่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า นอกจากนั้นมีฤทธิ์อื่น ได้แก่ ทำให้มูกปากมดลูกข้นเหนียว (cervical mucus thickening) ป้องกันการเคลื่อนผ่านของอสุจิ รวมทั้งมีผลลดการเคลื่อนไหวของท่อนำไข่ และทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกบางลง (endometrial atrophy) ลดความพร้อมต่อการฝังตัวของไข่ โดยยาในกลุ่ม POP จะมีจำนวน 3 ชนิด ได้แก่

1. Lynestrenol เป็นยารุ่นที่ 1                (first generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.5 มก. มีประสิทธิภาพ: ยับยั้งการตกไข่บางส่วน โดยมีกลไกหลักคือเพิ่มความหนืดมูกปากมดลูกและลดการตกไข่บางส่วน ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ข้อควรระวังต้องรับประทานเวลาเดียวกันทุกวัน หากลืมทานยามากกว่า 3 ชั่วโมง จะทำให้ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดลดลง เนื่องจากยามีค่าครึ่งชีวิตค่อนข้างสั้น (ประมาณ 8-24 ชม.)

2. Desogestrel เป็นยารุ่นที่ 3 (third generation) ขนาดยาต่อเม็ด 0.075 มก. ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพยับยั้งการตกไข่ได้เกือบสมบูรณ์ (97-99%) มีข้อดีกว่า lynestrenol คือมีค่าครึ่งชีวิตของนานประมาณ 30 ชั่วโมง ทำให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดแม้ลืมทานยานานถึง 12 ชั่วโมง

ทั้งนี้เนื่องจากยา lynestrenol และ desogrestrel มีโครงสร้างยาคล้ายฮอร์โมนเพศชายเทสโทสเตอรอน (testosterone) จึงพบอาการไม่พึงประสงค์ที่สัมพันธ์กับฮอร์โมนชาย เช่น หน้ามัน เป็นสิว กินจุ ผิวหนังหยาบกร้าน โดยเฉพาะในยา lynestrenol

3. Drospirenone เป็นยารุ่นที่ 4 (fourth generation) ขนาดยาต่อเม็ด 3 มก. ยาคุมกำเนิดชนิดนี้ในหนึ่งแผงจะมียาจำนวน 24 เม็ด รับประทานทุกวันวันละเม็ด และจะมีอีก 4 เม็ดที่ไม่มียา (hormone free interval) ยาชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการตกไข่ได้สมบูรณ์ โดยมีค่าครึ่งชีวิตนานประมาณ 30 ชั่วโมง มีข้อเด่นกว่ายา POP ชนิดอื่นคือมีประสิทธิภาพในการลดการบวมน้ำ (anti-mineralocorticoid) และช่วยต้านฮอร์โมนเพศชาย (anti-androgen) ได้ จึงเป็นข้อดีเหนือกว่ายาชนิดอื่น ได้แก่ ช่วยลดการเกิดสิว หน้ามัน และผิวหยาบได้ และการที่ยามีค่าครึ่งชีวิตนานจึงสามารถลืมทานยาได้นานถึง 24 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยา drospirenone ในผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมสูง (hyperkalemia) หรือกำลังรับประทานยากลุ่ม ACEIs, ARBs, spironolactone ซึ่งทำให้ระดับ potassium ในเลือดสูงเช่นกัน

อาการไม่พึงประสงค์ที่พบได้บ่อยของยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP ได้แก่ อาการเลือดออกกะปริบกะปรอย ภาวะไม่มีประจำเดือน  สิวและผิวมันและการเปลี่ยนแปลงอารมณ์ เป็นต้น และมีข้อห้ามใช้ยาในหญิงให้นมบุตรที่สงสัยตั้งครรภ์ โรคตับรุนแรง มะเร็งเต้านม มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือมีการแพ้ส่วนประกอบยา

การรับประทานยาคุมกำเนิดกลุ่ม POP นี้จำเป็นต้องรับประทานอย่างสม่ำเสมอในเวลาเดียวกัน การลืมรับประทานยาอาจทำให้ประสิทธิภาพในการคุมกำเนิดลดลงได้ โดยการแก้ไขสำหรับการลืมการรับประทานยาคุมกำเนิดแบบ POP แบ่งตามกรณีได้แก่

1. กรณีลืมทานยาในเวลาที่กำหนด ควรรับประทานยาทุกวันในเวลาเดียวกันโดยเฉพาะสำหรับ lynestrenol และ desogestrel ซึ่งในแผงจะมียาจำนวน 28 เม็ด กรณีลืมรับประทานยา lynestrenol ให้ทานภายใน 3 ชั่วโมง desogestrel ภายใน 12 ชั่วโมง และ drospirenone ภายใน 24 ชั่วโมง โดยหากลืมรับประทานยาให้รับประทานยาทันทีที่นึกได้ ไม่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดแบบอื่นเพิ่มเติม และรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ และกรณีอาเจียนหรือท้องเสียภายใน 2-3 ชั่วโมงหลังรับประทานยาให้รับประทานเม็ดเพิ่มทันที (1,2)

2. กรณีลืมทานยานานกว่าเวลากำหนด รับประทานยาที่ลืมทันที (หากลืมหลายเม็ด ให้กินเพียงเม็ดเดียว) แล้วรับประทานยาเม็ดต่อไปตามเวลาปกติ (แม้จะต้องกินวันละ 2 เม็ดในวันเดียวกัน) และควรงดมีเพศสัมพันธ์หรือใช้ถุงยางอนามัยเป็นเวลา 48 ชั่วโมง และพิจารณาใช้ยาฉุกเฉินหากมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน

บทสรุปสำหรับการใช้ยาคุมกำเนิดในหญิงให้นมบุตรคือต้องเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดโปรเจสตินเดี่ยวเป็นทางเลือกหลัก และห้ามใช้ยาคุมที่มีเอสโตรเจนในช่วงให้นมบุตร โดยเฉพาะช่วง 6 สัปดาห์แรกหลังคลอดเพราะจะส่งผลเสียในการกดการสร้างน้ำนมและเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน ทั้งนี้ในการรับประทานยา POP ต้องเน้นเรื่องการมีวินัยในการรับประทานยาให้ตรงเวลาและต่อเนื่องทุกวัน และหากพบปัญหาให้หยุดยาและปรึกษาแพทย์ทันที

 

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top