‘ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์’ หัวเรือใหญ่ SACIT  กับบทบาท ‘นักปั้นหัตถศิลป์ไทย’ ผ่านนวัตกรรมและความยั่งยืน

‘ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์’ หัวเรือใหญ่ SACIT กับบทบาท ‘นักปั้นหัตถศิลป์ไทย’ ผ่านนวัตกรรมและความยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2569, 16.29 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย หรือ SACIT (Sustainable Arts and Crafts Institute of Thailand) ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์  ผู้อำนวยการ เปิดแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยประจำปี 2569 เดินหน้ายกระดับ “ศิลปหัตถกรรมไทย” ให้เป็นทั้งภาพลักษณ์สำคัญของประเทศที่สามารถต่อยอดสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยขับเคลื่อนภายใต้ภารกิจ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทยในทุกมิติให้ก้าวไกลอย่างยั่งยืน

ตอกย้ำบทบาทของ SACIT ในฐานะองค์กรที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและความยั่งยืนของงานหัตถศิลป์ไทย ผ่านการพัฒนาอย่างบูรณาการใน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ วัฒนธรรม สังคม–สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) ขององค์การสหประชาชาติ พร้อมเดินหน้าผลักดัน “ชุดไทยพระราชนิยม” และงานศิลปหัตถกรรมที่เกี่ยวข้องให้เป็นที่รู้จักในเวทีนานาชาติ สืบสานงานหัตถศิลป์ไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมที่ยังคงมีชีวิต และสามารถเชื่อมโยงประเทศไทยกับโลกผ่านความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ไทย


ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย 

 

ผศ.ดร. อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า SACIT มีภารกิจสำคัญในการ สืบสาน สร้างสรรค์ และส่งเสริม งานศิลปหัตถกรรมไทย โดยมุ่งยกระดับหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวไกลมากกว่าการเป็นเพียงมรดกทางวัฒนธรรม หากแต่เป็นทั้ง ทุนทางปัญญา ทุนทางสังคม และทุนทางเศรษฐกิจของประเทศ ที่สามารถสร้างคุณค่าและโอกาสได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับชุมชน ระดับประเทศ และระดับนานาชาติ การดำเนินงานของ SACIT จึงมุ่งขับเคลื่อนการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้แนวคิดการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมโยงกับกรอบ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) และหลักการ ESG ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างคุณค่าทางสังคม และการบริหารจัดการที่โปร่งใส เพื่อให้ระบบนิเวศของงานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถเติบโตได้อย่างสมดุลและมั่นคงในระยะยาว

“งานศิลปหัตถกรรมไทยไม่เพียงสะท้อนภูมิปัญญาและรากฐานทางวัฒนธรรมของบรรพชน แต่ยังเป็นทรัพยากรสำคัญที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สร้างอาชีพ และสร้างโอกาสให้กับชุมชนในระดับพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นพลังทางวัฒนธรรมที่เชื่อมโยงประเทศไทยสู่เวทีโลก ผ่านความคิดสร้างสรรค์และอัตลักษณ์ของไทย” ผศ.ดร.อนุชา กล่าว

ภายใต้บทบาทดังกล่าว SACIT ได้กำหนดแนวทางการดำเนินงานออกเป็น 3 มิติหลัก ได้แก่ มิติด้านวัฒนธรรม มิติด้านสังคม-สิ่งแวดล้อม และมิติด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้การพัฒนางานศิลปหัตถกรรมไทยมีความต่อเนื่องครบวงจร ตั้งแต่การรักษารากเหง้าทางภูมิปัญญา การต่อยอดด้วยแนวคิดใหม่ที่ตอบโจทย์สังคมร่วมสมัย ไปจนถึงการผลักดันสู่ตลาดและการยกระดับภาพลักษณ์ในเวทีโลก

ในมิติด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภารกิจด้าน “สืบสาน” SACIT ทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการธำรงรักษาองค์ความรู้ รากเหง้าภูมิปัญญา และคุณค่าทางอัตลักษณ์ของงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการส่งเสริมให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้จากครูสู่ศิษย์จากรุ่นสู่รุ่น และจากท้องถิ่นสู่สาธารณะในวงกว้าง โดยให้ความสำคัญกับการเชิดชูบุคคลต้นแบบในแวดวงหัตถศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม และ New Young Artisan ซึ่งไม่เพียงเป็นการยกย่องเชิดชูเพื่อเฟ้นหาคนทำงานหัตถกรรม และส่งเสริมการส่งต่อองค์ความรู้ ทักษะเชิงช่าง เพื่อให้งานศิลปหัตถกรรมไทยสามารถคงอยู่อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งจัดเวทีวิชาการระดับนานาชาติ SACIT Symposium 2026 กำหนดจัดขึ้นระหว่าง วันที่  6 - 7  สิงหาคม 2569 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อ.บางไทร จ.พระนครศรีอยุธยา โดยในปี 2569 มุ่งเน้นองค์ความรู้ในกลุ่มงาน Ceramic Craft and Surface Design ที่เป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันงานหัตถศิลป์ที่คิดถึงประเภทงานเบญจรงค์ เพื่อขยายฐานองค์ความรู้ศิลปหัตถกรรม และสร้างการเชื่อมโยงระหว่างภูมิปัญญาดั้งเดิมกับการสร้างสรรค์ร่วมสมัย และเชื่อมโยงเครือข่ายช่างฝีมือ นักวิชาการ นักออกแบบ และหน่วยงานพันธมิตรทั้งในประเทศ อาเซียน และนานาชาติ    

 

ไฮไลต์สำคัญของ SACIT Symposium 2026 ไม่ได้มีเพียงการบรรยายเชิงวิชาการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมทั้งมิติการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างนักวิชาการ ครูช่าง นักออกแบบ และผู้ปฏิบัติงานจริงจากหลากหลายประเทศ อาทิ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม มาเลเซีย และตุรกี รวมถึงการถอดบทเรียนเชิงนโยบาย การสาธิตเชิงปฏิบัติการ และการสะท้อนบทบาทของงานหัตถศิลป์ในโลกปัจจุบันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความยั่งยืนทางวัฒนธรรม การศึกษา และเศรษฐกิจสร้างสรรค์อีกด้วย เวทีดังกล่าวจึงมีบทบาททั้งในฐานะพื้นที่รวบรวมองค์ความรู้ พื้นที่เชื่อมเครือข่ายระหว่างประเทศ และพื้นที่ยืนยันว่า “หัตถศิลป์ไทย” ยังคงมีชีวิต และสามารถสนทนากับโลกได้อย่างสง่างาม

นอกจากนี้ SACIT ยังเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อผลักดันให้ “ชุดไทยพระราชนิยม”เป็นที่รู้จัก เช่น ความร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรมในการจัดกิจกรรม Road Show “ชุดไทยมรดกภูมิปัญญาและศิลปหัตถกรรมไทยสู่เวทีสากล ณ ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่ง สศท. เป็นส่วนหนึ่งในการแสดงสาธิตงานหัตถศิลป์สำคัญ จำนวน 3 ประเภทงาน ที่เป็นองค์ประกอบของชุดไทยพระราชนิยม ได้แก่ งานปักดิ้นเงินดิ้นทอง, งานเครื่องประดับไทย และงานจักสานย่านลิเภา โดยครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม ของ สศท. รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดการสวมใส่ชุดไทยในฐานะ Social Practice ของสังคมไทย พร้อมผลักดันกระบวนการเสนอขึ้นทะเบียนต่อ UNESCO ในฐานะมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ

 

ในมิติด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม SACIT ให้ความสำคัญกับการต่อยอดงานศิลปหัตถกรรมไทยให้สอดคล้องกับบริบทของโลกปัจจุบัน โดยมองว่างานหัตถศิลป์ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการคงอยู่ของรูปแบบดั้งเดิม แต่ต้องสามารถตอบโจทย์เรื่องความเป็นธรรมในสังคม การสร้างโอกาสให้กับผู้คน และการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบควบคู่กันไป SACIT จึงมุ่งสร้างระบบนิเวศใหม่ของงานหัตถศิลป์ที่ยึดหลักความเป็นธรรมต่อผู้ผลิตและชุมชน และแนวคิด Circular Economy ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดของเสีย และออกแบบกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อให้งานหัตถศิลป์ไทยไม่เพียงงดงามในเชิงศิลป์ แต่ยังมีคุณค่าในเชิงสังคมและมีความรับผิดชอบต่อโลกในระยะยาว

ด้านสิ่งแวดล้อม SACIT ขับเคลื่อนการสร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ผ่านแนวคิด Sustainable Craft Business Model ที่มุ่งให้กระบวนการผลิตของงานหัตถศิลป์ไทยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ตั้งแต่การเลือกใช้วัตถุดิบในท้องถิ่น การออกแบบที่คำนึงถึงอายุการใช้งาน การลดของเสียในกระบวนการผลิต การนำวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ใหม่ ตลอดจนการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อธรรมชาติ โดยเชื่อมโยงเข้ากับแนวคิด Craft Circular Model ที่สนับสนุนให้ชุมชนและผู้สร้างสรรค์มองเห็นคุณค่าของทรัพยากรในทุกขั้นตอนของการผลิต ตัวอย่างเช่น การใช้วัสดุธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างกระจูด การต่อยอดองค์ความรู้ด้านผ้าย้อมคราม การใช้วัสดุเหลือใช้หรือวัสดุพลอยได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งล้วนเป็นแนวทางที่ทำให้งานหัตถศิลป์สามารถดำรงอยู่ได้ในโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

 

ในมิติด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นภารกิจด้าน “ส่งเสริม” SACIT มุ่งผลักดันให้งานศิลปหัตถกรรมไทยเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ผ่านการยกระดับตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัตถุดิบ การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การยกระดับมาตรฐาน การสร้างแบรนด์ การสื่อสารภาพลักษณ์ ไปจนถึงการเปิดตลาดและสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดย SACIT มองว่า “คุณค่าของงานหัตถศิลป์ไทย” ต้องได้รับการสื่อสารให้ชัดเจนทั้งในมิติของความงาม อัตลักษณ์ และศักยภาพเชิงพาณิชย์ เพื่อให้ช่างฝีมือ ผู้ประกอบการ และชุมชนสามารถแปลงทุนทางวัฒนธรรมให้กลายเป็นรายได้ที่จับต้องได้

 

 

หนึ่งในกลไกสำคัญของมิตินี้คือการจัดกิจกรรมและมหกรรมที่สร้างตลาดและสร้างภาพจำใหม่ให้กับงานหัตถศิลป์ไทย เช่น Craft Bangkok 2026 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการรวบรวมงานหัตถศิลป์จากทั่วประเทศมาเชื่อมโยงกับผู้บริโภค นักออกแบบ ผู้ซื้อ และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและขยายฐานตลาดให้กว้างขึ้น รวมถึงงาน อัตลักษณ์แห่งสยาม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการนำเสนอผลงานจากสมาชิก SACIT กว่า 380 คูหา พร้อมผลงานครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และดีไซเนอร์ไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่างานหัตถศิลป์ไทยสามารถพัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์ร่วมสมัยที่มีทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรมและมูลค่าทางธุรกิจ โดยมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–26 เมษายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์

 

และเพื่อเป็นการตอบโจทย์แบรนดิ้งขององค์กรในฐานะการเป็น “นักปั้นดาวแห่งงานหัตถศิลป์ไทยให้ก้าวไกลสู่สากล” SACIT ก็ยังคงให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายในต่างประเทศ ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ อาทิ การเข้าร่วมงาน The Saudi International Handicrafts Week (Banan) ณ ประเทศซาอุดีอาระเบีย การนำเสนอผลงานในเวทีการประชุมประจำปีของธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ตลอดจนความร่วมมือกับบริษัทโอมิยะในการพัฒนาผ้าไทยและต่อยอดตลาดกิโมโนในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งไม่เพียงเป็นการเปิดตลาดใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์หัตถศิลป์ไทย แต่ยังเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ของงานหัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับในฐานะสินค้าวัฒนธรรมที่มีศักยภาพในตลาดโลก

 

“SACIT เชิญชวนให้คนไทยร่วมสวมใส่ “ชุดไทยพระราชนิยม” อย่างถูกต้อง เพื่อร่วมกันผลักดันให้ชุดไทยได้รับการรับรองในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในกระบวนการพิจารณาของ UNESCO พร้อมส่งเสริมให้เกิด Social Practice หรือแนวปฏิบัติทางสังคมในการสวมใส่ชุดไทยอย่างแพร่หลายและสร้างพลวัตในงานหัตถศิลป์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวัฒนธรรมไทยสู่การยอมรับในเวทีโลก ทั้งนี้ SACIT ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเผยแพร่ภาพการสวมใส่ชุดไทยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยขอให้ร่วมกันใส่แฮชแท็ก #ชุดไทยพระราชนิยม #SACIT #CHUDTHAI #RoyalThaiDress เพื่อร่วมกันแสดงพลังของคนไทยให้คนทั่วโลกได้เห็น” ผศ.ดร.อนุชา กล่าวเชิญชวน

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top