วันอังคาร ที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569
สภาเภสัชกรรม นำโดย ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช นายกสภาเภสัชกรรมม, รศ.พิเศษ ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ที่ปรึกษาสภาเภสัชกรรม, รศ.ภญ.สุณี เลิศสินอุดม เลขาธิการสภาเภสัชกรรม, ภก.อภินันท์ วัชราภิชาต ผู้ช่วยเลขาธิการด้านการบริหารจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี และภก.ธีรวิทย์ บำรุงศรี ผู้ช่วยเลขาธิการด้านพัฒนาวิชาชีพ เข้ายื่นหนังสือถึง นายพัฒนา พร้อมพัฒน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อขอรับการสนับสนุนการปฏิบัติงานของเภสัชกรทั่วประเทศ โดยระบุว่าเภสัชกรเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายซึ่งประกอบไปด้วย “น้อมนำการพัฒนางานสาธารณสุข ตามแนวพระราชดำริและโครงการเฉลิมพระเกียรติของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ “30 บาทรักษาทุกที่” และ “ฟอกไตฟรี ได้ทุกแห่ง” “รอบรู้ เพื่ออยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต”“หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ เชื่อมต่อทุกบริการ ผ่านเทคโนโลยี”“เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” และ “ขวัญกำลังใจบุคลากร” นั้น
สภาเภสัชกรรมซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพ ที่เป็นตัวแทนของเภสัชกรทั่วประเทศ ได้เห็นความสำคัญและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและระบบสุขภาพของประเทศไทย หากเภสัชกรได้รับการสนับสนุนให้มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน โดยขอเรียนให้ทราบว่า เภสัชกรในทุกภาคส่วนทั่วประเทศ ได้ร่วมสนับสนุนและขับเคลื่อนการทำงานตามนโยบายของท่านและกระทรวงสาธารณสุข มาอย่างต่อเนื่อง
โดยเภสัชกรได้ร่วมดำเนินการพัฒนาระบบการให้บริการด้านยาแบบไร้รอยต่อ One Region-One Province-One Hospital เพื่อให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงยาจำเป็นได้อย่างปลอดภัย แบบไร้รอยต่อ ในผู้ป่วยโรคไต โรคมะเร็ง โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคอื่น ๆ ที่สำคัญ โดยเภสัชกรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านตาม Service Plan ที่มีความสามารถในการบริหารจัดการ ทำงานร่วมกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและสหสาขาวิชาชีพ โดยมีการบริหารคลังยา ทรัพยากร และบัญชียาร่วม เป็นคลังเดียวกันในทุกสถานบริการ มีการเชื่อมโยงข้อมูลคลังยา (Digital Supply Chain Backbone) และประวัติด้านสุขภาพเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ช่วยลดปัญหาการรักษาล่าช้า ลดการเดินทาง ลดระยะเวลารอคอยของประชาชน และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศไทย ทำให้ประชาชนเพียงนำบัตรประชาชนใบเดียว ก็สามารถไปรับบริการได้ทุกที่ เพราะมีการบริหารระบบยาและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพเภสัชกรในหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้เป็น “หมอยาประจำตัว” โดยทำงานร่วมกับทีมหมอครอบครัว ทำงานเชิงรุกในพื้นที่ในการดูแลสุขภาพประชาชนด้านยาที่บ้านและในชุมชน โดยเน้นการดูแลผู้ป่วยในกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ตลอดจนสร้างความรอบรู้ด้านยาให้กับประชาชน ลดการใช้ยาซ้ำซ้อน มีความตระหนักรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเอง อันจะส่งผลให้ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของประเทศในอนาคต
ในสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภาวะฉุกเฉิน เกิดขึ้นในหลายๆ พื้นที่ อันเป็นผลกระทบมาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ทั้งภัยจากสงครามกับเพื่อนบ้าน ผลกระทบจากสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน โรคระบาด โรคอุบัติใหม่อุบัติซ้ำ ภัยพิบัติจากน้ำท่วมและสถานการณ์ฉุกเฉินต่าง ๆ เภสัชกรเข้าไปมีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบยาเพื่อสร้างความพร้อมการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินเหล่านี้ โดยมีแผนการเตรียมความพร้อม (Preparedness) ก่อนเกิดเหตุ การตอบโต้และให้บริการ (Response) ในภาวะฉุกเฉิน รวมถึงการฟื้นฟู (Recovery) หลังเหตุการณ์สงบ เพื่อบริหารจัดการด้านยา ระบบผลิตและจัดหายา ระบบ Logistics เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาในการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพียงพอไม่ขาดแคลน
ดังจะเห็นได้จาก การจัดการยาและเวชภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และในพื้นที่ภาคใต้ ที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการจัดการยาในสถานการณ์สงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกากับอิหร่านในปัจจุบัน ที่มีการประสานข้อมูลระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา องค์การเภสัชกรรม บริษัทผู้จัดจำหน่าย สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด และทุกโรงพยาบาลในประเทศไทย ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลยาและเวชภัณฑ์ในแต่ละโรงพยาบาล ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ทราบสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบันผ่านระบบ Dashboard ที่สามารถสร้างระบบติดตามได้สำเร็จภายในระยะเวลาไม่ถึง 1 สัปดาห์
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ในทุกสถานการณ์วิกฤตด้านสุขภาพ ทั้งโรคระบาด หรือภัยพิบัติต่างๆ เภสัชกรได้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในการทำงานกับสหสาขาวิชาชีพ ร่วมสนับสนุนทุกนโยบายของผู้บริหารและกระทรวงสาธารณสุขมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน มีความปลอดภัยจากการใช้ยา และมีคุณภาพชีวิตที่ดีนั้น
อย่างไรก็ตาม เภสัชกรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ยังประสบปัญหาสมองไหลและขาดขวัญกำลังใจอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากข้อมูลย้อนหลังพบว่า ตั้งแต่ปี 2563 เภสัชกรมีการปรับเปลี่ยนสถานะการจ้างจากข้าราชการเป็นพนักงานราชการ โดยได้รับจัดสรรปีละ 350 ตำแหน่งมาจนถึงปี 2569 แต่มีอัตราการสูญเสียเภสัชกรออกจากระบบราชการตั้งแต่ปี 2565 – 2567 จำนวน 146 ราย 216 ราย และ 185 รายตามลำดับ (สูญเสียเฉลี่ยปีละ 182 ราย) ในขณะที่เภสัชกรใช้ทุนปี 2568 ที่ได้รับจัดสรร 350 ตำแหน่ง มีผู้สมัครใช้ทุนเพียง 264 ราย (ร้อยละ 75) มีตำแหน่งว่าง 86 ตำแหน่งที่ไม่มีผู้เลือกสถานที่ใช้ทุน (ร้อยละ 25) โดยตำแหน่งว่างดังกล่าว ไม่ได้ถูกส่งกลับไปยังพื้นที่เพื่อรับสมัครเองแต่ถูกดึงตำแหน่งกลับส่วนกลาง ทำให้ยังเกิดปัญหาความขาดแคลนในพื้นที่ ส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจ และภาระงานของเภสัชกรในพื้นที่
สำหรับการจัดสรรตำแหน่งข้าราชการให้กับเภสัชกรที่มีสถานการณ์จ้างเป็นพนักงานราชการที่มีอายุงาน2 ปีขึ้นไป ในปี 2567 ได้รับจัดสรรมา 152 ตำแหน่ง ในขณะที่ยังมีเภสัชกรพนักงานราชการที่ยังตกค้างอีกประมาณ 1,000 ราย
ในขณะที่สถานการณ์จ้างของเภสัชกรเป็นพนักงานราชการมาจำนวนเท่าเดิม 350 ตำแหน่ง ตั้งแต่ปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่แพทย์และทันตแพทย์ ได้รับการจ้างเป็นข้าราชการต่อเนื่องมาทุกปีด้วยการใช้ตำแหน่งว่างบริหารจัดการในภาพรวม โดย 2 ปีย้อนหลังแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 2,013 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 2,801 ตำแหน่งในปี 2569 ส่วนทันตแพทย์ได้รับจัดสรรตำแหน่งข้าราชการเพิ่มขึ้นจาก 587 ตำแหน่งในปี 2568 เพิ่มเป็น 602 ตำแหน่งในปี 2569
ทั้งนี้ เพื่อให้เภสัชกรทุกคน มีขวัญกำลังใจที่ดีในการปฏิบัติงาน สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ และสหสาขาวิชาชีพได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ลดการสูญเสียกำลังคนจากระบบราชการ สภาเภสัชกรรมจึงขอสนับสนุนการดำเนินการจากท่านดังนี้
1. ขอปรับสถานะการจ้างเภสัชกร ที่มีสถานะการจ้างเป็นพนักงานราชการหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้เป็นข้าราชการ ตั้งแต่แรกเริ่มบรรจุ ส่วนพนักงานราชการเดิมหรือการจ้างในรูปแบบอื่น ให้ปรับเปลี่ยนเป็นข้าราชการในอนาคตจนครบทุกตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและจูงใจให้อยู่ในระบบราชการ
2. ขอจัดสรรตำแหน่งว่างของข้าราชการตำแหน่งเภสัชกร ส่งกลับไปยังพื้นที่โดยเร็วที่สุดเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนกำลังคนและภาระงาน โดยมีรายละเอียดตามหนังสือสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0208.02/ว 7874 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ให้ชะลอการใช้ตำแหน่งว่าง โดยสงวนเพื่อบริหารจัดการภาพรวม ทำให้ตำแหน่งเภสัชกรที่เกษียณอายุราชการ ลาออก หรือย้ายเลขว่าง ไม่ได้รับการจัดสรรกลับคืนลงไปยังพื้นที่ ทำให้สถานการณ์ความขาดแคลนเภสัชกร และภาระงานในการดูแลประชาชนในพื้นที่ทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
3. ขอสนับสนุนและส่งเสริมความก้าวหน้าในตำแหน่ง ให้เภสัชกรเข้าสู่ตำแหน่งเภสัชกรชำนาญการพิเศษ (เลื่อนไหล) ได้ทุกราย โดยไม่ต้องยุบตำแหน่ง ทั้งนี้ จากข้อมูลในปี 2568 พบว่ามีเภสัชกรที่ยังตกค้างในระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ รวมกัน 8,117 ตำแหน่ง จาก 9,377 ตำแหน่ง (ร้อยละ 87) และมีแนวโน้มที่จะลาออกจากระบบราชการหากมีอายุราชการครบ 25 ปี
4. ขอปลดล็อคการตรึงตำแหน่งของเภสัชกรที่เป็นข้าราชการ ตามหนังสือที่ สธ 0201.032/ว76 ลงวันที่ 21 มกราคม 2556 เพื่อให้เภสัชกรสามารถย้ายกลับภูมิลำเนากลับไปดูแลบิดามารดา และได้อยู่ร่วมกับครอบครัวได้
5. ขอปรับค่าตอบแทนไม่ทำเวชปฏิบัติ จาก 5,000 บาท เป็น 10,000 บาท เทียบเท่ากับเภสัชกรขององค์การเภสัชกรรม และ เครือข่ายโรงพยาบาล กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (UHosNet) ที่ได้รับการปรับเพิ่มในอัตราดังกล่าวแล้ว และเทียบเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ ที่มีระยะเวลาการศึกษา 6 ปีเท่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ และลดการลาออกของเภสัชกรที่ลาออกจากระบบราชการไปสู่ภาคเอกชน รวมทั้งเงินเพิ่มพิเศษกรณีไม่ทำเวชปฏิบัติส่วนตัวนี้ ไม่ได้ปรับเพิ่มมาเป็นระยะเวลากว่า 20 ปีแล้ว
6. ขอปรับเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) และตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของผู้ปฏิบัติงานด้านการสาธารณสุขของพนักงานราชการ (ค.ต.ส.) ขอปรับเพิ่มจากเดิมที่แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ 1,500 บาท และ 3,000 บาท เป็น 3,500 / 7,500 / 15,000 บาท ตามหนังสือที่ สภ.01/01/182 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2565 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้เกิดความเป็นธรรมเมื่อเปรียบเทียบกับสายงานอื่น โดยเภสัชกรมีการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาเป็น 6 ปี เช่นเดียวกับแพทย์และทันตแพทย์ ทั้งนี้เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเภสัชกรผู้ปฏิบัติงานที่มีความเสี่ยงต่ออันตราย หรือมีการปฏิบัติงานที่ใช้ความรู้ความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะ ซึ่งเป็นสาขาขาดแคลน มีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานจากระบบเป็นจำนวนมาก
ภก.ปรีชา พันธุ์ติเวช เน้นย้ำว่า การส่งเสริมขวัญกำลังใจในครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อตัวบุคลากร แต่เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการดูแลด้านยาให้แก่ประชาชน สามารถเข้าถึงบริการด้านยาได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยจากการใช้ยา
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี