533.jpg
คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรรมไซเบอร์ กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร

คุยกัน 7 วันหน : อาชญากรรมไซเบอร์ กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 21 เม.ย. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal หรือ WSJ ได้เผยแพร่บทความเรื่อง How Cybercrime Became a Leading Industry in ‘Scambodia’ หรือ “อาชญากรรมไซเบอร์กลายเป็นอุตสาหกรรมชั้นนำใน “Scambodia” ได้อย่างไร” โดยมีเนื้อหาสรุปได้ว่า ประเทศกัมพูชาได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ โดยการดำเนินงานต้มตุ๋นหลอกลวงขนาดใหญ่สามารถสร้างรายได้มหาศาลถึงประมาณปีละ 19,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่างเป็นทางการของกัมพูชา

เกเบรียล สไตน์เฮาเซอร์ (Gabriele Steinhauser) และ แพตทริเซีย เคาส์มานน์ (Patricia Kowsmann) ผู้เขียนบนความนี้ระบุว่า กลุ่มอาชญากรรมที่นำโดยชาวจีนเป็นผู้ควบคุมและดำเนินกิจการภายใน "อาณาจักรเครือข่ายต้มตุ๋น" (Scam Compounds) ขนาดมหึมา สถานที่เหล่านี้เป็นที่กักขังแรงงานเหยื่อค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งถูกบังคับให้ทำการฉ้อโกงออนไลน์พุ่งเป้าไปที่เหยื่อทั่วโลก ผ่านวิธีการปลอมตัวเป็นบุคคลอื่นและการหลอกลวงให้ลงทุน ขบวนการเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ แต่ได้พัฒนาเป็นเครือข่ายข้ามชาติที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ โดยใช้พื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่มาสร้างเป็น "นิคมสแกมเมอร์" ที่มีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนา มีทั้งที่พัก ร้านอาหาร และสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจรภายในตึกเดียว


เหยื่อส่วนใหญ่ถูกหลอกว่ามีงานไอทีรายได้สูงในกัมพูชา แต่เมื่อไปถึงกลับถูกยึดหนังสือเดินทางและบังคับให้ทำงานหลอกลวงวันละ 12–16 ชั่วโมง หากขัดขืนจะถูกกักขังหรือทำร้ายร่างกาย เทคนิคากรหลอกลวงหลัก คือการ "หลอกให้รักแล้วเชือด" โดยการสร้างความสัมพันธ์และความไว้วางใจกับเหยื่อผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะชักชวนให้ลงทุนในแพลตฟอร์มคริปโตเคอเรนซีปลอม นอกจากการหลอกล่อด้วยคำพูด ปัจจุบัน มีการใช้มัลแวร์ (Malware) โดยเฉพาะในระบบ Android เพื่อดักจับรหัส SMS และหลบเลี่ยงระบบสแกนใบหน้าเพื่อดูดเงินจากบัญชีธนาคารโดยตรง

บทความเน้นย้ำถึงบทบาทของบริษัทขนาดใหญ่ (Conglomerates) ในกัมพูชาที่จัดหาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เช่น ระบบการชำระเงินที่เข้ารหัสลับ และบริการฟอกเงิน ทำให้ขบวนการเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายเงินจำนวนมหาศาลข้ามพรมแดนได้โดยที่ระบบธนาคารปกติไม่สามารถตรวจพบ บทความมีการกล่าวถึงตึกระฟ้าสีทองในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในประเทศ โดยระบุว่าบริษัทที่สร้างตึกนี้มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายที่ถูกกระทรวงการคลังสหรัฐฯ คว่ำบาตร เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจสแกมเมอร์

จากหลักฐานที่ถูกเปิดโปง ทั้งบันทึกการคว่ำบาตร เอกสารการจดทะเบียนบริษัท และการสัมภาษณ์เหยื่อรวมถึงผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พบว่าเครือข่ายอาชญากรเหล่านี้มีความเชื่อมโยงกับนักธุรกิจที่มีเส้นสายทางการเมือง และในบางกรณีรวมถึงบุคคลระดับสูงในรัฐบาลกัมพูชาด้วย

แม้รัฐบาลกัมพูชาได้ออกมาปฏิเสธการมีส่วนรู้เห็น ขณะที่ในช่วงที่ผ่านมา แม้จะมีการบุกทลายจับกุม และเนรเทศชาวต่างชาติที่มาร่วมงานต้มตุ๋นหลายหมื่นคน แต่ดูเหมือนการดำเนินงานเหล่านี้เป็นเพียงการทำให้กลุ่มอาชญากรกระจายตัวออกไปมากกว่าที่จะหายไปอย่างสิ้นเชิง การแพร่ระบาดของกิจกรรมต้มตุ๋นยังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อชื่อเสียงและเศรษฐกิจของกัมพูชา รวมถึงทำให้นักท่องเที่ยวลดลง นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายที่ผ่านมายังคงไม่สม่ำเสมอ และมีการดำเนินคดีกับตัวการระดับสูงในจำนวนที่น้อยมาก

รัฐบาลกัมพูชาไม่พอใจคำว่า ‘Scambodia’

ภายหลังบทความดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสความไม่พอใจของชาวกัมพูชาทั้งประเทศ โดยล่าสุดเทพ อัสนาริธ โฆษกกระทรวงสารสนเทศกัมพูชาได้ประณามบทความดังกล่าวที่ใช้คำว่า “Scambodia” ในพาดหัว โดยระบุว่าคำดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นมืออาชีพ และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศ การนำชื่อประเทศเอกราชไปเชื่อมโยงกับกิจกรรมอาชญากรรมระดับโลก ถือเป็นการเยาะเย้ยและบั่นทอนศักดิ์ศรีของประชาชนชาวกัมพูชา ทางกระทรวงได้จัดทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึงกองบรรณาธิการและผู้บริหารของ The Wall Street Journal เพื่อขอให้มีการทบทวนและแก้ไขบทความดังกล่าว เพราะบทบาทของสื่อมวลชนคือการให้ข้อมูล นำเสนอข้อเท็จจริง และช่วยแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ทำลายเกียรติยศของประเทศใดประเทศหนึ่ง

ขณะที่ เกียว เรมี ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา ออกมาเรียกร้องให้ The Wall Street Journal ถอนคำว่า Scambodia และกล่าวขอโทษ โดยระบุว่าเป็นคำที่ดูหมิ่น สร้างความเสื่อมเสีย และละเลยความพยายามของรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ คณะกรรมการฯ ระบุว่าคำดังกล่าวเป็นการสร้างภาพจำที่ผิดพลาดต่อประชากรกว่า 18 ล้านคน และอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และว่าการใช้ภาษาที่สร้างความตื่นตระหนก (Sensationalism) เพื่อดึงดูดความสนใจนั้นขัดต่อหลักวิชาชีพสื่อที่ควรเน้นข้อเท็จจริง

ที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชายืนยันว่าไม่ได้นิ่งนองใจกับปัญหานี้ โดยได้เพิ่มความเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทางการได้ดำเนินการปราบปรามคดีหลอกลวงออนไลน์มากกว่า 250 คดี ระหว่างเดือนกรกฎาคม 2568 ถึงกลางเดือนเมษายนปีนี้ รวมถึงการเข้าตรวจค้นสถานที่ที่เชื่อมโยงกับกาสิโน 91 แห่ง พร้อมเดินหน้าดำเนินคดีอาญา 112 คดี ที่เกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัยประมาณ 1,089 คน ถูกส่งฟ้องต่อศาล ผู้ต้องสงสัยมีทั้งสัญชาติจีน ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และกัมพูชา นอกจากนี้ ทางการยังระบุว่าได้ส่งตัวชาวต่างชาติ 13,039 คน ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมหลอกลวงออนไลน์ออกนอกประเทศ ระหว่างเดือนมกราคม 2568 ถึงวันที่ 19 เมษายนปีนี้ อีกทั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กัมพูชาได้เพิ่มความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรระหว่างประเทศ เพื่อปราบปรามเครือข่ายฉ้อโกงออนไลน์ การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดน

ความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางรายงานจากองค์กรระดับโลกหลายแห่ง เช่น Amnesty International และ สหประชาชาติ ที่ระบุว่า กัมพูชาได้กลายเป็นศูนย์กลางของอาชญากรรมไซเบอร์และการค้ามนุษย์ ซึ่งกัมพูชามองว่าเป็นการกล่าวหาที่เกินจริงและละเลยความร่วมมือระดับนานาชาติที่กำลังดำเนินอยู่ ขณะที่บรรดาผู้นำกัมพูชาเคยตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในเดือนเมษายนปีนี้ จะต้อง "กำจัด" เครือข่ายสแกมเมอร์ออนไลน์ในประเทศให้หมดสิ้นไป ท่ามกลางข้อกังขาจากหน่วยงานตรวจสอบระหว่างประเทศ ที่ยังคงระบุว่า ปัญหาระบบการค้ามนุษย์และการบังคับใช้แรงงานในนิคมสแกมเมอร์เหล่านี้ยังคงฝังรากลึกอยู่ในกัมพูชาเหมือนเดิม

โดย ดาโน โทนาลี

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top