วันพุธ ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569
ท่ามกลางไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญทั้งดีไซน์ ฟังก์ชัน และวัสดุที่สะท้อนตัวตน นาฬิกาข้อมือจึงไม่ใช่เพียงเครื่องบอกเวลา หากแต่เป็นสเตทเมนต์แห่งรสนิยมและนวัตกรรมที่สวมใส่ได้ในทุกวัน ราโด (Rado) ในฐานะแบรนด์ที่ได้รับการขนานนามว่า “ผู้นำด้านวัสดุศาสตร์” (Master of Materials) ล่าสุดได้จัดงาน Celebrates 40 years of High-Tech Ceramic & Unveils Novelties 2026 โดย ธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ ผู้บริหารแบรนด์ ราโด (Rado) ประเทศไทย เพื่อเฉลิมฉลอง 40 ปีแห่งความงดงามและทนทานของนวัตกรรม ไฮเทคเซรามิก (High-Tech Ceramic) สุดยอดผลงานที่นิยามตัวตนของแบรนด์มาอย่างยาวนาน ด้วยการเปิดตัวเรือนเวลาดีไซน์พิเศษจากตระกูลอินทิกรัล (Integral) ในรุ่น Integral 40-Year Anniversary Edition ควบคู่ไปกับการเผยโฉมเรือนเวลาหรูน่าสะสมแห่งปี 2026 จากหลากหลายตระกูลไอคอนิก ไม่ว่าจะเป็น อินทิกรัล (Integral), อะนาตอม (Anatom), ทรู สแควร์ (True Square), ทรู ราวด์ (True Round), เซนทริกซ์ (Centrix), กัปตัน คุก (Captain Cook) และ ไดสตาร์ (DiaStar) ให้เหล่าคนรักนาฬิกาได้ยลโฉมพร้อมกันอย่างใกล้ชิด
โดยในงานได้รับเกียรติจาก 2 นักแสดงชื่อดัง ได้แก่ แอน ทองประสม และบลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ มาร่วมถ่ายทอดสไตล์อันโดดเด่นผ่านเรือนเวลาดีไซน์หรู รวมถึงเซเลบริตี้สาวแฟนคลับแบรนด์อย่าง หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา
ราโด (Rado) แบรนด์นาฬิกาหรูสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1917 โดยพี่น้องตระกูล Schlup ที่ก่อตั้ง บริษัท Schlup & Co. ขึ้นในเมืองเลงนาว ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ราโด (Rado) นับได้ว่าเป็นผู้สรรสร้างนวัตกรรมเรือนเวลาระดับโลกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ผู้นำด้านวัสดุศาสตร์” (Master of Materials) ด้วยสุดยอดผลงานออกแบบไฮเทคเซรามิก (High-Tech Ceramic) อันล้ำสมัยผสมผสานเข้ากับเทคโนโลยีด้านวัสดุศาสตร์จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้อย่างลงตัว
ธีรเนตร ภัทรวุฒิพงศ์ กล่าวว่า “การเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปีของไฮเทคเซรามิกในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการสะท้อนความสำเร็จของผู้นำด้านวัสดุศาสตร์ (Master of Materials) แต่ยังเป็นการตอกย้ำตัวตนของราโดในฐานะแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยดีไซน์และเทคโนโลยี ภายใต้ธีม Eternal Beauty หรือความงามอันเป็นนิรันดร์ ซึ่งสะท้อนแนวคิดของแบรนด์ในการสร้างสรรค์นาฬิกาที่คงคุณค่าเหนือกาลเวลา สามารถส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้ ด้วยนวัตกรรมซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของราโด เราเลือกนำคอลเลกชั่นอินทิกรัลมานำเสนอเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปี ด้วยรุ่น Integral 40-Year Anniversary Edition เนื่องจากเป็นหนึ่งในไอคอนที่ถือกำเนิดขึ้นในยุคเริ่มต้นของการนำไฮเทคเซรามิกมาใช้ในงานออกแบบ และสะท้อนพัฒนาการของแบรนด์ได้อย่างชัดเจน ขณะเดียวกันวัสดุนี้ยังเปิดโอกาสให้เราสร้างสรรค์เฉดสีและพื้นผิวที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาเรือนเวลาที่ร่วมสมัย มีเอกลักษณ์ และมีดีไซน์ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้สวมใส่ในปัจจุบัน นอกจากนี้ภายในงานยังได้นำเสนอเรือนเวลาจากคอลเลกชั่นอื่นๆ ของราโด ที่สะท้อนมุมมองด้านดีไซน์และนวัตกรรมในหลากหลายรูปแบบอีกมากมาย พร้อมเปิดโอกาสให้แขกผู้มีเกียรติได้สัมผัสประสบการณ์อย่างใกล้ชิด ผ่านการทดลองและทำความรู้จักกับนวัตกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งช่วยเติมมิติใหม่ให้การจัดแสดงครั้งนี้น่าสนใจและน่าประทับใจยิ่งขึ้น”
สำหรับเรือนเวลาที่โดดเด่นที่สุดของปีนี้จาก ราโด (Rado) แน่นอนว่าคือ อินทิกรัล (Integral) รุ่น Integral 40-Year Anniversary Edition ซึ่งนับเป็นหมุดหมายสำคัญของแบรนด์ในการเฉลิมฉลอง 40 ปีของนวัตกรรม ไฮเทคเซรามิก (High-Tech Ceramics) และคอลเลกชั่นไอคอนที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 1986 โดยรุ่นพิเศษในปี 2026 นี้ได้รับการปรับโฉมใหม่อย่างประณีต โดยยังคงเอกลักษณ์ของหน้าปัดทรงสี่เหลี่ยมไว้อย่างสง่างาม ผสานตัวเรือนสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีทองเข้ากับกระจกแซฟไฟร์โค้งแบบเต็มขอบ ขณะที่สายนาฬิกามาพร้อมข้อตรงกลางไฮเทคเซรามิกสีดำขัดเงา หน้าปัดสีดำขัดลายเส้นแนวตั้งเสริมด้วยหลักชั่วโมงและเข็มสีทองเคลือบสารเรืองแสงซูเปอร์ลูมิโนวา (Super-LumiNova®) ขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์ PreciDrive คาลิเบอร์ R279 พร้อมฟังก์ชันแสดงวันที่และกันน้ำได้ 50 เมตร โดยมีการสลักข้อความ “SINCE 1986, ANNIVERSARY EDITION” ที่บริเวณฝาหลัง ขนาดตัวเรือน 28.0 มม. ตอกย้ำความสำคัญของเรือนเวลารุ่นนี้ในฐานะบทสรุปของดีไซน์คลาสสิกที่ถูกยกระดับสู่ความร่วมสมัย
อีกทั้งยังคงนำเสนอความหลากหลายของดีไซน์ ขนาดและวัสดุผ่านไลน์ตระกูลอินทิกรัล (Integral) ที่มีทั้งหมด 6 เรือนด้วยกัน ซึ่งต่อยอดดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเรือนทรงสี่เหลี่ยม รุ่นอินทิกรัล ไดมอนด์ (Integral Diamonds) มาพร้อมกระจกแซฟไฟร์โค้งและข้อต่อไฮเทคเซรามิก โดยมีรุ่นที่โดดเด่นด้วยขอบหน้าปัดประดับเพชร Super Jubilé จำนวน 56 เม็ด บนหน้าปัดอะเวนจูรีน (Aventurine) สีมิดไนท์แบล็ก ขนาด 23.0 มม. ขณะที่อีก 5 รุ่นมาพร้อมหลักชั่วโมงประดับเพชร 4 เม็ด และแตกต่างกันผ่านโทนสีของหน้าปัดและตัวเรือน ที่ข้อนาฬิกาทำจากไฮเทคเซรามิกสีขาว, สีน้ำตาลและสีดำ โดยตกแต่งด้วยสแตนเลสสตีล และสแตนเลสสตีลเคลือบ PVD สีโรสโกลว์ และสีทอง โดยมี 2 ขนาด ได้แก่ ขนาด 23.0 มม. และ ขนาด 31.5 มม.
อีกหนึ่งเรือนไฮไลต์ของปีนี้มาจากตระกูล อะนาตอม (Anatom) ในรุ่น อะนาตอม ออโตเมติก สเกเลตัน (Anatom Automatic Skelton) ซึ่งสะท้อนแนวคิดการออกแบบเชิงนวัตกรรมของ ราโด (Rado) ได้อย่างชัดเจน โดยสืบทอดดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ตั้งแต่ปี 1983 และได้รับการตีความใหม่ด้วยโครงสร้างแบบสเกเลตันเป็นครั้งแรกของตระกูล เผยให้เห็นกลไกออโตเมติกคาลิเบอร์ R808 ที่มาพร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง และแฮร์สปริงนิวาครอง (Nivachron™) ตัวเรือนยังคงรูปทรงโค้งรับข้อมือตามหลักกายวิภาค ผสานวัสดุไฮเทคเซรามิก และสแตนเลสสตีลอย่างลงตัว พร้อมรายละเอียดหน้าปัดและองค์ประกอบที่เน้นมิติของกลไกอย่างประณีต
ด้าน ทรู สแควร์ (True Square) เปิดตัวทั้งหมด 3 เรือนด้วยกัน ได้แก่ ทรู สแควร์ ออโตเมติก โอเพ่น ฮาร์ท สปาร์คลิ่ง (True Square Automatic Open Heart Sparkling) จำนวน 2 เรือน ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดเอฟเฟกต์ระยิบระยับและเพชร Jubilé จำนวน 12 เม็ด เผยให้เห็นกลไกออโตเมติกคาลิเบอร์ R734 ซึ่งมาในสองวัสดุและสีสันที่แตกต่าง โดยเรือนแรกมาในตัวเรือนและสายไฮเทคเซรามิกสีขาวขัดเงา จับคู่กับเข็มสีโรสโกลด์ ขณะที่อีกหนึ่งเรือนเป็นพลาสม่าไฮเทคเซรามิกขัดเงา เสริมด้วยเข็มสีเหลืองทอง และอีกหนึ่งเรือนจากตระกูลทรู สแควร์ (True Square) คือ ทรู สแควร์ ออโตเมติก สเกเลตัน ไดมอนด์ (True Square Automatic Skeleton Diamonds) ที่นำเสนอโครงสร้างสเกเลตันพร้อมกลไกคาลิเบอร์ R808 ประดับเพชรแท้เพชรบาเก็ตช่วยสร้างความสง่างาม และดึงดูดความสนใจเนื่องจากเล่นแสงระยิบระยับได้อย่างแนบเนียน ตัวเรือนและสายนาฬิกาที่มีโครงสร้างแบบเป็นชิ้นเดียวและทำจากไฮเทคเซรามิกสีดำขัดเงาเรียบเนียนจะตัดกับหน้าปัดเคลือบแลคเกอร์สีดำ เพชรบาเก็ต พร้อมกลไกการเดินแบบเปลือยอย่างงดงาม และใส่สบายอย่างไม่มีใครเทียบได้
ขณะที่ ทรู ราวด์ (True Round) มาในคอลเลกชั่น ทรู ราวด์ เอ็กซ์ เลส์ กูเลอร์ส เลอ กอร์บูซีเยร์ (True Round x Les Couleurs® Le Corbusier®) จำนวน 3 เรือนด้วยกัน โดยถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากชุดสี Polychromie Architecturale หรือแนวคิดการใช้สีในงานสถาปัตยกรรมของสถาปนิกระดับโลกอย่าง เลอ กอร์บูซีเยร์ (Le Corbusier) ผ่านนาฬิกา 3 รุ่นที่โดดเด่นด้วยโทนสีเฉพาะตัว หน้าปัดลวดลายคอนกรีต และรายละเอียดที่สะท้อนอิทธิพลจากงานสถาปัตยกรรม ของสถานที่ 3 แห่ง ได้แก่ La Cité Radieuse กลุ่มอาคารพักอาศัยคอนกรีตขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมาร์แซย์ ประเทศฝรั่งเศส, ศูนย์ Carpenter Center for the Visual Arts ที่ตั้งอยู่ ณ เมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐฯ และ Palace of Assembly เมืองจัณฑีครห์ ประเทศอินเดีย โดยนาฬิกาคอลเลกชั่นนี้ขับเคลื่อนด้วยกลไกออโตเมติกคาลิเบอร์ R763 พร้อมพลังงานสำรอง 80 ชั่วโมง
และเซนทริกซ์ (Centrix) มาในคอลเลกชั่น เซนทริกซ์ มูนเฟส (Centrix Moonphase) ใน 4 เรือนด้วยกัน นำเสนอเรือนเวลาที่ผสานงานดีไซน์เข้ากับฟังก์ชันข้างขึ้นข้างแรมของดวงจันทร์อย่างลงตัว โดยมีรุ่นลิมิเต็ด อิดิชั่น (Limited Edition) ที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดอะเวนจูรีน สีดำ (Black Aventurine) เปล่งประกายเหมือนท้องฟ้ายามค่ำคืน เพิ่มความหรูหราด้วยการประดับเพชร 29 เม็ด และผลิตเพียง 1,001 เรือน ขณะที่อีก 3 เรือนนำเสนอความแตกต่างผ่านโทนสีของหน้าปัดและดีเทลข้อต่อนาฬิกาไฮเทคเซรามิกสีน้ำตาล, สีขาว, และสีดำ เสริมด้วยเพชรแท้ Top Wesselton จำนวน 12 เม็ด และขับเคลื่อนด้วยกลไกควอตซ์คาลิเบอร์ R084 ทั้งหมด
นอกจากนี้ภายในงานยังได้อวดโฉม กัปตัน คุก ไฮเทคเซรามิก โครโนกราฟ (Captain Cook High-Tech Ceramic Chrnonograph) และ ไดสตาร์ สเกเลตัน (DiaStar Skeleton) ให้แขกผู้ร่วมงานได้ชมอย่างใกล้ชิดครั้งแรกในประเทศไทย โดยทั้งสองคอลเลกชั่นนี้เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในช่วงถัดไป ได้แก่ กัปตัน คุก ไฮเทคเซรามิก โครโนกราฟ (Captain Cook High-Tech Ceramic Chrnonograph) จะเปิดตัวในเดือนพฤษภาคม และ ไดสตาร์ สเกเลตัน (DiaStar Skeleton) ในเดือนมิถุนายน
ด้านเหล่าเซเลบริตี้และนักแสดงชื่อดังที่มาร่วมงานต่างเผยถึงเคล็ดลับการเลือกนาฬิกาในแบบฉบับของตนเอง เริ่มจาก สาวสังคม หฤทัย ไชยันต์ ณ อยุธยา เผยว่า “เราเป็นคนที่ใช้ชีวิตค่อนข้างแอคทีฟ ทั้งออกกำลังกาย ทำกิจกรรม หรือบางวันก็มีออกงานช่วงเย็น เวลาเลือกนาฬิกาเลยจะดูทั้งดีไซน์ที่เป็นสไตล์ของเรา ใส่ได้หลายโอกาส และถ้าเป็นรุ่นลิมิเต็ดก็จะยิ่งรู้สึกน่าสะสมมากขึ้น เพราะมีความพิเศษในตัวเอง อย่าง Rado Centrix Moonphase Limited Edition เรือนนี้ที่เลือกก็เพราะชอบสะสมรุ่นลิมิเต็ดอยู่แล้ว และดีไซน์มีความคลาสสิกแต่ยังทันสมัย ใส่ได้ตั้งแต่ลุคสบายๆ ไปจนถึงลุคเดรสอัพ หน้าปัดมีดีเทลเล่นแสงกับเพชรเล็กๆ ที่ช่วยเพิ่มความหรูแบบพอดี ส่วนสายไฮเทคเซรามิกสีดำก็ทำให้แต่งตัวง่ายขึ้น เลยเป็นเรือนที่สะท้อนความเป็นตัวเองได้ดีและหยิบมาใส่ได้บ่อยในชีวิตประจำวัน”
ถัดมาที่นักแสดงสาวมากความสามารถ แอน ทองประสม เล่าว่า “ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะเลือกจากความรู้สึกเป็นหลักอย่างเรื่องความสวยงามที่ต้องแมทช์กับลุคได้ง่าย แต่พอโตขึ้นและมีไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมาก เราเลยให้ความสำคัญกับนาฬิกาที่สามารถใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน และตอบโจทย์การใช้งานได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ มีดีไซน์ที่คลาสสิกแมทช์ได้กับทุกชุด มีความสุขุม น่าค้นหา ใส่แล้วดูสง่างามและช่วยส่งเสริมลุคของเราให้ดูดีในทุกโอกาส ไม่ว่าจะเป็นลุคสบายๆ อย่างกางเกงยีนส์ในช่วงกลางวัน หรือลุคออกงานกลางคืน ก็จะเลือกนาฬิกาเรือนเดียวที่ตอบโจทย์ได้ครบในทุกช่วงเวลา”
และนักแสดงหนุ่มหล่อ บลู-พงศ์ทิวัตถ์ ตั้งวันเจริญ เผยว่า “ส่วนตัวเริ่มต้นการเลือกนาฬิกาจากความรู้สึกว่าสวยก่อน และต้องมีโทนสีที่สามารถหยิบมาใส่ได้บ่อยในชีวิตประจำวัน รวมถึงเลือกวัสดุของตัวเรือนที่มีความทนทาน โดยส่วนตัวชื่นชอบนาฬิกาที่มีความทางการ แต่ยังคงมีกลิ่นอายของความสปอร์ตที่ช่วยเสริมให้ลุคดูโดดเด่นยิ่งขึ้น และสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส นอกจากนี้ยังให้ความสำคัญกับความสบายในการสวมใส่ น้ำหนักเบา และทนต่อรอยขีดข่วน ซึ่งเหมาะกับการใส่ในชีวิตประจำวัน ตั้งแต่วันสบายๆ ไปจนถึงวันที่ต้องออกไปทำงานหรือเจอผู้คน”
สัมผัสเรือนเวลาหรูจากแบรนด์ ราโด (Rado) นาฬิกาคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้ที่ เคาน์เตอร์ ราโด (Rado) ณ ราโด บูติก เซ็นทรัล พาร์ค ชั้น 1 โทร. 02-078-0586 ราโด บูติก เซ็นทรัล เชียงใหม่ ชั้น 1 โทร. 052-002-228 และห้างสรรพสินค้าชั้นนำ Customer Service 02-146-8402 และ Line Official Account @radothailand
#Rado #Feelit #HighTechCeramic #RadoIntegral #Integral40Anniversary #HTCAnniversary
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี