วันพฤหัสบดี ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569
Dial-A-Poem Thailand โดย Bangkok Kunsthalle เปิดประสบการณ์ “โทร.ฟังบทกวี” จาก 35 ศิลปิน ฉีกนิยามกวีนิพนธ์ สำรวจอัตลักษณ์ไทยที่ไม่หยุดนิ่ง
เมื่อบทกวีมาในรูปแบบเสียงที่คุณเข้าถึงได้ผ่านโทรศัพท์
บางกอก คุนส์ฮาเลอ (Bangkok Kunsthalle) โดย มาริษา เจียรวนนท์ ผู้ก่อตั้ง ร่วมกับ จอร์โน โพเอทรี ซิสเตมส์ (Giorno Poetry Systems) ชวนคุณมาค้นพบประสบการณ์ใหม่ใน “Dial-A-Poem Thailand” นิทรรศการที่ท้าทายกรอบความคิดเดิมเกี่ยวกับกวีนิพนธ์ ภาษา และอัตลักษณ์ไทย ผ่านผลงานเสียงจาก 35 ศิลปินไทย รวม 44 ผลงาน พร้อมเปิดให้โทร “สุ่มฟัง” ได้ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายน 2569 เป็นต้นไป ทั้งที่ บางกอก คุนส์ฮาเลอ, เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์ และผ่านหมายเลขโทรศัพท์ของนิทรรศการ

บทกวีที่อยู่ปลายสาย
Dial-A-Poem Thailand ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ มาร์ค เจียรวนนท์ นำเสนอผลงานจากศิลปินหลากหลายสาขา ตั้งแต่นักเขียน กวี ศิลปินทัศนศิลป์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ไปจนถึงแร็ปเปอร์และพระภิกษุ แต่ละผลงานสะท้อนแนวคิดและวิธีการที่แตกต่างกัน
เมื่อต่อสายเข้าไป ระบบจะสุ่มบทกวีขึ้นมาให้ฟังโดยอัตโนมัติ ทำให้การโทรแต่ละครั้งกลายเป็น “การสื่อสารส่วนตัว” ระหว่างศิลปินและผู้ฟัง บทกวีในนิทรรศการนี้จึงเปรียบเสมือนงานศิลปะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วขณะของการรับฟัง และจะดำรงอยู่ได้ด้วยการมีส่วนร่วมของผู้ฟังที่ปลายสายเท่านั้น
จากนิวยอร์ก 1968 สู่กรุงเทพฯ 2026
นิทรรศการนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Dial-A-Poem ที่ริเริ่มในปี ค.ศ. 1968 โดย จอห์น จอร์โน (John Giorno) กวีและนักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง เขาใช้โทรศัพท์เป็นช่องทางเผยแพร่ผลงานของศิลปินหัวก้าวหน้าที่พยายามขยายขอบเขตของศิลปะและการแสดงออก
ผู้เข้าร่วมในนิทรรศการต้นฉบับมีทั้งกวี นักดนตรี และนักเคลื่อนไหวทางสังคม อาทิ อัลเลน กินสเบิร์ก (Allen Ginsberg), จอห์น เคจ (John Cage) และ แพตตี สมิธ (Patti Smith) ซึ่งล้วนมีบทบาทสำคัญในการผลักดันแนวคิดใหม่ในยุคสมัยของตน
Dial-A-Poem Thailand ยังคงสืบทอดจิตวิญญาณขบถของนิทรรศการต้นฉบับไว้ ได้เปิดพื้นที่ให้กวีนิพนธ์กลายเป็นสนามของการทดลอง การตั้งคำถาม และการขยายความหมายในบริบทของศตวรรษที่ 21 พร้อมสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นไทยที่ปรับเปลี่ยนและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา

ขยายขอบเขตและท้าทายกวีนิพนธ์
Dial-A-Poem Thailand เปิดพื้นที่ให้ทดลองและตั้งคำถามกับความหมายของ “บทกวี” ผ่านวิธีการที่หลากหลาย
เหล่ากวีผู้บุกเบิกแนวคิดสมัยใหม่ เช่น อังคาร กัลยาณพงศ์, จ่าง แซ่ตั้ง และ ศักดิ์สิริ มีสมสืบ ได้นำรูปแบบและวิธีคิดใหม่ ๆ เข้ามาสู่บทกวีไทย ผสานจินตภาพเข้ากับการสะท้อนสังคม เพื่อขยายขอบเขตของกวีนิพนธ์ในบริบทของแต่ละยุคสมัย
ผลงานของ ภาริณดา วานิชวัฒน์ อยู่ในรูปของข้อความเสียงส่วนตัวถึงเพื่อน ทำให้เส้นแบ่งระหว่างบทกวีกับการสื่อสารในชีวิตประจำวันพร่าเลือนลง ด้าน แพม วิรดา นำเสนอ “บทกวีดนตรี” ที่เกิดจากกระบวนการสุ่ม โดยนำภาพถ่ายฟองสบู่มาซ้อนทับกับโน้ตเพลง เพื่อสร้างท่วงทำนองที่ไม่ได้ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า ก่อนถ่ายทอดผ่านเสียงเปียโน และให้ท่วงทำนองทำหน้าที่เป็นภาษาในตัวเอง ธนภัทร โอกาสเลิศ ใช้เทคโนโลยีแปลงข้อความเป็นเสียง (text-to-speech) ถ่ายทอดคำสั่งโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อท้าทายทั้งแนวคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและขอบเขตของภาษากวี ขณะที่ผู้กำกับ นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ นำผลการค้นหาบน YouTube ในหัวข้อ “คำแนะนำชีวิตสำหรับคนไทย” มาอ่านออกเสียง ด้วยชื่อเรื่องที่เศร้าหมองและจังหวะการทวนซ้ำ สะท้อนพฤติกรรมไถหน้าจอเนื้อหาหม่นของผู้คนยุคดิจิทัล พร้อมตีความบทกวีใหม่ในบริบทปัจจุบัน
ความหลากหลายของเสียงและอัตลักษณ์ไทย
งานในนิทรรศการนี้เต็มไปด้วยการทดลองที่ท้าทายขนบเดิม และแก่นสำคัญที่ปรากฏชัดคือ “ความเป็นไทย” ผ่านภูมิทัศน์ของเสียงที่หลากหลาย การคัดเลือกผลงานมานำเสนอจึงเปรียบเสมือนการถักทอ “ผืนผ้าแห่งเสียง” ครอบคลุมทั้งช่วงวัย พื้นที่ ภาษา และวัฒนธรรม เพื่อสะท้อนถึงความลึกซึ้งและพหุวัฒนธรรมของไทย
นิยามของบทกวีในที่นี้ถูกเปิดกว้างให้ครอบคลุม “เสียง” ในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสียงจากชีวิตประจำวันหรือบริบททางวัฒนธรรม เช่น ชุติญา ฉายศักดาคุณากร ที่นำเสนอเสียงประกาศผ่านลำโพงของรถขายไข่ในเยาวราช เสียงที่พบได้ทั่วไปในชีวิตประจำวันซึ่งกลายมาเป็น “บทกวีเชิงพาณิชย์” ซึ่งใช้การได้จริงและมีจังหวะทำนองในตัว

ศิลปินอย่าง จิตติ เกษมกิจวัฒนา, ธนัช ธีระดากร และ บู้ซือ อาจอ นำเสนอผลงานในภาษาล้านนา อีสาน และอาข่า สะท้อนให้เห็นว่าความเป็นไทยไม่อาจถูกจำกัดอยู่ในกรอบทางภาษา หรือกรอบทางวัฒนธรรมเพียงแบบใดแบบหนึ่ง ด้าน เจษฎา จันทร์แย้ม นำฉันทลักษณ์กวีไทยแบบดั้งเดิมมาตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและเควียร์ ขณะที่ สมิงขาว ผู้พากย์มวยไทย ใช้น้ำเสียง จังหวะ และลีลาเฉพาะตัว ยกระดับการพากย์ให้กลายเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกเชิงกวีในรูปของเสียง รวมถึงบทสวดของ พระประชัน กิตฺติธโร ถูกนำเสนอในฐานะเสียงแห่งพิธีกรรม สะท้อนความเชื่อและวัฒนธรรมที่ฝังรากลึกในสังคมไทย
นิทรรศการนี้แสดงให้เห็นว่า “ความเป็นไทย” ไม่เคยเป็นสภาวะที่เสร็จสมบูรณ์ แต่เป็นกระบวนการที่ยังคงดำเนินไปอย่างไม่สิ้นสุด เช่นเดียวกับบทกวี ซึ่งมิได้หยุดนิ่งอยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง หากยังคงแปรผัน พยายามท้าทาย ขยายขอบเขตของตัวเองอยู่เสมอ
ครั้งแรกกับประสบการณ์ฟังกวีนิพนธ์ผ่านโทรศัพท์
Dial-A-Poem Thailand เปิดให้ผู้สนใจสามารถเข้าถึงผลงานได้ผ่าน 2 ช่องทาง คือ Call In: โทรไปยังหมายเลข 097-531-0708 เพื่อ “สุ่มฟัง” บทกวีจากทุกที่ และ On-Site Experience: เยี่ยมชมและใช้งานโทรศัพท์ที่ติดตั้ง ณ บางกอก คุนส์ฮาเลอ และ เขาใหญ่ อาร์ต ฟอเรสต์
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ อีเมล: info@bangkok-kunsthalle.org/ Facebook: BangkokKunsthalle และ Instagram: @bangkok_kunsthalle
Website: khaoyaiart.org
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี