533.jpg
ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น  ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’  การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

ให้โอกาส =ให้การเริ่มต้น ป.ป.ส. ชวนร่วมวิ่ง ‘Recovery Run’ การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้งของผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด

วันศุกร์ ที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.57 น.

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้รับโอกาสที่สองจากสังคม วันนี้ผมคงไม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง”

เสียงของ ภฤศ บุญทองนุ่ม ที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “ วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ “– Recovery Run ของสำนักงาน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) ไม่ได้เป็นเพียงคำบอกเล่าจากอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด แต่เป็นเสียงสะท้อนจากคนคนหนึ่งที่เคย “ตกลงไปถึงก้นบึ้ง” ของชีวิต และกำลังพยายามเดินกลับขึ้นมาอีกครั้ง


 

 “ชีวิตมันเปลี่ยน ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

แพทย้อนเล่าช่วงเวลาที่ถูกจับกุมในคดียาเสพติด ว่าเป็นจุดต่ำสุดในชีวิต

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่แย่ที่สุดในชีวิต มันเข้ามาหาเราจากการกระทำของเรานี่แหละ จากการที่เราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด จนถูกจับกุม จนทำให้สูญเสียอาชีพที่รัก พังทลาย แล้วก็ต้องเข้าไปถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ” จากชีวิตคนดัง มีชื่อเสียง มีงาน มีอนาคต ทุกอย่างพังลง “ภายในเพียงชั่วข้ามคืน”

เขายอมรับว่า ยาเสพติดไม่ได้ทำลายแค่ร่างกาย แต่กัดกร่อนถึง “ตัวตน” ของมนุษย์คนหนึ่ง

“ยาเสพติดมันจะทำให้เราไม่เป็นตัวของตัวเอง มันทำลายนอกเหนือจากร่างกายและจิตใจ มันทำให้เราอ่อนแอ จับต้นชนปลายไม่ถูก ชีวิตไม่มีหลัก” และเมื่อชีวิตค่อยๆ ดิ่งลงเรื่อยๆ สิ่งที่สูญเสียไม่ได้มีแค่ชื่อเสียง แต่รวมถึงครอบครัว ความเชื่อมั่น และศักดิ์ศรีของตัวเอง “สูญเสียงาน ครอบครัว อับอาย เสียชื่อเสียง อาชีพที่รักพังทลาย”

 

จุดเริ่มต้นของการ “ให้โอกาสตัวเอง”

ภายในกำแพงเรือนจำ แพท บอกว่า เขาได้อยู่กับตัวเองมากที่สุดในชีวิต  ได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมชีวิตถึงมาถึงจุดนี้” จากเดิมที่เชื่อว่าเส้นทางที่ตัวเองเลือกนั้นถูกต้อง เขาเริ่มมองเห็นว่าแนวคิดเดิม ๆ ของตัวเองนั้น “อันตราย” ต่อทั้งตัวเองและสังคม

“ถ้าเราไม่อยากให้ชีวิตตัวเองมันย่ำแย่เหมือนเดิม เราก็ต้องเลือกเส้นทางใหม่” เขาเรียกมันว่าเป็น “ความท้าทาย” ของชีวิต  การลองเดินอีกเส้นทางหนึ่ง เส้นทางที่สังคมเรียกว่า “ถูกต้อง” และสิ่งที่เกิดขึ้นคือ ชีวิตค่อย ๆ ดีขึ้นจริง

เริ่มให้โอกาสกับตัวเองจากการเปลี่ยนแปลงความคิด คือจุดเริ่มต้น

แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากไม่มี “โอกาส” จากคนรอบข้าง แพท ยอมรับว่า ตัวเองโชคดีที่มีครอบครัวคอยให้กำลังใจ และระบบภายในเรือนจำที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ ฝึกอาชีพ ศึกษาศาสนา และทบทวนชีวิต

“สุดท้ายแล้ว มันจะไม่สามารถประสบความสำเร็จได้ ถ้าไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเราเองก่อน แต่คนรอบข้าง หรือคนอื่น ๆ ที่มอบโอกาส มอบกำลังใจ ก็เป็นอีกตัวช่วยที่สำคัญ”  เพราะ “การกลับมา” ยากกว่า “การก้าวพลาด”

แม้จะผ่านการบำบัดและเลิกยาแล้ว แต่ แพท ยอมรับว่า “ยาเสพติด” ไม่ได้หายไปจากความทรงจำง่ายๆ “มีหลายคืนมากๆ ที่ยังฝันเกี่ยวกับการเสพยา ฝันถึงบรรยากาศนั้น ฝันถึงความสุขนั้น มันเข้าไปอยู่ในสมองจริงๆ”

เขาอธิบายว่า แรงผลักให้คนกลับไปเสพซ้ำมีทั้ง “ด้านลบ” และ “ด้านบวก”  ด้านลบ คือความเครียด ความโดดเดี่ยว ความเหนื่อยล้า ด้านบวก คือความอยากสนุก อยากมีความสุข อยากผ่อนคลาย “มันเลยไปกันใหญ่ อันนี้คือเรื่องจริง” แต่สิ่งที่ยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับยา คือการต่อสู้กับสายตาของสังคม “คนที่มองเรา บางทีอาจไม่ได้คิดอะไรหรอก แต่ความกลัวในใจเราก็ยังมี” เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด การกลับมาไม่ได้หมายความว่าโลกจะเปิดประตูต้อนรับทันที พวกเขายังต้องแบกรับคำตัดสิน เสียงซุบซิบ ความระแวง และการตีตรา “เราก็ต้องยอมรับว่า การที่จะกลับมามันไม่ง่าย แล้วเราก็ต้องแลกกับสิ่งเหล่านี้ด้วย”

 

“การเสพซ้ำ” ไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือส่วนหนึ่งของการเลิกยา

สำหรับหลายคน การกลับไปเสพซ้ำอาจถูกมองว่าเป็นความล้มเหลว หรือเป็นข้อพิสูจน์ว่าคนติดยา “เลิกไม่ได้จริง”

แต่ กานดา ช่วยเมือง ผู้เชี่ยวชาญด้านการฟื้นฟูสภาพ (Recovery) ยืนยันว่า ความเข้าใจเช่นนั้นคืออคติที่ทำร้ายผู้พยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทำให้ “การเดินกลับมา” ยากกว่าการก้าวเข้าไป

กานดา บอกว่า คนที่คิดจะเลิกยา ไม่ได้แค่ “หยุดเสพ” แต่ต้องแบกความรู้สึกมหาศาลไว้ด้วย ทั้งความอับอาย ความล้มเหลว ความผิดหวังของครอบครัว และคำตัดสินจากสังคม “การเข้าไปกับการกลับมา ต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

 

เธอเปรียบผู้ที่กำลังเลิกยา เหมือนคนที่กำลังเดินข้ามทะเลทรายที่ร้อนระอุ ไม่มีน้ำ ไม่มีแรง  แต่มีสายตาของสังคมคอยจับจ้องอยู่ตลอดเวลา

“เราจะเป็นโอเอซิสให้เขาได้ไหม หรือเราจะเป็นน้ำกรดที่พร้อมจะฉีดกัดและผลักเขาออกไป” คำถามนี้ กานดา บอกว่า เป็นคำถามที่สังคมต้องตอบร่วมกัน “อย่าหวงโอกาสไว้เลย” สิ่งที่กานดาย้ำหนักที่สุด คือ การลด “การตีตรา”

เพราะเธอพบผู้ผ่านการบำบัดอยู่ 3 กลุ่ม  กลุ่มแรก คือคนที่เลิกได้และไม่กลับไปเสพอีกเลย  กลุ่มที่สอง คือคนที่พยายามเลิก แต่ระหว่างทางกลับพลาดและเสพซ้ำ  และกลุ่มที่สาม คือคนที่ยังไม่สามารถเข้าสู่ระบบบำบัดได้

สิ่งที่เธอพบมากที่สุด คือ “กลุ่มที่สอง”  คนที่พยายามแล้ว  แต่ยังพลาด และคนกลุ่มนี้เอง ที่มักถูกสังคมตัดสินเร็วที่สุด “เห็นไหม บอกแล้วว่าเลิกไม่ได้”

กานดา บอกว่า คำพูดแบบนี้ “เจ็บปวดมาก” สำหรับผู้ที่กำลังพยายามลุกขึ้น  เธอจึงประกาศชัดเจนว่า “ดิฉันต้อนรับคนที่เสพซ้ำค่ะ เพราะการเสพซ้ำ คือ การอยู่บนเส้นทางของการเลิก ถ้าเขาไม่เคยเลิก จะมีเหรอคะที่เขาจะเสพซ้ำ” ก่อนทิ้งท้าย ว่า “ให้โอกาสเขาอีกนะคะ อย่าหวงโอกาสไว้เลยค่ะ”

 

เมื่อโลกเริ่มเปลี่ยนจาก “ลงโทษ” เป็น “รักษาชีวิต”

พิศาล แสงจันทร์ และ ทายาท เดชเสถียร จากเพจ “บอล ยอด หนังพาไป” ร่วมกันถ่ายทอดมุมมองหลังจากได้มีโอกาสไปทำรายการ  "หนังพาไป" ในคอนเซปต์ที่ชื่อว่า The Secret Place ที่พาผู้ชมไปพบกับ ‘สถานที่ลับ’ ใน 3 เมืองใหญ่ ได้แก่ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก  กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์และ ปีนัง ประเทศมาเลเซีย

เรื่องของ Harm Reduction หรือแนวคิดการลดความรุนแรงของการใช้สารเสพติดที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ หรือการแจกเข็มสะอาดในปีนัง มาเลเซีย เพื่อลดการติดเชื้อ HIV   และ Drug Consumption Room หรือ ศูนย์ฉีดปลอดภัย ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก สถานที่เหล่านี้ จะมีเจ้าหน้าที่คอยดูแลการเสพยาอย่างใกล้ชิด ไม่ให้เกิดการเสพยาเกินขนาดจนมีผู้เสียชีวิต

ทั้งคู่ เล่าว่า หลายประเทศไม่ได้มองผู้เสพเป็น “อาชญากร” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “มนุษย์” ที่ยังต้องได้รับการรักษาชีวิต

“การรักษาชีวิต หรือการช่วยเหลือคน มันเป็นหน้าที่ของเรา” และยอมรับว่า ก่อนหน้านี้ตัวเองก็เติบโตมากับคำว่า “ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต เป็นพิษต่อสังคม” ทำให้มีมุมมองด้านเดียวกับยาเสพติดและผู้ใช้ยาเสพติดมาตลอด  แต่หลังจากไปทำรายการ เขาพบว่า “มันทำลายอคติในตัวเรา” และให้มุมมองใหม่ที่เปิดกว้าง ทำให้เข้าใจและพร้อมจะให้โอกาสผู้เสพได้กลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้น

 

“โอกาส” คือกลไกสำคัญของการฟื้นฟู

ทั้งหมดนี้ กลายเป็นที่มาของโครงการ “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. เปิดตัวภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส...สร้างการเริ่มต้น” กิจกรรมนี้ไม่ได้เป็นเพียงงานวิ่ง แต่คือ “พื้นที่เชิงสัญลักษณ์” ของการยอมรับผู้ผ่านการบำบัดกลับคืนสู่สังคม

 

มานะ ศิริพิทยาวัฒน์ ที่ปรึกษาการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ระบุว่า แนวคิดการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยกำลังเปลี่ยนจาก “การปราบปราม” ไปสู่ “การดูแล ฟื้นฟู และคืนคนดีสู่สังคม” เพราะอุปสรรคสำคัญที่สุด ไม่ใช่แค่ยาเสพติด แต่คือ “กำแพงการตีตรา” “การฟื้นฟูจะไม่สามารถสำเร็จได้ หากสังคมไม่เปิดโอกาส”

อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เปิดเผยว่า จากข้อมูลการสำรวจปัจจุบัน พบว่ามีผู้ที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดประมาณ 3.7 ล้านคน แบ่งเป็นทั้งกลุ่มที่เคยใช้ กลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัด และกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มพัฒนาไปสู่การเสพติดรุนแรง ในจำนวนนี้ มีกลุ่มที่อยู่ในระบบบำบัดเกือบ 2 ล้านคน ขณะที่อีกประมาณ 3.3 แสนคน เป็นกลุ่มที่ใช้ยาเสพติดบ่อยครั้ง หรือมากถึง 20 วันต่อเดือน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพจิต อาการคลุ้มคลั่ง หรือการใช้ยาแบบผสมหลายชนิด

อารีภักดิ์ ยอมรับว่า แม้แนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดของไทยจะเริ่มเปลี่ยนจาก “ผู้เสพคืออาชญากร” ไปสู่ “ผู้เสพคือผู้ป่วย” มากขึ้น แต่สิ่งที่ยังแก้ได้ยาก คือ “ภาพจำ” และ “ความกลัว” ที่ฝังอยู่ในสังคมไทยมายาวนาน

“คนใช้ยาในอดีตถูกมองว่าน่ากลัว เป็นคนไม่ดี ภาพเหล่านี้ฝังอยู่ในสังคมมานาน”

เธอมองว่า หัวใจสำคัญของการฟื้นฟู ไม่ใช่เพียงการรักษาทางการแพทย์ แต่คือ “การยอมรับ” และ “การมีที่ยืน” ในสังคม “ถ้าเขารู้สึกว่าเขากลับเข้าไปอยู่ในสังคมได้ ใช้ชีวิตปกติได้ เขาจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า” และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุด ที่ช่วยลดการกลับไปเสพซ้ำ คือ “การมีงานทำ” การมีพื้นที่ให้ผู้ผ่านการบำบัดได้ใช้ศักยภาพ และรู้สึกว่าตัวเองยังเป็นส่วนหนึ่งของสังคม “ขอแค่มีงานทำ มีคนยอมรับ เขาก็มีแรงที่จะไม่กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก”

ปัญหาที่ยังใหญ่กว่าที่สังคมคิด

เบื้องหลังเรื่องราวของผู้ผ่านการบำบัดแต่ละคน คือภาพใหญ่ของปัญหายาเสพติดที่ยังคงอยู่ในสังคมไทยสุดท้ายแล้ว ไม่มีใครลุกขึ้นมาได้เพียงลำพัง เรื่องของยาเสพติด อาจเริ่มจากการตัดสินใจของคนคนหนึ่ง แต่การฟื้นฟู ไม่เคยเป็นหน้าที่ของใครคนเดียว ต้องอาศัยทั้งครอบครัว ชุมชน ระบบรัฐ โอกาสจากนายจ้าง  ความเข้าใจจากสังคม และแรงศรัทธาจากตัวผู้ที่อยากเริ่มต้นใหม่ เพราะสำหรับคนที่เคยก้าวพลาด “โอกาส” อาจไม่ใช่เพียงความเมตตา แต่อาจเป็นสิ่งเดียว ที่ทำให้ชีวิตคนคนหนึ่งกลับมายืนได้อีกครั้ง

 

วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run

ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส...สร้างการเริ่มต้น” สำนักงาน ป.ป.ส. เตรียมจัดกิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ในวันที่ 14 มิถุนายน 2569 ณ สวนหลวง ร.9 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร จะมีผู้คนจำนวนหนึ่งออกวิ่งไปพร้อมกัน บางคนวิ่งเพื่อสุขภาพ บางคนวิ่งเพื่อกำลังใจ แต่สำหรับบางคน การวิ่งครั้งนี้อาจมีความหมายมากกว่านั้น เพราะมันคือ “การวิ่งกลับเข้าสู่สังคมอีกครั้ง”

กิจกรรม “วิ่งด้วยรัก ฮักด้วยใจ – Recovery Run” ที่สำนักงาน ป.ป.ส. จัดขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทุกโอกาส...สร้างการเริ่มต้น” ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมออกกำลังกาย แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติดได้ออกมายืนท่ามกลางสังคมอีกครั้ง โดยมีผู้ผ่านการบำบัดจำนวนหนึ่งร่วมวิ่งนำหน้า ท่ามกลางความหวังว่า วันหนึ่งสังคมจะมองพวกเขาในฐานะ “มนุษย์คนหนึ่ง” มากกว่าภาพจำในอดีต และเชื่อว่าโอกาสเล็กๆ จากสังคม อาจเป็นแรงสำคัญที่ทำให้ใครบางคนไม่ต้องหวนกลับไปสู่วงจรเดิมอีกครั้ง

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top