537.jpg
“SACIT x วิทยาลัยเพาะช่าง” ดันคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์ “ยางรักไทย”   “BROKEN to BECOMING” เปลี่ยนรอยแตกหักสู่คุณค่าใหม่ ผสานองค์ความรู้ทรงคุณค่าสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

“SACIT x วิทยาลัยเพาะช่าง” ดันคนรุ่นใหม่เข้าถึงศาสตร์ “ยางรักไทย” “BROKEN to BECOMING” เปลี่ยนรอยแตกหักสู่คุณค่าใหม่ ผสานองค์ความรู้ทรงคุณค่าสู่งานหัตถศิลป์ร่วมสมัย

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569, 17.30 น.
Tag :

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ร่วมกับวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เดินหน้าสร้างพื้นที่การเรียนรู้ด้านหัตถศิลป์ร่วมสมัยผ่านโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน “ยางรักไทย” และงานเครื่องรัก ผ่านแนวคิดการเปลี่ยนความไม่สมบูรณ์และร่องรอยแห่งการแตกหักให้กลายเป็นคุณค่าใหม่ในบริบทหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยนำผลงานเซรามิกและเครื่องเคลือบที่เสียหายของครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรมของ SACIT ทั้ง 8 ราย มาต่อยอดผ่านกระบวนการ “Creative Restoration” หรือการซ่อมแซมเชิงสร้างสรรค์ ผ่านการใช้ยางรักไทยเชื่อมประสานทั้งวัสดุ เรื่องราว และภูมิปัญญา พร้อมเปิดพื้นที่ให้ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง สะท้อนแนวคิด Sustainability through Craft ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า SACIT มุ่งมั่นขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยภายใต้กรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับการผลักดันงานหัตถศิลป์ควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด Sustainability through Craft รวมทั้งผลักดันให้เกิดการเรียนรู้ ต่อยอด และสร้างเส้นทางสำหรับนักสร้างสรรค์รุ่นใหม่ด้านหัตถศิลป์ไทย ทั้งนี้ เพื่อสานเป้าหมายดังกล่าว ล่าสุดจึงได้ทำความร่วมมือกับวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ พัฒนาโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงพลังของงานหัตถศิลป์ไทยที่ไม่ได้หยุดนิ่งเพียงการอนุรักษ์ภูมิปัญญาดั้งเดิม แต่ยังสามารถต่อยอด สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับบริบทโลกปัจจุบันได้ โดย “BROKEN to BECOMING” เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดที่จะผลักดันให้ผู้คนมองความไม่สมบูรณ์ในมิติใหม่ที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องปกปิด แต่คือร่องรอยของประสบการณ์ เวลา และการเติบโต เพราะรอยแตกร้าวไม่ใช่จุดจบของคุณค่า แต่คือหลักฐานของการเดินทางและการเปลี่ยนผ่านที่สามารถสร้างความหมายใหม่ได้อีกครั้ง   


ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ 

“SACIT ยังคงมุ่งเน้นบทบาทนักปั้นหัตถศิลป์ไทยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนำเอานวัตกรรมสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทย สำหรับโครงการดังกล่าว SACIT ได้เปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสให้แก่ครูช่าง ผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ นักศึกษา และคนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้ร่วมกันผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนางานศิลปหัตถกรรมในอนาคต โดย SACIT มุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่มาร่วมสืบสานและต่อยอดศาสตร์งานรักไทยในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาในระดับต้นน้ำเพื่อสร้างระบบนิเวศใหม่ให้เติบโตอย่างมั่นคง ทั้งนี้ การส่งเสริมให้เกิดการใช้งาน “ยางรักไทย” ในเชิงร่วมสมัยมากขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดดีมานด์และซัพพลายในตลาดอย่างสมดุล อันจะนำไปสู่การอนุรักษ์องค์ความรู้ วัสดุธรรมชาติ และช่างฝีมือ ให้สามารถมีชีวิตและเติบโตเคียงคู่สังคมยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน”

ทั้งนี้ ได้รวบรวมผลงานจากครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม และทายาทช่างศิลปหัตถกรรม 8 ราย จากหลากหลายแขนง ทั้งงานเครื่องปั้นดินเผาเกาะเกร็ด เครื่องเคลือบเวียงกาหลง เครื่องเคลือบศิลาดล และงานเบญจรงค์ มาร่วมตีความใหม่ผ่านกระบวนการซ่อมแซมเชิงสร้างสรรค์เพื่อสะท้อนให้เห็นว่าทุนวัฒนธรรมไม่ได้หยุดนิ่งอยู่เพียงในพื้นที่จัดแสดงหรือพิพิธภัณฑ์ แต่ยังสามารถมีชีวิต เติบโต และพัฒนาไปพร้อมกับบริบทของสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลัง

อีกหนึ่งจุดสำคัญของโครงการ คือการนำเทคนิคงานรักจากหลากหลายบริบทวัฒนธรรมมาประยุกต์ใช้ร่วมกัน เพื่อแสดงศักยภาพของ “ยางรักไทย” ในฐานะวัสดุสำคัญของงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคคินสึงิ ลายรดน้ำ–กำมะลอ งานรักนูน งานรักสีจากประเทศเวียดนาม และเทคนิคราเดน (Raden) จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่ SACIT ได้สนับสนุนการศึกษาและพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านหัตถศิลป์อย่างต่อเนื่อง ก่อนนำมาต่อยอดสู่การเรียนการสอนและการสร้างสรรค์ผลงานร่วมสมัยภายในโครงการ โดยมี นางสาวอัจฉราภรณ์ กล่ำเกลื่อน ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมไทย ปี 2567 และอาจารย์ประจำสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง ผู้ทำหน้าที่กำกับดูแลและถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่นักศึกษาตลอดกระบวนการเรียนรู้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “งานรัก” มิได้เป็นเพียงองค์ความรู้เชิงอนุรักษ์ตามขนบ หากยังสามารถพัฒนาเป็นภาษาสากลของการฟื้นฟู การเชื่อมประสาน และการสร้างคุณค่าใหม่ในบริบทหัตถศิลป์ร่วมสมัยได้อย่างชัดเจน การเชื่อมประสานรอยแตกผ่าน “ยางรัก” และกระบวนการหัตถกรรมเชิงสร้างสรรค์ จึงมิได้เป็นเพียงการซ่อมแซมวัตถุ หากแต่เป็นการรังสรรค์คุณค่าใหม่ ทั้งในมิติของชิ้นงาน ความคิด องค์ความรู้ และการเรียนรู้ร่วมกัน ทั้งนี้ เพื่อทำให้ทุนทางวัฒนธรรมยังคงมีชีวิต สามารถต่อยอด และส่งต่อไปยังคนรุ่นต่อไปได้อย่างยั่งยืน ผศ.อนุชา กล่าวสรุป

ภายในโครงการยังได้รับเกียรติจาก อาจารย์สนั่น รัตนะ ราชบัณฑิตและผู้เชี่ยวชาญเรื่องยางรักไทยและนานาชาติ ให้การบรรยายพิเศษถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของงานรัก โดยเฉพาะเทคนิคการเขียน “ลายกำมะลอ” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญของการผสมผสานองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมจากหลากหลายวัฒนธรรม ที่มีกระบวนการสร้างสรรค์โดยผสานเทคนิคผสมระหว่างงานรักสีและงานลายรดน้ำเข้าด้วยกันอย่างลงตัว โดยเป็นการนำเทคนิคการระบายสีแบบจีน-ญี่ปุ่นมาผสานเข้ากับศาสตร์ลายรดน้ำของไทยผ่านการใช้สีฝุ่นผสมยางรัก ก่อนตัดเส้นด้วยทองคำ จนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของงานศิลป์ไทยในอดีต ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าศิลปวัฒนธรรมไทยมิได้ปิดกั้นตัวเอง หากเปิดรับและพัฒนาองค์ความรู้จากภายนอกจนกลายเป็นอัตลักษณ์ใหม่ที่มีความร่วมสมัยในแต่ละยุคสมัย

อาจารย์สนั่น รัตนะ

อาจารย์สนั่น กล่าวว่า“ยางรัก ถือเป็นวัสดุสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านศิลปกรรมของภูมิภาคเอเชียเข้าด้วยกัน โดยประเทศไทยมีแหล่งยางรักสำคัญหลายพื้นที่ ซึ่งแต่ละแห่งมีคุณสมบัติเฉพาะแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น “รักไชยา” ที่ให้สีดำสนิท เงางาม และยึดเกาะพื้นผิวได้ดี จนได้รับการยอมรับว่าเป็นยางรักคุณภาพสูงที่ใช้ในงานช่างชั้นครู “รักอุบล” ที่มีคุณสมบัติเหนียวและแข็งแรง หรือ “รักเชียงใหม่” ที่แม้ในอดีตจะถูกเรียกว่า “รักเลว” แต่ก็สะท้อนถึงความแตกต่างทางคุณสมบัติของวัสดุในแต่ละภูมิภาค มากกว่าการตัดสินคุณค่าของงานช่าง”

พร้อมกันนี้ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของงานรักและลายกำมะลอ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยที่เริ่มมีการใช้สีเสนและสีชาดผสมยางรักในงานจิตรกรรม สู่สมัยอยุธยาที่เริ่มปรากฏงานเขียนสีร่วมกับการตัดเส้นทองบนตู้พระธรรมและโบราณวัตถุ ก่อนรุ่งเรืองอย่างมากในสมัยรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 1–2 ที่งานกำมะลอมีเอกลักษณ์ไทยเด่นชัด รวมถึงหลักฐานสำคัญที่บานประตูและหน้าต่างพระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในงานจิตรกรรมรักสีชิ้นสำคัญของประเทศ ก่อนที่องค์ความรู้ด้านนี้จะค่อย ๆ ลดบทบาทลงจากอิทธิพลศิลปะแบบตะวันตก

ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย 

ด้าน ผศ.ศุภชัย เสริมสุขเจริญชัย อาจารย์ประจำสาขาหัตถศิลป์ไทย วิทยาลัยเพาะช่าง กล่าวว่า กระบวนการซ่อมแซมภายใต้โครงการ “BROKEN to BECOMING” มีเป้าหมายสำคัญในการนำสิ่งที่แตกสลายกลับมาสร้างสรรค์ใหม่ โดยเฉพาะชิ้นงานที่มีคุณค่าทางใจและคุณค่าทางวัฒนธรรม ผ่านแนวคิดของ “คินสึงิ” (Kintsugi: 金継ぎ) ศาสตร์การซ่อมแซมโบราณของญี่ปุ่นที่ใช้ยางรักเชื่อมภาชนะที่แตกหัก พร้อมเผยรอยแตกด้วยทองคำ แทนที่จะปกปิด เพื่อสะท้อนว่าความเสียหาย ประสบการณ์ และกาลเวลา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของความงดงามของชีวิต

“สำหรับการประยุกต์ใช้ในโครงการนี้ ทีมงานได้ทดลองนำ “รักไทย” มาปรับใช้กับกระบวนการคินสึงิ ผ่านการศึกษาคุณสมบัติของยางรักไทยจากวิสาหกิจชุมชน ผสมกับแป้งสาลีซึ่งมีกลูเตนเป็นกาวธรรมชาติ เพื่อใช้เชื่อมรอยแตกของชิ้นงาน ก่อนตกแต่งด้วยทองหรือเทคนิคอื่น ๆ ตามบริบทของงานร่วมสมัย โดยยังคงรักษาความแตกต่างระหว่าง วัสดุดั้งเดิม และ ส่วนที่ซ่อมแซม เอาไว้ เพื่อให้ผู้ชมสามารถมองเห็นร่องรอยของกาลเวลาและกระบวนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างชัดเจน เปรียบเสมือนการให้เกียรติทั้งตัวชิ้นงานและฝีมือของช่างผู้สร้าง”

ผศ.ศุภชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการทดลองและศึกษาศักยภาพของ "รักไทย" ในบริบทใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาศึกษาและต่อยอดองค์ความรู้ด้านงานรักไทยให้สามารถประยุกต์ใช้กับวัสดุในรูปแบบร่วมสมัยได้มากขึ้น ทั้งยังช่วยให้นักศึกษาได้เรียนรู้ตั้งแต่แนวคิดการซ่อมแซม การศึกษาเรื่องวัสดุ การประกอบโครงสร้าง ไปจนถึงการสร้างสรรค์ลวดลายใหม่จากรอยแตก ซึ่งไม่เพียงเป็นการอนรักษ์องค์ความรู้ดังเดิม แต่ยังเป็นการเปลี่ยน "สิ่งที่สญเปล่า" ให้กลับมามีคุณค่าในฐานะงานศิลปหัตถกรรมไทยในรูปแบบโมเดิร์น

ทั้งนี้ ผลงานสร้างสรรค์จากโครงการ “BROKEN to BECOMING : Master X Next Generation” จะถูกนำไปจัดแสดงภายในงาน SACIT Symposium 2026 ภายใต้แนวคิด “Crafting Sustainability across ASEAN and Beyond” ระหว่างวันที่ 6 – 7 สิงหาคม 2569 ณ สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อสะท้อนศักยภาพของงานรักร่วมสมัยไทย และเชื่อมโยงงานคราฟต์ ความยั่งยืน และคนรุ่นใหม่ สู่เวทีวิชาการและศิลปหัตถกรรมระดับนานาชาติในอนาคต

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th เฟซบุ๊ก ออฟฟิเชียล SACIT  https://www.facebook.com/sacitofficial  หรืออัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top