542.jpg
ไทย บราซิล และ มาเลเซีย เตรียมเริ่มการศึกษาวิจัยทางคลินิก  ทดสอบยารักษาไข้เลือดออกชนิดใหม่  พัฒนาโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย

ไทย บราซิล และ มาเลเซีย เตรียมเริ่มการศึกษาวิจัยทางคลินิก ทดสอบยารักษาไข้เลือดออกชนิดใหม่ พัฒนาโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.
Tag :

สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย หรือ Serum Institute of India (SII) ผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ที่สุดของโลก และองค์กรวิจัยทางการแพทย์ไม่แสวงผลกำไร Drugs for Neglected Diseases initiative (DNDi) ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาวิจัย และสนับสนุนการเข้าถึงยารักษาโรคไข้เลือดออก สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดีที่พัฒนาโดยสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย (เดิมใช้ชื่อ VIS513)

ภายหลังการลงนามดังกล่าว DNDi มีแผนเริ่มการศึกษาวิจัยทางคลินิกระยะที่ 3 ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี พ.ศ. 2570 ในประเทศมาเลเซีย ไทย และบราซิล ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกของเครือข่าย Dengue Alliance เครือข่ายดังกล่าวเป็นความร่วมมือของหน่วยงานและสถาบันวิจัยจากประเทศที่ประสบปัญหาการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อพัฒนายารักษาที่มีประสิทธิภาพและเอื้อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงได้ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมการศึกษาวิจัยทางคลินิกประมาณ 1,000 คนจากทั้งสามประเทศ


ดร.ราชีฟ เดียร์

 

‘โมโนโคลนอลแอนติบอดี’ เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาโรคไข้เลือดออกที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดในปัจจุบัน โดย สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียได้พัฒนาและปรับปรุงสูตรยาดังกล่าว พร้อมดำเนินการศึกษาทั้งในห้องปฏิบัติการและการศึกษาทางคลินิกระยะที่ 1 และ 2 ซึ่งแสดงผลด้านความปลอดภัยและมีประสิทธิผลที่น่าพอใจ ปัจจุบันทางสถาบันฯ กำลังดำเนินการทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์ระยะที่ 3 ในอินเดีย

สำหรับการศึกษาที่ดำเนินการโดย DNDi ในมาเลเซีย ไทย และบราซิล สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดียจะเป็นผู้จัดหายาสำหรับการศึกษาและรับผิดชอบการขนส่งภายใต้อุณหภูมิควบคุมไปยังหน่วยวิจัยต่าง ๆ

“สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย มีความมุ่งมั่นในการควบคุมโรคไข้เลือดออก เรากำลังพัฒนาตัวยาเพื่อการป้องกันและรักษาโรค เพื่อปกป้องผู้ป่วยในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไข้เลือดออก โดยจะพัฒนา ผลิต และกระจายทั้งวัคซีนและโมโนโคลนอลแอนติบอดีให้ประชาชนทั่วโลกเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม ร่วมกับพันธมิตรสำคัญอย่าง สภาวิจัยทางการแพทย์แห่งอินเดีย และ องค์กร DNDi เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ DNDi เพื่อสานต่อการพัฒนายาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ร่วมกับประเทศสมาชิกในเครือข่าย Dengue Alliance” ดร.ราชีฟ เดียร์ ที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์อาวุโสของสถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย กล่าว

การศึกษาวิจัยในมาเลเซีย ไทย และบราซิล จะได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก หน่วยงานเตรียมความพร้อมและตอบสนองภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพของสหภาพยุโรป (DG HERA) ร่วมกับ องค์การเพื่อการพัฒนาของฝรั่งเศส (AFD) โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา HERA ได้ประกาศลงทุน 20 ล้านยูโร หรือ 760 ล้านบาท  เพื่อเร่งการพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกชนิดใหม่ 2 รายการ

แม้โรคไข้เลือดออกจะมีการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มียารักษาเฉพาะโรค การดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นการรักษาตามอาการ ซึ่งมักต้องอาศัยการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดและการให้น้ำเกลือ ส่งผลให้ระบบสาธารณสุขต้องเผชิญภาระหนักในช่วงที่มีการระบาด

“การมียารักษาโรคไข้เลือดออกมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เราต้องการยาที่สามารถป้องกันไม่ให้โรคลุกลามสู่ระยะรุนแรง เพื่อลดการเสียชีวิตและลดภาระทางเศรษฐกิจทั้งต่อผู้ป่วยและระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง เช่น เด็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ ซึ่งมีโอกาสเกิดโรครุนแรงและเสียชีวิตสูงกว่ากลุ่มอื่นๆ” นพ.อังเดร ซิเกรา หัวหน้าโครงการโรคไข้เลือดออกของ DNDi กล่าว

เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีมีความเสี่ยงสูงที่จะป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ที่ป่วยเป็นไข้เลือดออกมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นต่อการเสียชีวิตของมารดาและการสูญเสียการตั้งครรภ์ อีกทั้ง มีประชากรกว่า 5.9 พันล้านคนทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่อโรคไข้เลือดออก ซึ่งเป็นหนึ่งในโรคติดเชื้อไวรัสที่มียุงเป็นพาหะและแพร่ระบาดเร็วที่สุด เดิมโรคนี้พบเฉพาะในประเทศเขตร้อน แต่จากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น ทำให้โรคไข้เลือดออกขยายวงกว้างไปยังหลายภูมิภาคของโลก รวมถึงยุโรป

ศ. ดร น.พ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล

 

การควบคุมโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันยังคงมุ่งเน้นการควบคุมยุงลายซึ่งเป็นพาหะนำโรค และการใช้วัคซีนที่ได้รับการพัฒนาขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงวัคซีนยังมีข้อจำกัด และประสิทธิผลของวัคซีนอาจแตกต่างกันไปตามประวัติการติดเชื้อและสายพันธุ์ของไวรัส ดังนั้น การมียารักษาจึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมมาตรการป้องกันและควบคุมโรคไข้เลือดออกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ในประเทศไทย การศึกษาวิจัยจะดำเนินการโดย คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็นหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งของเครือข่าย Dengue Alliance

“โรคไข้เลือดออกเป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขอันดับต้นๆ ของประเทศไทย โดยมีการระบาดตามฤดูกาลและมีผู้ป่วยหลายหมื่นรายในแต่ละปี ประเทศไทยจำเป็นต้องมียารักษาเพื่อช่วยลดภาระต่อระบบสาธารณสุข และสนับสนุนเป้าหมายการลดการเสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออกให้เป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2573 ควบคู่ไปกับการใช้วัคซีนและมาตรการควบคุมยุงลาย” ศาสตราจารย์ ดร น.พ. ประเสริฐ เอื้อวรากุล หัวหน้าหน่วยวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าว

ในปี 2568 ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกกระจุกตัวในภาคเหนือและภาคใต้ โดยส่วนใหญ่เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี และมีผู้เสียชีวิตจากโรคไข้เลือดออก 51 ราย

ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ยารักษาโรคไข้เลือดออกสามารถเข้าถึงผู้ป่วยได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ผ่านการกำหนดราคาที่เหมาะสม ควบคู่กับการผลิตและการจัดหายาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้สถาบันเซรุ่มแห่งอินเดีย และ DNDi จะให้ความสำคัญกับการกระจายยาผ่านระบบสาธารณสุขของแต่ละประเทศ เพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเป็นธรรม

การทดลองการศึกษาวิจัยในมนุษย์สำหรับยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี ในอีกสองประเทศจะดำเนินการร่วมกับ มูลนิธิ Oswaldo Cruz (Fiocruz) และ มหาวิทยาลัย Federal de Minas Gerais ประเทศบราซิล และ กระทรวงสาธารณสุขมาเลเซีย   

 

ทั้งนี้ โครงการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคไข้เลือดออกของ DNDi ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก คณะกรรมาธิการยุโรป หน่วยงานเตรียมความพร้อมและรับมือภาวะฉุกเฉินด้านสุขภาพ (DG HERA) ภายใต้โครงการ EU4Health 2025 ผ่าน สำนักงานพัฒนาแห่งฝรั่งเศส (AFD) ประเทศฝรั่งเศส; กระทรวงวิจัย เทคโนโลยี และอวกาศแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMFTR) ผ่าน ธนาคารเพื่อการพัฒนา KfW; กระทรวงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMZ) ผ่าน KfW; องค์การแพทย์ไร้พรมแดน (Médecins Sans Frontières International); กระทรวงการต่างประเทศเนเธอร์แลนด์ (DGIS); สำนักงานเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (SDC); หน่วยงานด้านการพัฒนาระหว่างประเทศของสหราชอาณาจักร (UK International Development) ตลอดจนมูลนิธิและผู้บริจาคภาคเอกชนอื่น ๆ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top