วันพุธ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2569
หากถามว่าประเทศใดถือเป็น "ปรากฏการณ์มหัศจรรย์ของเอเชีย" เชื่อว่าต้องมี เกาหลี อยู่ด้วยอย่างไม่ต้องสงสัย ดินแดนที่ถูกกดดันจากมหาอำนาจอย่างจีนและญี่ปุ่นมานับแต่โบราณกาลถึงปัจจุบัน แถมยังต้องมาถูกแบ่งประเทศเป็นเหนือกับใต้ สำหรับเกาหลีเหนือนั้นกลายเป็นประเทศปิด แต่ที่มหัศจรรย์นั้นคือ เกาหลีใต้ เพราะใช้เวลาไม่กี่สิบปีก็สามารถ "ผงาด" ขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับชาติที่เป็นคู่แค้นอย่างญี่ปุ่นได้ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมเชิงเทคโนโลยีขั้นสูง และ "เค-ป๊อป" (K-Pop) วงการบันเทิงเกาหลีที่ได้รับความนิยมไปทั่วเอเชียรวมถึงประเทศไทย
ทว่าในขณะที่บรรดา "โอปป้า" (แปลว่า "พี่ชาย" ในภาษาเกาหลี) ดาราหนุ่มๆ แดนกิมจิ เปรียบเสมือน "ทูตวัฒนธรรม" เพราะผลงานไม่ว่าในนามนักร้องหรือนักแสดง ทำให้ผู้คนหลากหลายประเทศ (โดยเฉพาะสาวๆ) อยากเดินทางไป "ตามรอย" ที่เกาหลีใต้สักครั้ง ภาคการท่องเที่ยวเกาหลีใต้จึงพลอยได้อานิสงส์ไปด้วย อีกมุมหนึ่งรัฐบาลแดนกิมจิก็คง "กระอักกระอ่วนใจ" อยู่ไม่น้อยกับ "วัฒนธรรมพื้นบ้าน" ที่ฝังรากลึกมานานอย่าง "การบริโภคเนื้อสุนัข" เพราะเรื่องนี้ "ไม่น่าพิศมัย" ในสายตาชาวโลก เป็น "ภาพลบ" ของชาวเกาหลีเสมอมา
ดังที่สำนักข่าวอัลจาซีรา (Al Jazeera) ของกาตาร์ นำเสนอรายงานพิเศษเรื่อง "Olympics brings focus on South Korea's dog-meat culture" (โอลิมปิกกับการเพ่งเล็งวัฒนธรรมบริโภคสุนัขของเกาหลีใต้) กล่าวถึงมหกรรมกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-25 ก.พ. 2561 ณ เมืองพย็องชาง (Pyeongchang) เกาหลีใต้ เป็นเวลาที่บรรดานักเคลื่อนไหวจะออกมาแสดงพลังเรียกร้องให้ยุติวิถีชีวิตเก่าแก่นี้อีกครั้ง ไม่ต่างจากมหกรรมกีฬาโอลิมปิก 1988 (ปี 2531) รวมถึงฟุตบอลโลก 2002 (ปี 2545) ก็มีการเคลื่อนไหวในเรื่องเดียวกัน
รายงานของอัลจาซีรา บอกเล่าถึงประวัติศาสตร์การบริโภคเนื้อสุนัขของชาวเกาหลีว่าสามารถสืบสาวย้อนไปได้ถึงคริสตศตวรรษที่ 16 (ค.ศ.1500-1599 หรือปี 2043-2142) ว่าเนื้อสุนัขเป็นที่นิยมมาก ถึงขั้นที่มีการ "ติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐด้วยเนื้อสุนัขย่าง" ซึ่งเหตุที่เนื้อสุนัขได้รับความนิยมเพราะเป็นแหล่งโปรตีนที่ราคาถูกกว่าเนื้อวัวหรือเนื้อหมู และแม้แต่คณะผู้เผยแผ่ศาสนาคริสต์จากฝรั่งเศสที่เดินทางเข้าไปในเกาหลีเมื่อ 150 ปีก่อน ก็ยังต้องบริโภคเนื้อสุนัขเพราะไม่มีเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ ให้รับประทาน
หญิงสาวอุ้มสุนัขและป้ายรณรงค์ "สุนัขเป็นเพื่อนไม่ใช่อาหาร" ในเกาหลีใต้
ที่มา : Al Jazeera , Reuters
อย่างไรก็ตาม เกาหลีใต้ก็ไม่ต่างจากที่อื่นๆ ในโลก วิถีชีวิตดั้งเดิมใดๆ ที่ถูกนานาชาติมองว่า "ล้าหลัง-ไม่เป็นอารยะ" ก็ทำให้ผู้คนโดยเฉพาะ "คนรุ่นใหม่" มีแนวโน้มที่จะ "ไม่เอาด้วย" โดยจากการสำรวจในปี 2560 กลุ่มตัวอย่างชาวเกาหลีร้อยละ 70 บอกว่าไม่บริโภคเนื้อสุนัข และสำหรับวัยรุ่นมีถึงร้อยละ 80 ในคำตอบเดียวกัน ซึ่งชาวเกาหลีได้รับอิทธิพลจากโลกตะวันตกที่จะไม่บริโภค "เพื่อนที่ดีที่สุดของมนุษย์" หรือก็คือสุนัข
ประเด็นการบริโภคเนื้อสุนัขในสังคมเกาหลีนั้น "ดรามา" ไม่แพ้ซีรีส์ของพวกเขาเลยก็ว่าได้ ในขณะที่ฝ่ายรณรงค์ให้ชาวเกาหลียุติวิถีพื้นบ้านให้เหตุผลว่า "สุนัขนั้นจงรักภักดี เป็นมิตรและกล้าหาญ" และเรียกร้องให้รัฐบาลแดนกิมจิ "ฟันธง" ให้ชัดๆ ว่าจะเอาอย่างไรกับเรื่องนี้ ฟากนักวิชาการของเกาหลีใต้ ศ.อันยองกวน (Prof.Ahn Yong-geun) ผู้เขียนหนังสือ "ชาวเกาหลีและเนื้อสุนัข" (Koreans and Dog Meat) ก็ตอบโต้ว่า "การมองว่าการบริโภคเนื้อสุนัขนั้นเป็นเรื่องป่าเถื่อนเป็นเพียงมุมมองของฝรั่งผิวขาว" พูดง่ายๆ ก็คือ "เหยียด" คนเกาหลีนั่นเอง
รายงานข่าวยังอ้างถึงการสำรวจของ พรรคยุติธรรม (Justice Party) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองในเกาหลีใต้ ในปี 2558 พบว่ามีฟาร์มสุนัขทั่วประเทศ 15,000 แห่ง ต่อมาในปี 2560 จำนวนฟาร์มลดลง 2,800 แห่ง ทว่ามีสุนัขในฟาร์มเหล่านี้ถึง 7.8 แสนตัว แต่ประเด็นที่สังคมต้องให้ความสนใจ คือฟาร์มสุนัขหลายแห่งเลี้ยงแบบ "ไร้มนุษยธรรม" เช่น มีฟาร์ม 20 แห่ง ไม่มีน้ำให้สุนัขในกรงได้ดื่มทั้งที่เป็นฤดูร้อน หลายตัวใช้ชีวิตบนกองมูลที่ถ่ายไว้ และอีกหลายตัวอยู่ในกรงแคบๆ จนแทบไม่สามารถขยับร่างกายได้
เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะ "สุนัขไม่ถูกรับรองตามกฎหมายว่าด้วยสุขอนามัยและการจัดการปศุสัตว์" มาตั้งแต่ปี 2521 และเมื่อใดก็ตามที่มีผู้เสนอว่าควรรับรองเนื้อสุนัขไว้ในกฎหมาย ก็จะมีกระแสต่อต้านเสมอมา รวมถึงในปี 2560 หรือ 1 ปีก่อนหน้ามหกรรมโอลิมปิกฤดูหนาว เคยมีผู้บริหารเมืองคังว็อน (Gangwon) เมืองทางเหนือของเกาหลีใต้และติดกับกรุงโซล เสนอให้รัฐบาล "จ่ายเงินชดเชยให้งดขาย" กับบรรดาผู้ประกอบการค้าเนื้อสุนัข ตลอดช่วงที่มีการแข่งขัน แต่ก็ถูกประท้วงอย่างรุนแรงเพราะเป็นแค่มาตรการ "ผักชีโรยหน้า" ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
สภาพกรงสุนัขในฟาร์มเลี้ยงเพื่อการบริโภค
ที่มา : Al Jazeera , Reuters
ลีจงมี (Lee Jeong-mi) นักการเมืองหญิงแห่งพรรคยุติธรรมในเกาหลีใต้ เธอบอกว่าท้ายที่สุดชาวเกาหลีคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความขัดแย้งเรื่องวัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสุนัข หรือไม่อาจ "ซุกปัญหาไว้ใต้พรม" ได้อีกต่อไป โดยเธอเสนอแผนที่จะ "ประคับประคองช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน" ด้วยการทยอยจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ประกอบการฟาร์มสุนัขเพื่อให้ยุติการเลี้ยงสุนัขเพื่อการบริโภค
แม้แต่ผู้เคยชินกับการบริโภคเนื้อสุนัขก็ยังรับรู้ถึงกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง อาทิ ลุงคิม หนุ่มใหญ่เกาหลีใต้วัย 60 ปี ผู้เปิดกิจการร้านอาหารที่ใช้เนื้อสุนัขเป็นวัตถุดิบมาถึง 11 ปี เล่าว่าบริโภคเนื้อสุนัขมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก แน่นอนเขาไม่รู้หรอกว่าสรรพคุณเพิ่มกำลังวังชาที่โฆษณาเกี่ยวกับเนื้อสุนัขกันนั้นเป็นความจริงหรือไม่ แต่ยอมรับว่าสำหรับตัวเขาไม่มีเนื้อสัตว์ชนิดใดที่อร่อยและนุ่มลิ้นเท่าเนื้อสุนัข
ร้านอาหารของลุงคิม ต้อนรับผู้พิสมัยเนื้อสุนัข 200 รายต่อวันในช่วงฤดูร้อน โดยใช้เนื้อสุนัขวันละ 24-48 กก. ในการประกอบอาหาร แต่ระยะหลังๆ พบว่าลูกค้าโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่หันไปบริโภคสตูว์ไก่หรือปลาไหลมากขึ้น เหลือแต่เพียงลูกค้าวัย 50 ปีขึ้นไปเท่านั้นที่ยังคงบริโภคเนื้อสุนัข เช่นเดียวกับ ฮันเซจิน (Han Sejin) กราฟฟิกดีไซเนอร์วัย 24 จากกรุงโซล ตั้งคำถามว่า "เรายังจำเป็นต้องรักษาประวัติศาสตร์เรื่องนี้ไว้ด้วยหรือ?" ในเมื่อ "ทุกวันนี้เกาหลีใต้ไม่ใช่สังคมเกษตรกรรม" อย่างสมัยโบราณอีกต่อไปแล้ว
1 ก.ค. 2558 : ตำรวจทางหลวงสกลนคร จับผู้ต้องหาลักลอบนำเนื้อสุนัขจาก จ.มุกดาหาร ไปยัง จ.สกลนคร เพื่อรอส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน
ที่มา : http://www.manager.co.th/local/viewnews.aspx?NewsID=9580000074283
นั่นคือเรื่องราวของเกาหลีใต้ แต่การบริโภคเนื้อสุนัขนั้นแพร่หลายในหลายประเทศ อาทิ จีน เวียดนาม รวมถึง "บางจังหวัดในประเทศไทย" ที่ขึ้นชื่อมีเสียงเล่าขานมาช้านาน เช่นตำนาน "หมาแลกคุ" ซึ่งในภาษาถิ่นของบางภาค คุ นั้นแปลว่า "ถังน้ำ" โดยจะมีรถกระบะตระเวนไปตามชุมชน ให้ชาวบ้านจับสุนัขมาส่งแลกกับถังน้ำบ้าง กะละมังบ้าง ยิ่งสุนัขตัวใหญ่ดู "เนื้อแน่น" อาจจะแลกได้ถังหรือกะละมังหลายใบต่อสุนัข 1 ตัว เพื่อนำสุนัขเหล่านั้นไปชำแหละส่งขายให้กับผู้นิยมบริโภค ทว่าระยะหลังๆ เรื่องราวนี้ก็ค่อยๆ เลือนหายไป
สำหรับประเทศไทย กิจการผลิตและจำหน่ายเนื้อสัตว์เพื่อการบริโภคมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 กำหนดให้ "การค้าสัตว์และซากสัตว์ต้องได้รับใบอนุญาต" หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ระบุว่า "เฉพาะสัตว์ที่เลี้ยงไว้เป็นอาหารเท่านั้นที่สามารถฆ่าเพื่อบริโภคได้" หากไปจับไปล่ามาบริโภคเองจะมีความผิดฐานทารุณกรรมสัตว์ ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
แต่เชื่อเถิดว่าสังคมไทยที่รับ “ความเป็นอารยะ” เห็นสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยง "เป็นเพื่อนแท้หรือแม้แต่รักเหมือนลูก" อย่างหลายชาติที่ได้ชื่อว่าศิวิไลซ์ คงไม่มีใครกล้าเสนอให้ทำฟาร์มสุนัขเพื่อการบริโภคแน่ๆ เพราะมีแต่จะถูกก่นด่าประณามให้เสียชื่อเปล่าๆ!!!
ขอบคุณเนื้อหาต่างประเทศและภาพประกอบจาก
Olympics brings focus on South Korea's dog-meat culture : 15 ก.พ. 2561
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี