วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569
กรุงเทพมหานคร (กทม.) เมืองหลวงที่เป็น “ความภาคภูมิใจ” ของคนไทย จากการถูกยกให้เป็น “เมืองน่าเที่ยวอันดับต้นๆ ของโลก” จากสื่อต่างชาติหลายสำนัก ทว่าในอีกมุมหนึ่ง กรุงเทพฯ ก็มีปัญหา เช่น “ความแออัด” ที่คนทั่วประเทศกว่า 10 ล้านคน ต้องเข้ามาแสวงหาโอกาสในพื้นที่ที่เดียว รวมถึง “การจราจรติดขัด” ที่ติดอันดับต้นๆ ของโลกทุกปีเสมอมา ล่าสุดปัญหาการจราจรยังนำไปสู่วิกฤติ “ฝุ่นละออง” อีกด้วย
สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อดีตอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวในงานเสวนา “ภัยร้าย “ฝุ่น” กลางเมือง” ระบุว่า จริงๆ แล้ว ประเทศไทยดีขึ้นกว่าในอดีตมาก เพราะเปลี่ยนมาใช้น้ำมันเกรด “ยูโร4” (EURO IV) ตั้งแต่ปี 2555 โดยสามารถลดมลพิษได้มากทั้งรถเก่าและรถใหม่ อีกทั้งรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ทั้งเครื่องเบนซินและดีเซลต่างเป็นเครื่องยนต์มาตรฐานยูโร 4 เช่นกัน แม้กระทั่งมอเตอร์ไซค์ก็เป็นเครื่องยนต์ 4 จังหวะ มาตั้งแต่ปี 2550
แต่ที่เกิดปัญหาขึ้นเพราะ “ปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้น” จากเมื่อ 20 ปีก่อนที่มีรถใน กทม. ราว 2 ล้านคัน แต่ ณ สิ้นปี 2560 ยอดจดทะเบียนรถสะสมที่รวบรวมโดย กรมการขนส่งทางบก ระบุว่า มีรถจดทะเบียนใน กทม. มากถึง 9.7 ล้านคัน ดังนั้นแม้จะมีมาตรการระยะยาว ด้วยการผลักดันให้เปลี่ยนไปใช้น้ำมันเกรด “ยูโร5-ยูโร6” (EURO V-EURO VI) ตั้งแต่ต้นปี 2566 เครื่องยนต์รถขนาดเล็กเปลี่ยนกลางปี 2566 และเครื่องยนต์รถขนาดใหญ่เปลี่ยนกลางปี 2569
แต่มาตรการระยะสั้น โดยเฉพาะ “ช่วงวิกฤติ 90 วัน ก.พ.-เม.ย. ของทุกปี” รอยต่อระหว่างฤดูหนาวกับฤดูร้อนซึ่งอากาศจะนิ่ง มลพิษจึงสะสมได้ง่ายโดยเฉพาะในเขตเมือง ประกอบกับในกรุงเทพฯ มีตึกสูงจำนวนมาก การระบายมลพิษออกจากเมืองก็ยิ่งยากขึ้นไปด้วย หากจะทำสถานการณ์ให้เบาบางลง การจำกัดปริมาณรถยนต์ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
เช่น ควรขยายช่วงเวลาห้ามวิ่งรถบรรทุกให้มากขึ้นกว่าเกณฑ์เดิมที่มีอยู่ รวมทั้งขยายไปถึงรถบรรทุกขนาดเล็กด้วย นอกจากนี้ควรห้ามจอดรถริมถนนสายหลักตั้งแต่เวลา 06.00-21.00 น. หรืออาจต้องจำกัดการใช้รถยนต์โดยแยกทะเบียนเลขคู่เลขคี่ รวมทั้งห้ามจุดไฟเผาสิ่งต่างๆ ในที่โล่งทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อบรรเทาปัญหามลพิษดังกล่าว อย่างไรก็ตาม คงต้องขอความร่วมมือทั้งจากภาคธุรกิจเอกชน และจากประชาชนทุกคนด้วย
“ตรงนี้คือเรื่องสุขภาพของท่านเอง ท่านขับรถเข้ามา ท่านจอดรถติดขัด ท่านก็สูดหายใจของท่านนี่แหละ อยู่ในกรุงเทพมหานคร สุขภาพของท่านท่านจะดูแลไหม ลูกหลานของท่าน ครอบครัวของท่านท่านจะดูแลไหม ถ้าหากไม่ช่วยกัน เพราะคนที่เป็นคนปล่อยมลพิษออกมาไม่ใช่ภาครัฐโดยตรง แต่เกิดจากประชาชนที่เข้ามาทำกิจกรรมต่างๆ แล้วมีมลพิษเกิดขึ้น”
นายสุพัฒน์ กล่าวย้ำ
แล้วก็เป็นดังคาดเมื่อเรื่องนี้เป็นข่าว เสียงวิพากษ์วิจารณ์ไปในทาง “ไม่พอใจ” คล้ายกับข้อเสนอเดียวกันในปีก่อนๆ เช่น ในปี 2556 ที่ทาง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) โดยผู้รับผิดชอบงานจราจรขณะนั้น พล.ต.ต.อดุลย์ ณรงค์ศักดิ์ เคยเสนอให้ “ห้ามรถเก่า 7 ปีขึ้นไป วิ่งในกรุงเทพฯ” ก็ถูกต่อต้านจนต้องยอมถอยในเวลาต่อมา โดยประชาชนให้เหตุผลว่าเพราะระบบขนส่งมวลชนไม่สะดวกจึงจำเป็นต้องซื้อรถส่วนตัวมาใช้
ซึ่งก็ต้องบอกว่า “น่าเห็นใจ” ไม่น้อย ดังความเห็นของ สุเมธ องกิตติกุล ผู้เชี่ยวชาญด้านการจราจรและคมนาคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ในงานเสวนา “การเพิ่มบทบาทการพัฒนาขนส่งมวลชนทางราง ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ที่ชี้ว่า นโยบายด้านคมนาคมของไทยที่ผ่านมา “ไม่จูงใจให้คนอยากใช้ขนส่งมวลชน” แต่ทำให้คนต้องซื้อรถส่วนตัวมาใช้ เพราะเน้นการ “สร้างถนน” ไปแทบทุกจุดของประเทศเป็นหลัก
และแม้แต่กรุงเทพฯ เองก็ “ทำอะไรไม่ได้มาก” เพราะองค์ประกอบของการจราจรในเมืองหลวงมีผู้รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ทั้ง กทม. ตำรวจ รถไฟฟ้า รถไฟ ทางด่วน หรือถนน
บางสายก็เป็นของกรมทางหลวงบ้าง กรมทางหลวงชนบทบ้าง และที่ผ่านมา “ต่างคนต่างทำในส่วนของตน” ทำให้ขาดการพัฒนาแบบบูรณาการ ทั้งนี้รวมถึงระบบผังเมืองด้วย
“ลักษณะนี้จะเกิดในเมืองท้องถิ่นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เพราะท้องถิ่นอื่นๆ หน่วยงานถนนของรัฐบาลกลางบางครั้งก็ยังดูแลรักษาถนนที่ผ่าน มีบางส่วนที่โอนให้ท้องถิ่นดำเนินการ แต่บางส่วนรัฐบาลกลางก็ยังดูแลอยู่ ตรงนี้ก็จะมีความเหลื่อมล้ำทับซ้อนระหว่างรัฐบาลกลางกับท้องถิ่นในการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐาน” สุเมธ กล่าว
ถึงกระนั้น ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง จรัสโรจน์ บถดําริห์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผังเมือง อดีตที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการวิสามัญการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา กล่าวกับ “แนวหน้า” ว่ากรุงเทพฯ “ยังพออยู่กันได้” และโดยไม่ต้องขัดแย้งหรือเวนคืน หากมีการนำ พ.ร.บ.จัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่ พ.ศ.2547 อันเป็นกฎหมายที่ส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเป็นสมาคม ร่วมแบ่งปันที่ดินของตนมาใช้ประโยชน์ เช่น บรรดา “ซอยตัน-ที่ตาบอด” แต่หากใช้การจัดรูปที่ดินเปิดเป็นทางเชื่อม ก็จะเกิดทางลัดใหม่ๆ ขึ้น รวมถึงอาจเป็นผลดีทางเศรษฐกิจด้วย
“ทำไมไม่ทำทางลัดกันให้เยอะๆ รถจะได้ไม่ติด แล้วที่บอกที่ดินไม่พอแย่งที่จอดรถกันก็เอากฎหมายจัดรูปที่ดินมาใช้ เปิดที่จอดรถหรือเปิดที่ค้าขาย แล้วให้เจ้าของที่ดินเขาได้ส่วนแบ่งประโยชน์บ้าง เท่านี้ประโยชน์สาธารณะก็เกิด ทุกคนวิน-วินหมด แต่ กทม. ทำไมไม่ทำ เจ้าของที่ดินเยอะแยะที่รู้ว่าถ้าซอยไม่ตันเขาจะได้ประโยชน์” จรัสโรจน์ ฝากทิ้งท้าย
ท้ายที่สุดแล้ว..เบื้องต้นชาวกรุงเทพฯ คงจะต้องทนกับสารพัดปัญหาไปอีกพักใหญ่ ซึ่งบางทีอาจต้องมองไปที่บรรดารถไฟฟ้าสารพัดสี รวมถึงรถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูงที่รัฐบาลโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เร่งรัดโครงการให้รวดเร็วขึ้น ต้องฝากความหวังว่าเมื่อถึงวันที่ทุกสายก่อสร้างแล้วเสร็จ
จะช่วยทำให้ความหนาแน่นทั้งคนและรถในเมืองกรุงลดลงได้บ้าง!!!
SCOOP@NAEWNA.COM
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี