วันเสาร์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2569
"เด็กเลี้ยงแกะ" สำนวนนี้มีที่มาจากนิทานว่าด้วยเด็กชายที่มีหน้าที่ต้อนฝูงแกะในหมู่บ้าน กระทั่งวันหนึ่งเกิดรู้สึกเบื่อหน่ายจึงตะโกนว่าหมาป่าจะมากินแกะ พอเห็นชาวบ้านคนอื่นๆ วิ่งหน้าตื่นพร้อมอาวุธครบมือมาก็รู้สึกสนุกชอบใจ แล้วก็ทำซ้ำแล้วซ้ำอีกจนท้ายที่สุดเมื่อหมาป่ามากินแกะจริงๆ ก็ไม่มีชาวบ้านแม้แต่รายเดียวมาช่วย เพราะเข้าใจว่าเด็กชายคงพูดโกหกเอาสนุกอย่างเคย จึงกลายเป็นคำสอนว่า "อย่ามีนิสัยชอบโกหก" เพราะวันที่เกิดเรื่องเดือดร้อนขึ้นมาจริงๆ จะไม่มีใครเชื่อและไม่มีใครช่วยเหลือ
จากนิทานสู่ชีวิตจริง จากเด็กก็กลายเป็น "ผู้ใหญ่เลี้ยงแกะ" หลายครั้งที่มีกรณีคนร้องเรียนผ่านสื่อบ้าง เข้าแจ้งความกับตำรวจบ้างว่าตนถูกประสงค์ร้ายต่อชีวิตและทรัพย์สิน ถูกใส่ความให้เสียหาย หรือกล่าวว่าได้ทำความดีเรื่องใหญ่เรื่องโตกลายเป็นผู้โด่งดังเรียกความสนใจจากสังคมในชั่วข้ามคืน ในเวลาต่อมากลับกลายเป็น "หนังคนละม้วน" เพราะความจริงปรากฏว่า "ไม่เคยมีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น" และบางครั้งก็ได้ส่งผลกระทบกับคู่กรณีที่ถูกพาดพิงด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้
สมพงษ์ เลือดทหาร
ภาพประกอบ : Wikipedia
สมพงษ์ เลือดทหาร หากจะกล่าวถึงกรณีลวงโลกระดับตำนานของเมืองไทย คงหนีไม่พ้นชายผู้นี้อย่างแน่นอน เรื่องราวของเขาเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2540 สถานีวิทยุ "FM 99.5 MHz ร่วมด้วยช่วยกัน" ซึ่งเป็นช่องทางการสื่อสารเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบเหตุประสบภัยต่างๆ ในยุคนั้น ได้รับฟังเรื่องเล่าจากเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (รปภ.)ประจำท่าอากาศยานดอนเมือง ว่ามี "แท็กซี่พลเมืองดี" เก็บกระเป๋าของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ลืมทิ้งไว้ และภายในมีเงินสดจำนวนมาก จากนั้นได้ตามหาจนส่งคืนให้เจ้าของอย่างเรียบร้อย
ขณะนั้นเอง สมพงษ์ ที่กำลังขับรถแท็กซี่อยู่ ได้โทรศัพท์เข้าไปยังรายการ บอกว่าตนเองเป็นพลเมืองดีคนดังกล่าวพร้อมเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จนได้รับเสียงชื่นชมอย่างมโหฬาร หน่วยงานต่างๆ ติดต่อขอมอบเงินรางวัล สื่อมวลชนเชิญไปให้สัมภาษณ์อย่างไม่ขาดสาย กระทั่งต่อมาก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า "เหตุใดไม่มีเรื่องเล่าจากคนอื่นๆ ที่อยู่ในเหตุการณ์บ้าง?" นำไปสู่การสืบสวนจนพบความจริงว่า "ทั้ง รปภ. และนักท่องเที่ยวที่อ้างถึงไม่มีตัวตนอยู่จริง" เรื่องนี้จบลงด้วย สมพงษ์ ถูกตัดสินจำคุกข้อหาเป็น "18 มงกุฎ" ฉ้อโกงประชาชน และถูกทวงเงินรางวัลคืน
"หมวยโซ" โซ เหลียง อิง (กลาง)
ภาพประกอบ : Wikipedia
รายต่อมาเกิดขึ้นในทศวรรษที่ 2540s เช่นเดียวกัน แต่คราวนี้เป็นการกระทำโดยนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ โซ เหลียง อิง หญิงชาวฮ่องกง หรือที่เรียกกันในเวลานั้นว่า "หมวยโซ" เธอเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย แล้ว "อ้างว่า กลางดึกของคืนวันที่ 2 มิ.ย. ต่อเนื่องเข้าสู่วันใหม่ 3 มิ.ย. 2546 ถูกคนขับรถสามล้อ (ตุ๊กตุ๊ก) พร้อมพวกรวม 4 คน ใช้กำลังบังคับข่มขืนก่อนจะถูกนำไปปล่อยทิ้งไว้" เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่โต สังคมไทยวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความโกรธแค้น เพราะกระทบต่อการท่องเที่ยวอันเป็นภาคเศรษฐกิจที่สำคัญมากของประเทศ
ทว่าความจริงก็ปรากฏแบบหนังคนละม้วน "ตำรวจพบว่าทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องโกหก" เพราะเมื่อตามไปสอบปากคำพยานในจุดต่างๆ ตั้งแต่ก่อนเรียกรถสามล้อ เส้นทางที่อ้างว่าถูกข่มขืน และจุดที่ลงจากรถก่อนเข้าร้องทุกข์ ผู้เห็นเหตุการณ์ยืนยันว่าในวันเกิดเหตุไม่มีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้น และอากัปกิริยาของหมวยโซก็ไม่เหมือนคนถูกทำร้ายร่างกายมา ท้ายที่สุดจบลงด้วยเธอสารภาพว่า "ทำไปเพราะเสพยาจนเมามายไม่ได้สติ" จึงถูกดำเนินคดีข้อหาแจ้งความเท็จ และหลังพ้นโทษจำคุกก็ถูกเนรเทศออกจากประเทศไทยทันที
นาธาน โอมาน
ภาพประกอบ : Wikipedia
จากภาคการท่องเที่ยวที่มีตัวละครเป็นคนขับแท็กซี่ นักท่องเที่ยว และคนขับสามล้อรับจ้าง ตำนานเด็กเลี้ยงแกะบทต่อไปเกิดขึ้นกับ "วงการบันเทิง" ในปี 2551 เมื่อ นาธาน โอมาน อดีตนักร้องดังสังกัดค่ายใหญ่ย่านลาดพร้าวช่วงปี 2546-2548 ออกมาเปิดเผยว่า ตนกำลังจะมีผลงานการแสดงภาพยนตร์ในสหรัฐอเมริกา หรือ "ฮอลลีวู้ด" (Hollywood) ร่วมกับพระเอกหนุ่มใหญ่พันธุ์อึด บรูซ วิลลิส (Bruce Willis) จนเป็นที่ฮือฮาในสังคมไทยอย่างมาก
แต่ครั้งนี้แตกต่างไปจาก 2 กรณีก่อนหน้า เนื่องด้วยประเทศไทยเข้าสู่ "ยุคอินเตอร์เน็ต" กันแล้ว แม้จะยังไม่มีสมาร์ทโฟน ไม่มีสื่อออนไลน์ยอดฮิตแบบเฟซบุ๊ค แต่อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงและเครื่องคอมพิวเตอร์ก็ราคาไม่แพงจนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าในอดีต ทำให้มีการพูดคุยประเด็นต่างๆ บนเว็บบอร์ดหรือกระดานสนทนา และเรื่องนี้ก็เช่นกัน นำไปสู่ "ปฏิบัติการขุดคุ้ย" ของชาวเน็ตไทยอย่างเผ็ดร้อน
และบทสรุปก็คือ "เป็นแค่เรื่องลวงโลก" ไม่มีภาพยนตร์เรื่อง "The Prince Of Red Shoe" ที่นาธานกล่าวอ้างในฐานข้อมูลเว็บไซต์ภาพยนตร์ไม่ว่าเว็บใดในโลก ซึ่งปกติแม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์อยู่ในระหว่างถ่ายทำ ก็ต้องมีข้อมูลปรากฏบ้างไม่มากก็น้อย ไม่เพียงเท่านั้น แม้แต่ "ประวัติ" ของนาธาน ที่อ้างว่าเป็น "ลูกครึ่งไทย-เนปาล" ก็ถูกสืบค้นจนทราบว่าโกหกเช่นกัน ความจริงคืออดีตนักร้องดังรายนี้พื้นเพเป็นชาว จ.นครศรีธรรมราช แต่เดินทางมาเรียนต่อในกรุงเทพฯ และได้เข้าสู่วงการบันเทิง
โปสเตอร์ภาพยนตร์ "The Prince Of Red Shoe" ที่นาธาน โอมาน อ้างว่าได้ร่วมแสดงกับดาราดังของฮอลลีวู้ด จนเป็นข่าวฮือฮาระหว่างปี 2551-2552
ภาพประกอบ : http://thaifilmjournal.blogspot.com/2009/11/hes-prince-of-red-shoe.html
อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ก็ไม่ถือเป็นความผิดอาญาแต่อย่างใด เป็นเพียงการทำให้ "เสียความรู้สึก" ของคนไทยที่คาดหวังว่าจะได้เห็นเพื่อนร่วมชาติไปเฉิดฉายในวงการบันเทิงระดับโลกอย่างฮอลลีวู้ดเท่านั้น แต่คดีที่ทำให้นาธาน ต้องเข้าไปชดใช้กรรมในเรือนจำ มาจากความผิดข้อหาฉ้อโกงทรัพย์สินกว่า 7 แสนบาท ซึ่งมี "น้ามด" สิทธิพร โคตรอุดมพร ญาติของ "ครูแหม่ม" พิศมัย ศรีกระบุตร แม่บุญธรรมของนาธาน เป็นผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ
คดีนี้ศาลจังหวัดเลย ตัดสินในปี 2554 ว่านาธานผิดจริง ซึ่งเขาก็ยอมรับสารภาพ จากโทษจำคุก 2 ปี จึงลดเหลือกึ่งหนึ่งคือ 1 ปี แต่ติดคุกจริงไม่ถึง 1 ปี เนื่องด้วยได้รับพระราชทานอภัยโทษในปีเดียวกัน ชีวิตหลังออกจากเรือนจำ นาธานเปิดเผยอย่างชัดเจนว่าเขาเป็นชายรักชาย และแต่งงานกับแฟนหนุ่มที่คบหาดูใจกันในเวลาต่อมา พร้อมกับขอโทษประชาชนกับทุกเรื่องโกหกที่เคยก่อขึ้น

"ครูจอมทรัพย์" จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร
กรณีเรื่องโกหกที่เป็นข่าวใหญ่โตครั้งล่าสุดคือกรณี "ครูจอมทรัพย์" จอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตครูที่พ้นจากราชการเนื่องด้วยต้องโทษจำคุกคดีขับรถชนคนตายโดยประมาทเมื่อปี 2548 เหตุเกิดที่ จ.นครพนม และสู้กันถึงชั้นฎีกา แต่ศาลฎีกาก็ได้ตัดสินในปี 2556 ว่าผิดจริง ทำให้ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำจนถูกปล่อยตัวในปี 2558 จากนั้นช่วงต้นปี 2560 ได้เข้าร้องทุกข์ต่อ กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) โดยระบุว่า "มีหลักฐานใหม่" ขอให้ช่วยรื้อคดีด้วย
ในช่วงแรกๆ สังคมไทยค่อนข้าง "เทใจ" ให้ครูจอมทรัพย์อย่างล้นหลาม เพราะต้องยอมรับว่า "ภาพลบของตำรวจไทย" ได้ฝังลึกอยู่ในความคิดและจิตใจคนไทยอย่างแน่นหนาทุกเพศทุกวัย หลายฝ่ายมั่นใจว่า "ครูเป็นแพะ" แน่นอน โดยเฉพาะ "เพจดัง" หลายเจ้าต่าง "โหมประโคม" กระแสนี้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ฝั่งตำรวจก็โต้ว่า "ครูไม่ใช่แพะ..แต่เป็นแกะ" และย้ำว่า "ขบวนการรับจ้างติดคุกมีอยู่จริง" ไม่ใช่แค่เรื่องเล่าที่พูดกันไปเอง
คดีนี้ในตอนแรกมีการระบุว่า สับ วาปี คือผู้ขับรถชนคนตายในวันเกิดเหตุ แต่แล้วในเวลาต่อมา เขากลับคำให้การ โดยสารภาพว่าได้รับการว่าจ้างจาก "ครูอ๋อง" สุริยา นวลเจริญ เพื่อนของครูจอมทรัพย์ ให้ไปแจ้งกับตำรวจว่าเป็นผู้ขับรถคันดังกล่าวในวันเกิดเหตุ ซึ่งเมื่อ 17 พ.ย. 2560 ศาลได้สั่ง "ยกคำร้อง" ที่ครูจอมทรัพย์ขอรื้อคดี เพราะทั้งสับ วาปี และพยานรายอื่นที่นำมาอ้างถึงไม่น่าเชื่อถือ
ทองเรศ วงศ์ศรีชา ผู้ที่ยังยืนยันเสมอว่าเห็นคนขับรถคันเกิดเหตุชนคนตายเป็นผู้ชายไม่ใช่ผู้หญิง
ปัจจุบันครูจอมทรัพย์และพวก "จากโจทก์กลายเป็นจำเลย" ถูกฟ้องหลายข้อหาทั้งซ่องโจร แจ้งความเท็จและให้การเท็จ โดยคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลจังหวัดมุกดาหาร และมีการเริ่มพิจารณาไปแล้วเมื่อ 12 ก.พ. 2561 อย่างไรก็ตาม กรณีของ 2 ผู้ต้องหา ทัศนีย์ หาญพยัคฆ์ กับ ทองเรศ วงศ์ศรีชา ผู้ขี่และซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ ที่ยังคงยืนยันคำเดิมว่า "เห็นคนที่ขับรถชนคนตายเป็นผู้ชาย" ดังนั้นครูจอมทรัพย์ซึ่งเป็นผู้หญิงจะเป็นผู้ก่อเหตุได้อย่างไร? เรื่องนี้ยังคงเป็นปริศนาที่รอคอยการไขให้กระจ่างต่อไป
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่เป็นข่าวดังเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายกรณีที่เป็นคดียิบย่อย เช่นเมื่อ 21 ก.พ. 2561 กรณีหญิงสาวสภาพร่างกายโชกเลือดอ้างว่าถูกคนขับแท็กซี่ชิงทรัพย์ แต่ท้ายที่สุดก็สารภาพว่ากุเรื่องขึ้น ส่วนบาดแผลนั้นเกิดจากการใช้มีดกรีดร่างตนเองด้วยอารมณ์เครียดชั่ววูบ รวมถึงกรณีเด็กหนีออกจากบ้านโดยสมัครใจแล้วอ้างกับพ่อแม่ว่าถูกลักพาตัว แต่ไม่ว่าแบบไหนก็ “อย่าทำเลย” เพราะนอกจากเจ้าหน้าที่จะเหนื่อยฟรีๆ แล้ว เกิดมีคดีขึ้นมาจริงๆ สังคมอาจไม่สนใจเพราะมองว่าเป็นเรื่องโกหกก็ได้ โดยเฉพาะหากเหยื่อไม่เคยกุเรื่องทำนองนี้มาก่อน
ส่วนคดี "หวยอลเวง 30 ล้าน" ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายปี 2560 จนล่าสุด 28 ก.พ. 2561 ตำรวจออกหมายจับ "ครูปรีชา" ปรีชา ใคร่ครวญ และพาตัวจากโรงเรียนใน จ.กาญจนบุรี ขณะกำลังสอนหนังสือ มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ มาสอบสวนที่กองปราบ ยังไม่ขอนับว่าเป็นกรณีลวงโลก เพราะยังเป็นเพียงชั้นตำรวจ และบทสรุปจะเป็นอย่างไร ขอให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาดดีกว่า!!!
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี