วันอังคาร ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2569
“ความขัดแย้งในการใช้ประโยชน์จากพื้นที่” เป็นประเด็นที่พูดถึงกันมากในระยะหลังๆ ทั้ง “ในเมือง” ดังกรณี “ทางเท้า” คนกลุ่มหนึ่งเห็นว่าสามารถแบ่งบางส่วนให้ทำการค้าได้ จึงเห็นด้วยกับการใช้อำนาจเปิดจุดผ่อนผันของหน่วยราชการปกครองส่วนท้องถิ่น กับคนอีกกลุ่มที่มองว่าไม่ควรอนุญาตไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะทางเท้าเป็นสาธารณะสมบัติของทุกคน การที่ภาครัฐเปิดจุดผ่อนผันบนทางเท้าโดยอ้างว่าเพื่อช่วยผู้ที่มีต้นทุนชีวิตน้อยให้มีอาชีพมีรายได้เลี้ยงตนเองและครอบครัว จึงเท่ากับการเบียดบังของส่วนรวมไปให้คนบางส่วนทำกินแบบเอาเปรียบสังคม
และ “ในชนบท” กับกรณีของ “คนกับป่า” ที่มีความขัดแย้งระหว่างคนกลุ่มหนึ่งมองว่าไม่ควรให้คนอยู่ในป่าหรือ
ใกล้ป่า เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการลักลอบตัดไม้-ล่าสัตว์ หรือแผ้วถางป่าเพื่อขยายพื้นที่ทำการเกษตร แม้จะเป็นชุมชนที่อยู่มาก่อนประกาศพื้นที่ป่าหรืออุทยานภาครัฐก็ควรย้ายออกเพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นสมบัติของแผ่นดินยังคงความอุดมสมบูรณ์ กับคนอีกกลุ่มที่เห็นว่าคนกับป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้ และคนสามารถใช้ประโยชน์จากป่าสร้างอาชีพสร้างรายได้โดยไม่จำเป็นต้องทำลายธรรมชาติเสมอไปโดยอ้างอิงข้อค้นพบมากมายจากหลายพื้นที่
“ท่าผาปุ้ม” ตำบลเล็กๆ ใน อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน อยู่ห่างจากตัวเมืองของจังหวัด 139 กิโลเมตร ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูง มีหมู่บ้านเล็กๆ ในหุบเขา 8 แห่ง ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเขตป่าอนุรักษ์แม่ยวมฝั่งขวา มีพื้นที่ราบสำหรับการเพาะปลูกเพียง 1 ใน 4 ของพื้นที่ทั้งหมด ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่ถูกมองในแง่ลบจากคนภายนอกเสมอ เนื่องด้วยชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ รวมถึงการทำไร่หมุนเวียนของกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ ซึ่งคนภายนอกมักเข้าใจไปว่าเป็นการทำไร่เลื่อนลอย และทั้ง 2 อย่างนี้มีภาพของการทำลายป่า

ธวัชชัย ใจแสน ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้ม (อบต.ท่าผาปุ้ม)เล่าว่า ท่าผาปุ้มมีลักษณะเป็นพื้นที่ภูเขา มีคนอยู่อาศัยมาแต่เดิมเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอะญอ โดยอยู่บนที่สูง ส่วนพื้นที่ริมน้ำยวมเป็นชาวบ้านทั่วไป “ส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ์” ยังชีพด้วยการทำไร่ถั่วเหลือง ไร่ข้าวโพด และปลูกข้าว ซึ่งจากปัญหาที่เกิดขึ้น ชาวบ้านและท้องถิ่นจึงหารือกันและตกลงที่จะทำ “หนังสือรับรองข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ตามข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลท่าผาปุ้มว่าด้วยผังชุมชน” เพื่อแก้ไขปัญหาสำคัญ ได้แก่
1.การเข้าไม่ถึงสวัสดิการของรัฐ เพราะทางการไม่มีข้อมูล แต่เมื่อมีการจัดทำเอกสารดังกล่าวก็เท่ากับมีฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์พื้นที่ของชาวบ้าน ส่งผลให้ทางการสามารถจัดความช่วยเหลือแก่ ชาวบ้านได้ เช่น เมื่อพืชผลทางการเกษตรเสียหายทั้งจากภัยพิบัติ โรคระบาด ศัตรูพืชชาวบ้านก็จะได้รับเงินชดเชย ซึ่งในอดีตเกษตรตำบลไม่มีข้อมูลนี้ ทำให้ชาวบ้านไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพื่อรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากรัฐได้
2.การทำเกษตรแบบทำลายธรรมชาติ ในอดีตพบว่าชาวบ้านมักใช้พื้นที่ไปกับเกษตรเชิงเดี่ยวที่กระทบต่อระบบนิเวศ เช่น ปลูกข้าวโพดแทนข้าวไร่ แต่การจัดทำฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้ทางการและชาวบ้านร่วมกำหนดทิศทางการทำเกษตรได้ เช่น การทำไร่หมุนเวียนวนเป็นวงรอบไป-มาทุก 7 ปี และการหันกลับมาปลูกข้าวไร่แทนข้าวโพด

(บน) พิธีมอบหนังสือรับรองการใช้ประโยชน์ในที่ดินพื้นที่ อบต.ท่าผาปุ้ม
(ล่าง) ชาวบ้าน ท่าผาปุ้มร่วมกันทำแผนที่กำหนดเขตการใช้ประโยชน์ต่างๆ
โดยชาวปกาเกอะญอซึ่งอยู่บนดอยจะปลูกข้าวไร่หมุนเวียน เพราะมีพื้นที่น้อย แต่ละชุมชนหรือครอบครัวมี 7-9 แปลง แปลงละ 7-15 ไร่ โดยปลูกหมุนเวียนปีละแปลง พอครบ 7 ปี ก็จะเวียนกลับมาปลูกที่เดิม การหมุนเวียนไปปลูกพืชที่แปลงอื่นๆ นี่เอง ทำให้คนภายนอกเข้าใจผิดว่าชาวบ้านกลุ่มนี้ทำไร่เลื่อนลอยบุกรุกป่าไปเรื่อยๆ ไม่สิ้นสุด แต่จริงๆ แล้วนี่คือภูมิปัญญาบรรพชน คือการปล่อยให้ดินได้พักด้วยกลไกธรรมชาติ
ส่วนผู้ที่ทำไร่อยู่กับที่ไม่ได้ย้ายไปไหนทาง อบต. ได้ร่วมกับ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ นำความรู้การทำ “เกษตรผสมผสาน” มาถ่ายทอดกับชาวบ้าน เพื่อลดการปลูกข้าวโพด เริ่มตั้งแต่ปลูกป่าบนดอย เพราะ “มีป่าก็มีน้ำ” หรือแม้ในบางช่วงเวลาที่ไม่มีน้ำในหนองที่ขุดไว้ แต่ดินก็ยังชุ่มชื้น สามารถปลูกพืชได้หลายชนิด ตั้งแต่ผักต่างๆ ไปจนถึงกล้วย ความ
อุดมสมบูรณ์ก็เริ่มกลับมา
การทำฐานข้อมูลนี้มีความแม่นยำสูงเพราะใช้ระบบระบุพิกัดพื้นที่ด้วยดาวเทียม (GPS) มาทำแผนที่ว่าพื้นที่จุดไหนใช้ทำอะไร ทั้งพื้นที่เกษตรและอยู่อาศัย พื้นที่ป่าอนุรักษ์ไว้เป็นต้นน้ำ พื้นที่ป่าที่ให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ รวมถึงป่าที่ใช้ประกอบพิธีกรรมตามจารีตประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ ชาวบ้านแต่ละคนจะรู้ว่า “ที่ดินของตนมีอาณาเขตตรงไหน” ขณะที่ทุกคนจะมองเห็นภาพรวมของพื้นที่ด้วยการประกอบที่ดินทุกแปลงเข้าด้วยกัน

สำหรับการจัดทำฐานข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินของชาวท่าผาปุ้มนั้นมีความร่วมมือกันหลายฝ่าย ทั้งเจ้าของหรือผู้ใช้ประโยชน์ที่ดิน คณะกรรมการหมู่บ้าน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน มีการตรวจสอบจนข้อมูลถูกต้องผ่านกระบวนการประชาคมรับรอง แต่ต้องย้ำว่า “สำหรับที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ นี่ไม่ใช่การออกโฉนดให้ครอบครอง แต่เป็นเพียงการรับรองให้ใช้ประโยชน์” ที่สำคัญยังส่งเสริมให้ “ชุมชนดูแลกันเอง” ซึ่งที่ผ่านมาได้ผลเป็นอย่างดี
เพราะชาวบ้าน “เข้าใจ” ถึงความสำคัญของระบบนิเวศ จึงรู้สึก “เป็นเจ้าของ” ดังนั้นเมื่อมีคนในชุมชนบุกรุกป่าเพิ่ม ก็จะมีการแจ้งคณะกรรมการที่มีนายอำเภอและป่าไม้เป็นผู้ดูแล และหากตักเตือนแล้วยังไม่ยุติ ก็ต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้การจัดทำเขตพื้นที่ทั้งหมด ยังมี “ผู้อาวุโสที่ชาวชุมชนเคารพนับถือ” ร่วมเป็นสักขีพยาน เป็นการใช้กลไกชุมชนป้องปรามการละเมิดข้อตกลงที่ทำร่วมกันอีกทางหนึ่ง
วันนี้ท่าผาปุ้มถูกยกเป็น “ต้นแบบ”ชุมชนบริหารจัดการตนเองในการอยู่อาศัยและใช้ประโยชน์จากป่า ส่วนก้าวต่อไปคือจะขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ ได้อย่างไร?
โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น
1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์
2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี
3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี