วันพุธ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569
แนวหน้า
  • แนวหน้า
  • หน้าแรก
  • คอลัมน์
    • คอลัมน์วันนี้
    • คอลัมน์ออนไลน์
    • คอลัมน์การเมือง
    • คอลัมน์ลงมือสู้โกง
    • โลกธุรกิจ
    • ผู้หญิง
    • บันเทิง
    • Like สาระ
    • ดูทั้งหมด
  • ข่าวเด่น
  • พระราชสำนัก
  • การเมือง
  • โลกธุรกิจ
  • อาชญากรรม
  • กทม.
  • ในประเทศ
  • เกษตร
  • ต่างประเทศ
  • กีฬา
  • ผู้หญิง
  • บันเทิง
  • ยานยนต์
  • Like สาระ
หน้าแรก / ข่าว Like สาระ
กระจายอำนาจทางการศึกษา ทางออกปัญหาคุณภาพเด็กไทย

กระจายอำนาจทางการศึกษา ทางออกปัญหาคุณภาพเด็กไทย

วันพุธ ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.
Tag : การศึกษาเด็กไทย คุณภาพทางการศึกษาเด็กไทย One Size Fits All
  •  

“One Size Fits All” แปลเป็นไทยได้ว่า “เสื้อเหมาโหล”เป็นการนำรูปแบบการผลิตเสื้อผ้ามาเปรียบเทียบกับนโยบายการบริหารจัดการ นโยบายแบบเสื้อเหมาโหลเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายเพียงเขียนโครงการกับตั้งงบประมาณเท่านั้นแล้วก็จัดการ “ปูพรม” ส่งงบส่งปัจจัยต่างๆ ลงไปในทุกพื้นที่เหมือนๆ กัน ทว่าในความง่ายนี้เองระยะหลังๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ว่านโยบายแบบนี้หลายครั้งไม่ต่างอะไรกับการ“ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” เป็นการใช้ทรัพยากรที่สูญเปล่าไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับผลที่ได้รับ

ทำให้มีการพูดถึงศัพท์ในวงการเสื้อผ้าอีกคำคือ“Tailor Made” หรือแปลว่า “เสื้อสั่งตัด” เป็นการออกแบบนโยบายให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มหรือแม้แต่บุคคลแต่ละคน ดังที่ฮือฮากันมากกับกรณีของ ประเทศจีน ที่รัฐบาลส่งเจ้าหน้าที่ไปเก็บข้อมูลคนจนแบบทีละคนๆ จนมีฐานข้อมูลอย่างละเอียดถึง 80 ล้านครัวเรือน เพื่อนำไปออกแบบนโยบายที่สอดคล้องกับครัวเรือนหรือชุมชนดังกล่าว นโยบายแบบเสื้อสั่งตัดนี้แม้การดำเนินการจะยุ่งยากกว่า หรืออาจใช้งบประมาณมากกว่าแบบเสื้อเหมาโหล แต่ผลที่ได้มักจะคุ้มค่ากว่าเพราะทำตรงจุด


“การศึกษา” ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายปูพรมหรือเสื้อเหมาโหลเช่นกัน ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ที่ผ่านมานโยบายด้านการศึกษาของไทย “ฟังเสียงจากข้างบนตลอด” โครงสร้างระบบและกฎหมายที่การออกแบบจากบนลงล่างเป็นการสกัดกั้นนวัตกรรมที่จะเกิดขึ้น และหากยังดำเนินไปแบบเดิมจะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับประเทศ โดยสิ่งที่ต้องทำในการปฏิรูปการศึกษาของไทย คือ

1.โรงเรียนล่างสู่บน 80:20 ยกเลิกการจัดการศึกษาจากบนลงล่าง ให้โรงเรียนเป็นฐานร้อยละ 80 ผู้กำหนดนโยบายจากข้างบนร้อยละ 20 เนื่องจากโรงเรียนเป็นฐานคิดสามารถสร้างนวัตกรรมเชิงพื้นที่ได้เหมาะสมกับเด็ก 2.ยึดผู้เรียน ชีวิตเด็ก ความต้องการ ความสนใจ ทำให้เด็กเป็นวิถีพลเมืองที่ดีตื่นตัวแก้ปัญหาได้ คิดอย่างเป็นระบบมีเหตุผล ให้เด็กรักผูกพันกับท้องถิ่น โดยครูต้องมีกลอุบายให้เด็กมาเรียนรู้ด้วยกัน ลดช่องว่างระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ทำให้คนสองวัยอยู่ด้วยกันได้เป็นการส่งต่อระหว่างคนรุ่นต่อรุ่นที่สำคัญมาก

3.กองทุนลดความเหลื่อมล้ำ จะเกิดประโยชน์กับเด็กยากจนด้อยโอกาส ประมาณ 3.17 ล้านคน ทำให้เด็กยากจนได้รับโอกาส หลุดพ้นจากวงจรโง่ จน เจ็บ 4.หลักสูตรเน้นสมรรถนะทักษะมากกว่าความรู้ ออกแบบสมรรถนะในเรื่องเนื้อหาให้น้อยลง และเพิ่มหลักสูตรภูมิสังคม 60:40 เน้นเด็กลงมือปฏิบัติ ซึ่งเหมาะสมกับยุคไทยแลนด์ 4.0 การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 และ 5.กลุ่มโรงเรียนแบบอำเภอจัดการตนเอง ให้อำนาจการตัดสินใจส่วนใหญ่อยู่ที่อำเภอ บริหารจัดการได้ด้วยตนเองเป็นเขตการศึกษาพิเศษ มีอิสระ อำนาจ เสรีภาพมากขึ้น

“จากการที่ลงทำงานกับพื้นที่ 3-4 ปี พบคนในพื้นที่ที่มีความคิดนอกกรอบมีความกล้าหาญทางการศึกษา ซึ่งสามารถค้นพบนวัตกรรมในการแก้ปัญหาได้ แต่การผลักดันนวัตกรรมไปสู่ระดับประเทศมันกลับทำได้ยากมาก” อาจารย์สมพงษ์ กล่าว

ตัวอย่างที่น่าสนใจ โรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ที่นี่พัฒนานักเรียนโดยจัดการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Education) มีส่วนร่วมจากองค์กรในชุมชน และพัฒนาระบบการวัดและประเมินผลทางการศึกษาตามสภาพจริง ซึ่งมีการจัดเสวนา “โครงการจัดการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง สร้างสุขภาวะสู่ความยั่งยืน” ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ไปเมื่อเร็วๆ นี้

โกวิท บุญเฉลียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) เล่าว่า จุดเริ่มต้นคือความคิดที่ว่า “โรงเรียนเป็นองค์กรทางสังคมที่จำเป็นจะต้องมีการพัฒนาให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” และไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัวผู้บริหารกับครูเท่านั้น ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหาร ครู นักเรียนและครอบครัว ด้วยโรงเรียนแตกต่างจากองค์กรบริการอื่นๆ ตรงที่เป้าหมายในการทำงานหรือผลผลิตของโรงเรียนคือการพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตามจุดประสงค์ของหลักสูตร สะท้อนความคาดหวังของครอบครัวและสังคม

โดยครูคือกุญแจสำคัญเพราะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการทำงานตามความต้องการของหลักสูตรและโรงเรียน รวมทั้งต้องปฏิบัติและเชื่อมโยงความคิดรวบยอดจากหลักสูตรเพื่อถ่ายทอดในการจัดการเรียนรู้ ดังนั้น “การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในโรงเรียนจึงต้องอาศัยพลังจากทุกภาคส่วนมาร่วมกัน ทั้งครอบครัว ชุมชนและสังคม” ซึ่งการจัดการศึกษาที่เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง สร้างสุขภาวะสู่ความยั่งยืน เป็นจุดเริ่มต้นในการแก้ไขสารพัดปัญหาที่กระทบต่อความตั้งใจเรียนของเด็กและเยาวชน

“พ่อแม่หย่าร้าง ยาเสพติด ท้องในวัยเรียน การเปลี่ยนแปลงของสังคมยุคปัจจุบันซึ่งเกิดจากสื่อออนไลน์ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อนักเรียนทำให้เกิดปัญหาไม่สามารถเรียนในระบบได้ เชื่อว่าหลายโรงเรียนประสบปัญหาดังที่กล่าวมาจึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นเพื่อคิดหาแนวทางการแก้ปัญหาเพื่อจัดการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนให้มากที่สุด การดำเนินโครงการใช้เวลา 1 ปี แก้ปัญหานักเรียนเป็นรายบุคคล ส่งผลให้เด็กมีความสุข มีทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันได้ สิ่งที่เห็นเป็นที่ประจักษ์คือนักเรียนเรียนรู้อย่างมีความสุข ครอบครัวก็เป็นสุขด้วย” ผอ.โกวิท ระบุ

เช่นเดียวกับ เพ็ญพรรณ จิตตะเสนีย์ ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านเด็ก เยาวชนและครอบครัว สสส. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกโครงการที่ลงมาที่โรงเรียนมีลักษณะเป็นโครงการ ซึ่งมาจากกระทรวง องค์กร หน่วยงานต่างๆ เพราะทุกคนมองว่าโรงเรียนคือฐานการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเยาวชนซึ่งแม้ไม่ผิดแต่ก็ไม่ยั่งยืน ต้องทำให้โรงเรียนที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ได้มีโอกาสในการทำงานด้วยวิธีคิดของตนเองโดยมุ่งที่เป้าหมายเดียวกัน สสส. เองก็รณรงค์ร่วมกับโรงเรียนมาหลายเรื่องทั้งเหล้า บุหรี่ อาหาร ออกกำลังกาย อุบัติเหตุ ฯลฯ แต่ก็คิดแบบเป็นเรื่องๆ และได้ผลเพียงระยะสั้น

“หลักการของโรงเรียนสุขภาวะในระยะหลังจะไม่เป็นการทำงานเชิงประเด็นกับโรงเรียน แต่จะให้โรงเรียนใช้กระบวนการทั้งระบบในการพัฒนาโรงเรียน ทั้งการเรียนการสอน กิจกรรมนักเรียนและการออกแบบการพัฒนา โดยโครงการนี้ เป็นโมเดลการพัฒนาโรงเรียนโดยตัวโรงเรียนกับเครือข่าย ดังนั้น วิธีคิดของ สสส. ขณะนี้ จะพยายามไม่ทำให้เรื่องสุขภาพเป็นงานเชิงประเด็น แต่ต้องการให้โรงเรียนได้มีโอกาสจัดกระบวนการพัฒนาโรงเรียนเอง แต่วัดผลการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเด็กและเยาวชน” เพ็ญพรรณ กล่าวทิ้งท้าย

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ซ่อน

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

  •  

Breaking News

เทพไท ชี้ น้ำมันแพงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ หวั่น ไม่มีขายมากกว่า จี้รัฐสื่อสารให้ชัด

ทรัมป์ โวสนั่นโลก อิหร่าน ยอมสยบพร้อมมอบ รางวัลใหญ่ ให้แก่สหรัฐฯ ใบ้แรงเกี่ยวกับพลังงาน

แม่ค้าแกงถุงสุรินทร์ ยืนหยัดขาย 30 บาท ไม่ขึ้นราคาประชดน้ำมันแพง

อนุทิน เผย วันนอร์ ตอบรับนั่งประธานคณะที่ปรึกษานายกฯ ช่วยดูสร้างสันติภาพ ความสงบสุขในพื้นที่

Back to Top

ผู้ดูแลเว็บไซต์ www.naewna.com
webmaster นายปรเมษฐ์ ภู่โต
ดูแลรับผิดชอบข่าว/ภาพ/โฆษณา/ข้อมูลอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์
กรรมการบริษัทฯ, กรรมการผู้มีอำนาจ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำเสนอข่าว/ภาพ/ข้อมูลใดๆในเว็บไซต์ทั้งสิ้น

Social Media

  • หน้าแรก |
  • เกี่ยวกับแนวหน้า |
  • โฆษณากับเรา |
  • ร่วมงานกับเรา |
  • ติดต่อแนวหน้า |
  • นโยบายข้อตกลง
Copyright © 2026 Naewna.com All right reserved